ตอนที่ 1106
ตอนที่ 1106 ความคิดหนึ่งเป็นพระ ความคิดหนึ่งเป็นมาร
September 23, 2026
หลงเย่ยิ้มจางๆ มองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนแจ่มใส
เห็นเช่นนั้น เฟิ่งเหมียนกับเสวียนจีต่างก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่นัดหมาย
แม้ว่าทั้งสองคนหนึ่งจะนิ่งเฉยตลอดมา อีกคนก็ไม่สนใจอะไร แต่ก็ยังคงทนมองทั้งสองคนที่แสดงความรักต่อกันอย่างเต็มเปี่ยมไม่ได้ สายตาหวานราวกับว่าวินาทีต่อไปจะเชื่อมต่อกันแล้ว
เสวียนจีเอียงศีรษะเอ่ยเสียงเบาๆว่า “เห็นแก่ท่านที่เป็นเพื่อนรักข้า ประเดี๋ยวข้าก็จะมอบให้ท่านหนึ่งเครื่อง”
เฟิ่งเหมียนก็กดเสียงลงต่ำ เอ่ยอย่างลังเลอยู่บ้างว่า “......สิ่งนี้ เกรงว่าคงจะแพงมากกระมัง”
“มือถือสำหรับโลกใบนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไร แทบจะมีกันทุกคน ท่านไม่ต้องเกรงใจข้า” เสวียนจีเอ่ยด้วยดวงตาเปล่งประกาย “ถ้าอยากจะตอบแทนข้าละก็ ประเดี๋ยวเข้ากลุ่มเล่นเกมกับข้าก็พอ ฮึๆ......”
เมื่อคืนก่อนนอนนางได้ล็อกอินเข้าไปดูในเกมที่ตัวเองชอบ เจ๋งเลยนี่เป็นวันสุดท้ายในกิจกรรมจำกัดเวลาในวันแห่งความรักแล้ว
ประเดี๋ยวผูกบัญชีคู่รักกับเฟิ่งเหมียน นางยังทันที่จะได้รับสกินลิมิเต็ดที่ทางเกมจะมอบให้ในครั้งนี้ด้วย
เวลานี้ ในที่สุดหลงเย่ก็ค้นหาบทความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับฉีไหวเซิงจนเจอ
‘การเสียชีวิตของอัจฉริยะทางการแพทย์ฉีไหวเซิง’
วันที่10 เดือนมีนาคม ค.ศ.2223 นายแพทย์ฉีไหวเซิงที่มีชื่อเสียงได้ถึงแก่กรรมแล้วที่โรงพยาบาลในเมืองหลง สิริอายุหนึ่งร้อยปี
มีรายงานว่า ฉีไหวเซิงในอายุสามสิบห้าปีเป็นโรคทางประสาทอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่มีอาการของโรคจิตเภท ยังเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง
ในขณะที่เขามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาโรคหายากไม่ว่าต้องแลกกับอะไรก็ตาม ตามรายงานการสัมภาษณ์ การวิจัยทางการแพทย์เป็นยาชั้นดีที่ทำให้เขาสามารถรักษาสติเอาไว้ได้
หลายปีมานี้ เขาไม่เพียงแต่เอาชนะโรคมะเร็ง ยังพบความหวังที่จะรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้อีกด้วย เสียดายที่ก่อนที่เขาจะทราบผลอย่างเป็นทางการ ก็ต้องพบกับความเจ็บป่วยซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติทางจิตอย่างสมบูรณ์ และหยุดการวิจัยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แต่พวกเราเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ต้องมีคนรุ่นหลังมาสืบทอดเจตนาที่ยังไม่บรรลุผลของเขาเป็นแน่
อ่านถึงตรงนี้ กงจื่อโยวอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาอย่างระมัดระวังว่า “ข้าเคยได้ยินอวิ๋นหลิงบอกว่า มะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัวไม่มีทางรักษาให้หายได้ คนคนนี้......แม้ว่าเขาจะสร้างองค์กรขึ้นมา แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่สติฟั่นเฟือนไปเสียทั้งหมด”
บนรายงานฉบับนี้ยังมีรูปถ่ายทั้งตอนวัยหนุ่มและวัยแก่ของฉีไหวเซิง เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายดูเป็นคนดีมากทีเดียว แววตาในวัยหนุ่มดูมีสติสัมปชัญญะดีมาก แต่ก็ดูมุ่งมั่นแจ่มใส
เฟิ่งเหมียนกวาดตาดูรูปถ่ายแวบหนึ่ง เลิกคิ้วก่อนจะพูดว่า “มองจากรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร แต่มีสุขวาสนากับเวรกรรมปะปนกัน เป็นโหงวเฮ้งที่พบเห็นได้ยากมาก”
หลงเย่เม้มปากไม่พูดอะไร พวกพี่น้องของนางไม่ชอบชื่อนี้เลย
นางเลื่อนดูต่อไป ประกายตาหม่นแสงลง
นอกจากนี้ ตามคำบอกเล่าของคนวงใน ตอนที่แพทย์ผู้อัจฉริยะคนนี้มีไร้สติสัมปชัญญะ มักจะบ่นหาคนที่ชื่อ’เต้าหวู๋ซิน’ไปทั่ว
คนในตระกูลฉีคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ด้วยเหตุนี้ยังเคยออกประกาศตามหาบุคคลคนนี้โดยมีเงินรางวัลตอบแทนสูง แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
แต่สิ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญถึง ก็คือวันที่ฉีไหวเซิงเสียชีวิต เขาที่อยู่ในอาการเลอะเลือนมาหลายสิบปี จู่ๆก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์
เขาบอกกับนางพยาบาลที่ดูแลอย่างดีใจว่า ในที่สุดตัวเองก็หาคนคนนั้นเจอ และสิ้นสุดภาระในใจไปเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อคนในครอบครัวถามถึง’เต้าหวู๋ซิน ’ เขากลับยิ้มแต่ไม่พูด คืนนั้น ฉีไหวเซิงได้จากไปทั้งที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี