ตอนที่ 1077
ตอนที่ 1077 เขาไม่เคยเรียนรู้ที่จะเป็นพ่อ
September 23, 2026
จักรพรรดิจาวเหรินล้มป่วยอีกครั้ง ไม่ได้ออกว่าราชการเป็นเวลาสามวันติดต่อกัน
เนื่องด้วยมารยาท อวิ๋นหลิงจึงไปพระที่นั่งบำรุงฤทัยเพื่อตรวจสอบชีพจร แล้วพบว่าเขาไม่ได้ป่วยเลย
“เขาสุขภาพดี มีชีวิตอยู่ถึงเจ็ดสิบแปดสิบปีได้อย่างแน่นอน ต่อให้ใบหน้าจะบึ้งตึงทั้งวัน แต่แค่ดูแวบแรกก็รู้แล้วว่ากำลังโกรธรุ่ยอ๋อง ดูเขาทำสิ แก่ปูนนี้แล้ว แต่ทำไมยิ่งอายุมากก็ยิ่งทำตัวกลับตาลปัตร ทำอะไรแบบเด็กๆ อย่างอดอาหาร”
สองวันนี้ห้องเครื่องหลวงต้องใช้สมองขบคิดทำอาหารให้ถูกปากเขา เปลี่ยนรูปแบบอาหารและปรุงให้อร่อยเลิศรสส่งไปให้เขา เขาไม่ได้ขยับตะเกียบด้วยซ้ำ เป็นแบบนี้มาหลายมื้อติดต่อกันแล้ว
องค์ชายตำหนักต่างๆ ล้วนพากันเข้าวังมาเยี่ยมเยียน มีเพียงรุ่ยอ๋องที่ไม่ปรากฏตัวเลย คนอื่นๆ ทั้งเกลี้ยกล่อมและพูดโน้มน้าวใจ ก็ไม่มีใครตะล่อมได้ผลเลย
“ปกติแล้วเขาจะเชื่อฟังเหมือนหลานชายเมื่ออยู่ต่อหน้าพระเจ้าหลวง แต่พอถูกลูกชายหัวแก้วหัวแหวนดุว่าก็ตัดใจด่ากลับไม่ได้ เขาก็รู้ตัวว่าทรมานผู้คนข้างกาย สงสัยชาติที่แล้วคงจะติดหนี้เขาจริงๆ!”
แม้ว่าเยียนอ๋องและคนอื่นๆ จะเกิดในราชวงศ์ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและเสื้อผ้า แต่การมีพ่อเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นบุญหรือบาป
อวิ๋นหลิงบ่นตัดพ้อจักรพรรดิจาวเหรินอย่างรุนแรง “เขาอายุห้าสิบปีแล้ว แต่นิสัยดูไม่เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือเลย”
เซียวปี้เฉิงกำลังจัดการกับงานราชการบนโต๊ะอย่างยอมรับชะตากรรม เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น
เมื่อก่อนในฐานะลูกชาย เขามีสัญชาตญาณชื่นชมและเคารพบิดาที่เป็นฮ่องเต้ของประเทศ แต่หลังจากที่แต่งงานแล้ว เขาก็มีความเป็นผู้ใหญ่และมั่นคงมากขึ้น ความคิดแตกต่างไปจากสมัยเยาว์วัย เขาก็ค่อยๆ เริ่มเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของอีกฝ่าย
เขาวางพู่กันลง ขยับข้อมือแล้วยิ้ม “เจ้าพูดถูก เสด็จพ่อก็เหมือนเฒ่าทารก”
“ข้ากลับคิดว่าการที่เขาควบคุมพี่ใหญ่นั้นสมเหตุสมผล เพราะเขาไม่เคยเรียนรู้วิธีการเป็นพ่อเลย แค่เลียนแบบเสด็จปู่ไปอย่างส่งเดชเท่านั้นเอง บางทีแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้”
“ในฐานะลูกชายของเสด็จปู่ เสด็จพ่อยังเป็นลูกคนเล็กในบรรดาพี่น้องอีกด้วย อันที่จริงเสด็จปู่ค่อนข้างชอบเขามากกว่าคนอื่นๆ แต่ความชอบเช่นนั้นแตกต่างจากที่เขาชอบพี่ใหญ่”
“ความชอบที่เสด็จปู่มีต่อเสด็จพ่อนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเขาเองจริงๆ บังคับให้เขาขยันหมั่นเพียรเรียนหนังสือ เรียนรู้ที่จะเป็นฮ่องเต้ สอนให้เขาใจกว้างและมีเมตตา ทั้งยังสนับสนุนให้เขานั่งบัลลังก์โดยทำทุกวิถีทาง ยินดีรอจนกว่าเขาจะแข็งแกร่งแล้วสละราชบัลลังก์ให้แต่เนิ่นๆ จากนั้นก็ยังสนับสนุนให้เขาสั่งสมชื่อเสียงและบารมีอยู่เบื้องหลัง”
พระเจ้าหลวงสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้อย่างเป็นทางการเมื่อวัยสามสิบหกปี แต่ครองราชย์ได้เพียงยี่สิบปีก็สละราชสมบัติ ขณะนั้นเขามีอายุเพียงห้าสิบปีกว่าๆ สภาพร่างกายยังสามารถควบคุมราชสำนักได้อย่างเต็มที่ถึงสิบปี
แต่เขาตัดสินใจส่งต่อบัลลังก์ให้กับจักรพรรดิจาวเหรินโดยกลัวว่าอำนาจของกลุ่มตระกูลขุนนางในราชสำนักจะแข็งแกร่งขึ้น หากจักรพรรดิจาวเหรินขึ้นครองบัลลังก์ในเวลานั้น จะปราบปรามพวกเขาในฐานะฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่ได้
นั่นเป็นเหตุผลที่สละราชสมบัติตั้งแต่เนิ่นๆ และอยู่เบื้องหลังแทน ทั้งยังให้คำแนะนำแก่จักรพรรดิจาวเหรินและช่วยให้เขาสร้างชื่อเสียงและบารมีโดยเร็วที่สุด
จักรพรรดิจาวเหรินมักจะคร่ำครวญถึงความยากลำบากเมื่อเขายังเด็ก แต่หากไม่ได้พระเจ้าหลวงสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ชีวิตของเขาก็จะยิ่งน่าสังเวชมากกว่านี้
เซียวปี้เฉิงกล่าวอย่างใจเย็น “เสด็จพ่อเดิมทีเป็นลูกกตัญญู เชื่อฟังพ่อแม่และพี่ชายมาตั้งแต่เด็ก เขาขึ้นครองบัลลังก์เร็วมาก ในเวลานั้นยังไม่มีประสบการณ์ปกครองประเทศมากนัก เขาเป็นคนแรกที่สืบต่อบัลลังก์หลังจากยกเลิกระบบโอรสองค์โต ไม่มีความมั่นใจเพียงพอ ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับการเชื่อฟังความคิดเห็นของเสด็จปู่ไปเสียทุกเรื่อง”
“ชีวิตของเขาราบรื่น ล้วนเป็นเพราะมีเสด็จปู่อยู่เบื้องหน้า ช่วยปูทางให้เขาเดินตามรอยทีละก้าวๆ”
“คิดว่าเจ้าต้องพบว่าเสด็จพ่อไม่ค่อยฝ่าฝืนความประสงค์ของเสด็จปู่ นั่นเป็นเพราะเขาชินกับการถูกควบคุมและจัดการชีวิต และได้รับผลประโยชน์มากมาย ดังนั้นเมื่อปฏิบัติต่อพี่ใหญ่ เสด็จพ่อก็มักจะต้องการควบคุมเขาโดยไม่รู้ตัว ทำการตัดสินใจแทนเขา เพราะในจิตใต้สำนึกของเสด็จพ่อ นั่นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับพี่ใหญ่”
“แต่เสด็จปู่จัดการชีวิตเสด็จพ่อได้ชัดเจน รู้ว่าเขาต้องการอะไรและควรทำอะไร แต่เมื่อต้องปฏิบัติต่อพี่ใหญ่ เสด็จพ่อทำเฉพาะสิ่งที่เขาคิดว่าดีสำหรับอีกฝ่าย โดยไม่เข้าใจเลยว่าพี่ใหญ่ต้องการอะไร”