ตอนที่ 138
ตอนที่ 138 มันเป็นฝีมือของแม่เลี้ยงเธอ!
September 21, 2026
ฉันส่ายหน้าออกมาโดยอัตโนมัติ “ไม่ เป็นไปไม่ได้”
“อะไรเป็นไปไม่ได้? เธอนี่โง่จริงๆ ตั้งแต่เล็กจนโต แม่เลี้ยงเธอทำกับเธอขนาดนั้น มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่คิดว่าเขาเป็นคนดีน่ะ”
“ฉันไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนดี แต่…” พอเห็นทุกอย่างในบ้านเก่าของฉันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น และมันก็รู้สึกไร้คำพูดไปโดยปริยาย
“ลองคิดดูก็รู้แล้วว่าต้องเป็นฝีมือเธอแน่ ไม่งั้นใครมันจะทำลายร่องรอยของการใช้ชีวิตที่นี่จนไม่มีชิ้นดีแบบนี้ เธอหาร่องรอยของการใช้ชีวิตที่เธอเคยใช้ชีวิตกับคุณแม่ได้ไหม?”
ฉันชะงักไปครู่หนึ่งแล้ววิ่งขึ้นไปยังชั้นบน ด้านบนมีทั้งหมดสามห้อง ประตูของทุกห้องถูกเปิดออกหมด แต่ฉันเข้าไปด้านในไม่ได้ เสื้อผ้าของคุณแม่ถูกเก็บไว้ที่นี่ แต่มันกลับถูกรื้อออกมานอกตู้เสื้อผ้าและตัดเป็นชิ้นๆ แล้วทิ้งไว้อย่างสะเปะสะปะ
ฉันค่อยๆ คุกเข่าลงและกอดเสื้อโค้ตตัวหนึ่งของคุณแม่ไว้ จำได้ว่าตัวนี้เป็นตัวที่คุณพ่อซื้อให้คุณแม่ มันมีราคาแพง คุณแม่บอกว่ามันแพงเกินไป เวลาปกติจึงไม่ค่อยได้ใส่ คุณพ่อจึงพาคุณแม่ไปดูละครเพลงเพื่อให้ท่านได้มีโอกาสใส่มัน
หลังจากที่คุณแม่จากไป ฉันจึงนำเสื้อผ้าของท่านทั้งหมดใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า มันทำให้ฉันรู้สึกว่าท่านไม่ได้ไปไหน แค่ออกไปข้างนอกก็เท่านั้น ฉันไม่อยากลบล้างร่องรอยของท่านไปจนหมด
ฉันเปลี่ยนจากความดีอกดีใจเมื่อคืนเป็นความสิ้นหวังในทันที ฉันไม่แน่ใจว่ามันเป็นฝีมือของคุณน้าอย่างที่เฉียวอี้ว่าไว้หรือเปล่า แต่ก็คงไม่ใช่โจรธรรมดาๆ แน่นอน
ที่นี่ไม่มีของมีค่าอะไร คุณพ่อเอาเครื่องประดับของคุณแม่มาให้ฉันหมดแล้ว ของอย่างเดียวที่มีก็คือเสื้อผ้าและกระเป๋าพวกนี้ ถ้าเป็นโจรจริงๆ พวกเขาก็คงจะเอาไป ไม่ใช่ทำลายแบบนี้
ฉันคุกเข่าอยู่บนพื้นจนขาชาไปหมด เฉียวอี้ดึงตัวฉันขึ้น เธอร้องไห้ออกมาจนขี้มูกโป่ง
“แม่เจ้า รอให้ฉันหาหลักฐานได้เถอะ ฉันจะไม่ปล่อยเฉิ่งซินหลานไปแน่ คุณน้าเลวมาก หลังจากคุณอาจากไป คุณน้าก็ทำลายที่นี่ แล้วก็แสร้งจะยกบ้านนี้ให้เธอ ฉันว่ามันไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้นที่ว่าหรอก!”
ฉันเอากระดาษทิชชูให้เธอ แต่ฉันกลับไม่ได้ร้องไห้ รู้สึกอึดอัดเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่หน้าอก จะร้องก็ร้องไม่ออก
ฉันกับเฉียวอี้นั่งอยู่บนขั้นบันไดในสวน ภาพวิวด้านนอกมันก็ไม่สวยเท่าเมื่อก่อนแล้ว มีตึกระฟ้าเพิ่มขึ้นเยอะแยะมากมายจนบางภาพท้องฟ้าไปหมด
เฉียวอี้พิงอยู่ที่ไหล่ของฉันและร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับด่าไปด้วยไม่หยุด “แม่เลี้ยงทุกคนในโลกนี้มันแย่!”
“อย่าเหมารวมสิ” ฉันแก้ให้เธอด้วยเสียงแหบแห้ง “อาจจะไม่ใช่คุณน้าก็ได้”
“เธอเป็นคนซื่อบื้อที่ดีเกินไปอะ เซียวเซิง เธอต้องรู้นะว่าทุกคนที่อยู่ตรงหน้าเธอ ความดีความชั่วของคนเรามันเปลี่ยนกันไม่ได้ เด็กอายุสามขวบเป็นยังไง โตมาอายุแปดสิบเขาก็เป็นอย่างงั้นแหละ เธอเข้าใจไหม? เธอคิดว่าจะเหมือนในละครของฉงเหยาที่ร้ายมาตั้งครึ่งเรื่องแล้ว จู่ๆ มีวันหนึ่งก็ตระหนักในความดีของนางเอกขึ้นมาได้ คิดเปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นคนดีเหรอ? มีแค่ในนิยายเท่านั้นแหละที่จะมีแบบนั้น คนเลวยังไงมันก็เปลี่ยนมาเป็นคนดีไม่ได้หรอก แต่คนดีก็อาจจะทำผิดได้นะ”
ตอนเด็กๆ ฉันใช้ชีวิตมาอย่างทุกข์ยาก จะไม่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ได้ยังไง?
ฉันแค่ชอบจินตนาการให้คนรอบตัวฉันกลายเป็นคนดี จินตนาการว่าแม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่าและสโนว์ไวท์เป็นคุณแม่นางฟ้าใจดี
เฮ้อ แม้แต่นิทานเด็กน้อยยังไม่ไร้เดียงสาแบบฉันเลย
“เซียวเซิง เดี๋ยวฉันหาคนมีจัดเก็บแล้วก็ทำความสะอาดที่บ้าน เธอยังจำได้ไหมว่าวางของตรงไหน ตกแต่งบ้านยังไง เรามาทำให้เป็นเหมือนเมื่อก่อนกัน”
ฉันหันไปมองเฉียวอี้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจทันที “ฉันจำได้ ไว้ฉันวาดให้นะ”
“ได้ เธอวาดภาพการตกแต่งบ้านแบบเดิมมา เดี๋ยวฉันจะหาคนมาทำให้มันเป็นเหมือนเดิมเอง”
ฉันกับเฉียวอี้นั่งอยู่ที่ตึกเล็กๆ นี่จนหมดเวลาพักเที่ยง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงแค่ไหน เฉียวอี้ก็มักจะจัดการตัวเองภายในเวลาอันรวดเร็วแล้วคิดวิธีแก้ปัญหาและวิธีรับมือได้เสมอ แต่ไหนแต่ไรมาเธอจะไม่เสียเวลามากมายไปกับการเสียใจ
ระหว่างทางที่ฉันกับเฉียวอี้เดินทางกลับเซียวซื่อกรุ๊ป เซียวซือก็โทรมาหาฉัน
ฉันรับโทรศัพท์ก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลของเซียวซือจากปลายสายพูดขึ้นกับฉัน “เซียวเซิง ตอนบ่ายฉันต้องไปคุยโครงการเกาะสุริยาที่บริษัทตงฟางกรุ๊ป แต่ฉันลืมเอกสารไว้ในห้องทำงาน ตอนนี้ฉันทานข้าวกลางวันกับเพื่อนอยู่ ฉันกลัวว่าจะกลับไปเอาไม่ทัน เธอช่วยไปเอาให้ฉันหน่อยได้ไหม ขอบคุณนะ”
“อ้อ ได้สิ” ฉันรับปากในทันที