ตอนที่ 173
[ตอนที่ 173 ไร้หม่ามี๊ก็เปรียบเสมือนขาดอากาศหายใจ]
October 28, 2026
“คิดดีแล้วเหรอที่มาโดยไม่ยอมบอกสามีกับลูก” ควิลเลอร์หันไปถามยี่หวาที่กำลังนั่งฟังเพลง สายตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่อยู่ตรงหน้า
“ขืนบอกไปพวกเขาก็จะต้องขอตามมาอีกแน่ หวากลัวจะใจอ่อนเหมือนคราวก่อนอีก เพราะครั้งนี้ไม่ได้มาแค่สามสี่วันด้วย”
ใช่แล้ว! ตอนนี้เธอกับควิลเลอร์อยู่บนเครื่องบินที่กำลังจะบินไปปารีส ซึ่งการมาครั้งนี้เรนจิกับวายุไม่รู้ เพราะเธอแอบออกมาจากคอนโดตั้งแต่ตีห้าซึ่งทั้งสองคนยังไม่ตื่น แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะเขียนจดหมายให้พวกเขา...
[ไม่ต้องสงสัยว่าหม่ามี๊หายไปไหน พอดีหม่ามี๊มีงานแฟชั่นโชว์ที่ปารีสซึ่งหม่ามี๊ขาดไม่ได้ ขอโทษที่มาโดยไม่ได้บอกเพราะหม่ามี๊เองก็กลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนอีก เรนยังจำที่หม่ามี๊เคยบอกได้ไหมว่าทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ อยู่กับพ่อก็เป็นเด็กดีด้วยนะ ถึงปารีสแล้วหม่ามี๊จะโทรหา ส่วนคุณห้ามเอาแต่ใจและตามมาเด็ดขาดเลยนะ! แค่ 1 เดือนอดทนหน่อยนะ]
สีหน้าวายุดูแย่ลงทันทีที่ได้อ่านจดหมายที่ยี่หวาทิ้งไว้ให้จบ...
หนึ่งเดือน!!! บ้าไปแล้ว! เขาจะทนได้ยังไง แค่หนึ่งวันก็จะตายอยู่แล้ว ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าทำไมเมื่อวานเธอถึงดูแปลกไป ตอนแรกก็คิดว่าที่เธออยู่กับเขาและเรนจิทั้งวันเป็นเพราะว่าชดเชยห้าวันที่ผ่านมา แต่ที่ไหนได้! เธอต้องการชดเชยล่วงหน้าหนึ่งเดือนต่อจากนี้ต่างหาก
“ผมจะไปหาหม่ามี๊!!!” เรนจิตะโกนออกมาอย่างเด็ดขาด ก่อนจะวิ่งไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าด้วยความรวดเร็ว เขาเองก็สงสัยตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าทำไมหม่ามี๊อนุญาตให้เขาอยู่ที่คอนโดไม่ต้องไปบ้านปู่กับย่า ไม่คิดว่าหม่ามี๊จะทำกับเขาแบบนี้
“อยากให้หม่ามี๊ของลูกโกรธก็ตามใจ” เธอกำชับไว้ในจดหมายขนาดนั้นแล้ว ขืนตามไปมีหวังได้โดนโกรธไปอีกหนึ่งเดือนแน่
“แต่ตั้งหนึ่งเดือน ผมรอไม่ไหว”
“คิดว่าพ่อรอไหวหรือไง” แต่จะให้ทำยังไง เพราะสิ่งที่ทำได้ก็คงต้องรอเธออย่างเดียว “อย่างน้อยก็โทรหาเธอได้”
“ไปหาหม่ามี๊ไม่ได้จริงๆ เหรอ”
“ลูกคงไม่อยากให้เธอโกรธหรอกใช่ไหม? ก็น่าจะรู้นะว่าถ้าแม่ของลูกโกรธเมื่อไหร่จากหนึ่งเดือนได้เปลี่ยนเป็นหนึ่งปีแน่”
“งั้นช่วงนี้ผมจะไปอยู่บ้านปู่กับย่า เพราะห้องที่ไร้หม่ามี๊ก็เปรียบเสมือนขาดอากาศหายใจ” เรนจิว่าจบก็จัดการเก็บผ้าใส่กระเป๋าต่อ
กว่าจะมาถึงปารีสก็มืดแล้ว ยี่หวาเลยโทรให้นอร์เวย์มารับเหมือนเดิม “ต้องรบกวนนายตลอดเลย นี่ผู้จัดการของฉันเองชื่อควิลเลอร์”
“สวัสดีครับ” นอร์เวย์เอ่ยทักทายควิลเลอร์เป็นภาษาอังกฤษด้วยท่าทางสุภาพ ก่อนจะหันกลับมาถามยี่หวาอย่างมึนงง “ทำไมคุณต้องมีผู้จัดการด้วย”
“ฉันเป็นดาราอยู่ที่ไทย แม้ตอนนี้จะยังไม่ดังมากก็เถอะ”
“ผมเชื่อว่าคุณต้องดัง แล้วครั้งนี้คู่หมั้นกับลูกของคุณไม่ได้มาด้วยเหรอ”
“ครั้งนี้ฉันมานานก็เลยไม่ได้พาพวกเขามาด้วย วันนี้ค่ำแล้วไว้พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปดูงานนะ”
จากนั้นนอร์เวย์ก็ขับรถมาส่งควิลเลอร์กับยี่หวาที่บ้าน ซึ่งตอนนี้เวลาที่ไทยคงจะห้าทุ่มกว่าแล้ว ไว้ค่อยโทรหาทั้งสองคนพรุ่งนี้เช้าแล้วกัน
“นี่คือบ้านของเธอเหรอ!” ควิลเลอร์ถามออกมาอย่างตื่นเต้นหลังจากที่นอร์เวย์กลับไป เขาอุตส่าห์เก๊กท่าอยู่นานในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยสักที
“ใช่ค่ะ ตามสบายเลยนะคะ เดี๋ยวหวาขอตัวไปทำงานก่อน พอดีมีเอกสารที่ดูค้างไว้อยู่ค่ะ”
“งานที่บริษัทเฮอฮวาเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
ที่ยี่หวาเปลี่ยนชื่อเป็นเฮอฮวาเพราะคำว่าเฮอมาจากเฮอเซนในภาษาเยอรมันที่แปลว่าหัวใจซึ่งมีความหมายคล้ายกับชื่อเธอที่แปลว่าดวงใจ ส่วนคำว่าฮวามาจากภาษาจีนแปลว่าดอกไม้ เพราะชื่อเรนจิเองก็เป็นชื่อดอกไม้ของญี่ปุ่น
อันที่จริงชื่อเธอที่ดนัยณัฐตั้งให้ตอนเกิดคือยี่โถเป็นดอกไม้มีพิษ เพราะฉะนั้นแม่นมก็เลยเปลี่ยนเป็นยี่หวาให้แทน และเนื่องจากคนที่เลี้ยงดูเธอส่วนใหญ่เป็นแม่นม เธอก็เลยใช้ยี่หวามาโดยตลอด
จะว่าไปชื่อของเรนจิก็บังเอิญตรงกับเธอพอดีเลย แม้ว่าจะตรงกับดาหลาด้วยก็เถอะ เพราะในคำว่าเรนจิ ใช้ตัว เร็น (恋) ที่แปลว่า ความรัก คล้ายกับชื่อเธอ แถมคำว่าเรนในภาษาอังกฤษก็หมายถึงฝน ซึ่งเป็นสภาพอากาศเหมือนกับชื่อวายุด้วย
“เธอทำงานเยอะเกินไปหรือเปล่า ไม่ต้องไปสนใจคนในเน็ตหรอก แค่นี้เธอก็เหมาะสมกับคุณภูวิศแล้ว” ควิลเลอร์พูดขึ้นเมื่อเห็นว่ายี่หวากำลังเหม่อลอยราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“วายุมีบริษัทหลายที่มาก เทียบกับหวาที่มีแค่สองแห่งแล้วเล็กน้อยไปเลย”
“ถึงอย่างนั้นยังไงร่างกายเธอก็สำคัญที่สุดนะ อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย”
“ทราบแล้วค่ะ”
ยี่หวานั่งทำงานได้สักพักรู้ตัวอีกทีก็เป็นเวลาตีสอง ตอนนี้ที่ไทยก็คงจะเช้าแล้ว เธอต้องโทรหาสองพ่อลูกก่อนที่ทั้งสองคนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง เธอโทรเข้าเบอร์ของวายุเพียงแค่ตื๊ดเดียวปลายสายก็กดรับแล้ว “ไม่รับเร็วเกินไปหน่อยเหรอคะ”
“รออยู่”
เรนจิเมื่อรู้ว่าพ่อตัวเองกำลังคุยกับหม่ามี๊ก็รีบตะโกนใส่โทรศัพท์ “หม่ามี๊โทรหาผมหน่อย! ผมอยากเห็นหน้าหม่ามี๊ครับ”
ยี่หวาขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะกดวางสายแล้วโทรเข้าไลน์ของลูกชาย “คนเก่งทำอะไรอยู่เอ่ย”
“กำลังกินข้าวครับ หม่ามี๊เป็นยังไงบ้างถึงปารีสแล้วใช่ไหมครับ เรนคิดถึงหม่ามี๊มากเลยครับ”
“ใช่จ้ะ หม่ามี๊ถึงปารีสแล้วตอนนี้อยู่บ้านที่เรนเคยมา และหม่ามี๊ก็คิดถึงเรนเหมือนกัน ช่วงที่หม่ามี๊ไม่อยู่ก็อย่าลืมกินข้าวให้ครบทุกมื้อด้วยนะ อย่าดื้อกับพ่อด้วยเข้าใจไหม”
“เข้าใจครับ ไม่ต้องห่วงผมย้ายมาอยู่ที่บ้านปู่กับย่าแล้ว” เพราะถ้าไม่มีหม่ามี๊เขาก็อยากนอนคนเดียวมากกว่า
ลูกชายเธอเข้าใจจริงๆ ไหมเนี่ย...