ตอนที่ 276
บทที่ 276 แม่ของฉันกำลังสวดมนต์
October 28, 2026
เฉินตงมองดูจูเก่อชิงที่อยู่ตรงหน้าเขา
ในสมองของเขาก็เกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมา
นี่......ผู้ชายหรือว่าผู้หญิงกันแน่ ?
จูเก่อชิงที่อยู่ตรงหน้า รูปร่างผอมบาง ผิวขาวนวลเนียนราวกับหิมะ ทุกส่วนบนใบหน้างดงามได้รูป หน้าตาหล่อเหลา รวมไปถึงมีความอ่อนโยนปรากฏอยู่ในใบหน้าของเขาด้วย
สวมใส่ชุดสูทเข้ารูป และตัดผมหน้าม้า ทั้งหมดนี่แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้ายที่แอบซ่อนอยู่
เป็นเพราะองศาในการยืน ทำให้เฉินตงไม่อาจมองเห็นว่าคอของจูเก่อชิงมีลูกกระเดือกหรือไม่
แต่ว่า การเอ่ยถามเพศของผู้อื่นตรงๆ ก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทไม่น้อย
“คุณเฉิน ดูพอหรือยัง ?”
จู่ๆ น้ำเสียงที่ก้องกังวานก็ดังขึ้น
ผู้ชาย !
เฉินตงรู้แจ้งในทันที
แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกลังเลขึ้นมา ท่าทางที่ดูชั่วร้าย บวกกับน้ำเสียงที่ก้องกังวาน หรือว่าจูเก่อชิงผู้นี้จะเป็นนักฆ่าสาวกันแน่ ?
“อะแฮ่ม......”
เฉินตงยิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน แล้วเอ่ยถามว่า : “ตระกูลจูเก่อมาหาผม ไม่ทราบมีเรื่องอะไรหรือเปล่า ?”
“ร่วมมือกัน”
จูเก่อชิงพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ดวงตาที่เป็นประกายสุกสว่างจับจ้องไปที่เฉินตง : “ตระกูลจูเก่อยินดีที่จะช่วยคุณจัดการกับตระกูลฉิน และเพื่อเป็นการตอบแทน หลังจากเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ตระกูลจูเก่อของเราต้องการที่จะขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดแห่งซีสู่”
เป็นคำพูดที่ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม
เป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมาจนทำให้เฉินตงรู้สึกประหลาดใจ
ไม่เคยเห็นคนที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อนเลย
แต่ว่า เฉินตงเองก็ยิ้มออกมาอย่างประหลาด : “อันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะจัดการตระกูลฉินให้สิ้นซาก แต่หากร่วมมือกัน พวกเราก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้”
จูเก่อชิงขมวดคิ้วด้วยความงุนงงเล็กน้อย : “คุณกับตระกูลฉินเป็นเหมือนน้ำกับน้ำมัน ถ้าหากไม่ได้คิดจะทำลายตระกูลฉินให้สิ้นซาก แล้วการร่วมมือของเราจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร ?”
“ในเมื่อคุณมาแล้ว ก็ถือเสียว่าเราร่วมมือกันแล้ว”
เฉินตงยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาโบกมือ : “คุณนำคำพูดนี้ไปบอกเจ้าบ้านตระกูลจูเก่อ ถ้าหากต้องการให้ตระกูลจูเก่อลงมือเมื่อไหร่ ผมจะรีบบอกทันทีโดยไม่อ้อมค้อม”
แววตาของจูเก่อชิงสั่นไหวเล็กน้อย เหมือนกำลังมีความคิดอะไรบางอย่าง
แต่ก็ยังคงพยักหน้าแล้วลุกขึ้น จากนั้นจึงหันไปคารวะเฉินตง
“เพื่อแสดงความจริงใจ และเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับตระกูลจูเก่อให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขอเชิญคุณเฉินเปลี่ยนบรรยากาศ ไปพักผ่อนที่คฤหาสน์เทียนอวี้”
หลังจากที่ได้ยิน
ฉินเย่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ก็แววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาหันไปมองเฉินตงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เฉินตงยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน แล้วส่ายหัวเพื่อปฏิเสธ จากนั้นจึงหันไปส่งสัญญาณให้เฉินทงส่งแขก
หลังจากจูเก่อชิงกลับไปแล้ว
ฉินเย่ก็พูดออกมาด้วยความผิดหวังว่า : “ทำไมนายถึงไม่รับปากว่าจะไป ? คฤหาสน์เทียนอวี้นั่นน่าสนใจมากเลยนะ”
“ตาของนายแทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไร ? แต่ฉันเป็นคนมีครอบครัว เสี่ยวหยิ่งกำลังรอฉันอยู่ที่บ้านนะ”
เฉินตงทำสีหน้าเบื่อหน่าย จากนั้นจึงลุกขึ้นแล้วหันไปมองคุนหลุน
แล้วพูดขึ้นอีกว่า : “แต่ถ้านายอยากจะไปจริงๆล่ะก็ ให้คุนหลุนไปเป็นเพื่อนนายสิ”
คุนหลุนเลิกคิ้ว เขาลุกขึ้นแล้วเดินไป : “ผมมีเสี่ยวลู่อยู่ทั้งคน คนโสดเท่านั้นที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้”
ประโยคนี้ทำให้ฉินเย่หน้าแดงก่ำ แล้วนั่งลงที่เดิม
เฉินตงเองก็หัวเราะพรวดออกมา
เขาหันไปมองจูเก่อชิงที่เดินจากไป แววตาของเขาลึกซึ้งและปรากฏรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“หากจัดการกับตระกูลฉินจนราบคาบจริงๆ สุดท้ายก็ต้องมีคนขึ้นไปนั่งอยู่ในตำแหน่งตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของซีสู่แทน ด้วยภูมิหลังของตระกูลจูเก่อแล้ว ต่อให้ฉันไม่ช่วย พวกเขาก็ยังมีโอกาสแปดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ดี ดังนั้นการสร้างมิตรภาพและความร่วมมือที่ดีเอาไว้ ก็คงไม่ใช่เรื่องขาดทุน”
ยิ่งไปนั้น การที่ตระกูลจูเก่อมาเยือนในคืนนี้ คงเป็นเพราะทางฝั่งตระกูลฉินคงจะตกที่นั่งลำบากและกลัวจนตัวสั่นแล้วสินะ ?”
นี่คือสิ่งที่เฉินตงคิด
เป็นเพราะมีการคาดคะเนไว้เช่นนี้ ทำให้การเจรจากับจูเก่อชิงเมื่อครู่ เป็นไปอย่างรวดเร็ว
ไม่มีการพูดคุยกันอีกตลอดทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น มีตระกูลใหญ่มากมายในเมืองซีสู่ที่ต่อแถวกันมาขอเข้าพบ
เฉินตงกำชับเฉินทงเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่า ให้ปฏิเสธทุกคนที่มาขอเข้าพบ
แค่ได้รับความร่วมมือจากตระกูลจูเก่อ ก็คงเพียงพอแล้วสำหรับการแก้แค้นในครั้งนี้
หากเข้าเจรจากับตระกูลใหญ่หลายตระกูลจนเกินไป ก็จะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นได้ แล้วจะทำให้คนของตระกูลจูเก่อเกิดความระแวงสงสัยได้
เมื่อเส้นตายยิ่งใกล้เข้ามาทุกที