ตอนที่ 1002
บทที่ 1002 โลกของพวกเจ้า...
October 22, 2026
บทที่ 1002 โลกของพวกเจ้า…
นภามืดทะมึน พื้นดินเต็มไปด้วยหนองบึง ซากปรักหักพังกระจัดกระจายไปทั่วทุกสารทิศ ก่อเกิดเป็นความวังเวงและกดดันอันหนักหน่วง
โลกในร่างปลาอสูรกลืนเอกภพอันมืดมัวและอับเฉา กลับปรากฏกองเพลิง ปรากฏชายชราเผ่ามนุษย์ผู้หนึ่ง
ภาพนี้ช่างแปลกประหลาด
อีกฝ่ายเป็นมนุษย์หรือภูตผี เป็นอสูรหรือเทพเจ้า…สวี่ชิงไม่อาจหยั่งรู้
ทว่าความตื่นตัวและความตึงเครียดในจิตใจ กลับพุ่งทะยานถึงขีดสุด
ด้วยว่าเขาสามารถสัมผัสได้ว่า สายตาที่จ้องมองมารางๆ นับตั้งแต่ย่างกรายเข้าสู่ทะเลนอก…ล้วนมาจากที่แห่งนี้ กล่าวให้ถูกต้องคือมาจากชายชราเบื้องหน้า
และคำตอบนี้ ก็คือต้นตอแห่งความตึงเครียดของเขา
อีกฝ่ายมาเยือนโดยมิคาดคิด เจตนาร้ายดีมิอาจบอกได้
สวี่ชิงยังพอจะจินตนาการได้จากการถูกจับต้องตั้งแต่ย่างกรายเข้าสู่ทะเลนอก จนถึงตอนเผชิญหน้ากันในยามนี้…การที่เขาสามารถทำได้ถึงขั้นนี้ บ่งบอกว่าพลังบำเพ็ญของบุคคลเบื้องหน้า น่าจะเหนือกว่าขั้นแท่นเทวะ
“หรือว่าจะถูกขังไว้ที่นี่?”
ความคิดเพิ่งผุดขึ้นมาในหัวสวี่ชิงก็ดับลงฉับพลัน เขาเคยข้องเกี่ยวกับเทพเจ้ามากมาย ล่วงรู้ว่าสรรพชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวบางจำพวก เพียงชำเลืองมอง ก็หยั่งปัญญาแห่งเทพล้วงลึกจิตใจของตนได้
ดังนั้น เขาจึงเก็บงำความคิดทั้งหมด ประสานมือคารวะชายชราเบื้องหน้า
“คารวะท่านผู้อาวุโส”
เอ้อร์หนิวที่อยู่ข้างๆ เวลานี้มีสีหน้าซีดเผือด นัยน์ตาหดเล็กลง ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย ความปั่นป่วนในจิตใจพลันท่วมท้น
สายตาของอีกฝ่าย เพียงกวาดมองผาดหนึ่ง ก็รู้สึกหมือนถูกมองทะลุทะลวงวิญญาณ ทุกสิ่งที่เก็บงำอยู่ภายในมิอาจซุกซ่อนได้
และผู้ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เอ้อร์หนิวเค้นความจำ ก็มั่นใจว่าตนมิเคยพบพานชายชราเบื้องหน้ารายนี้มาก่อน แม่กระทั่งความทรงจำในชาติก่อน ก็ยังรู้สึกแปลกหน้าอยู่ดี
ทว่าด้วยความพิเศษของตน ทำให้เอ้อร์หนิวคาดคะเนพลังบำเพ็ญของอีกฝ่ายได้แม่นยำยิ่งกว่าสวี่ชิงเล็กน้อย
“นี่มันระดับพลังอันใดกัน เซียนคิมหันต์? เทพแท้จริง? หรือว่า…เหนือเซียนคิมหันต์? เหนือเทพแท้จริง?”
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลมหายใจของนายกองก็พลันถี่กระชั้น หนังศีรษะชาวาบเล็กน้อย เขารีบทำสีหน้าประจบประแจง โค้งคารวะชายชราที่กำลังย่างเนื้อด้วยความนอบน้อม
“ข้าน้อยเฉินเอ้อร์หนิวคารวะท่านผผู้อาวุโส ขอบคุณท่านผผู้อาวุโสที่กรุณาตั้งชื่อให้กับข้าน้อย บุญคุณอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ข้าน้อยจะตอบแทนด้วยชีวิตและจิตใจ! จากนี้ไป ข้าน้อยมีนามว่าเจ้าตัวขน!”
คำพูดของเอ้อร์หนิวแว่วเข้าหูสวี่ชิง แปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าฟาด
เขารู้ไส้รู้พุงศิษย์พี่ใหญ่ของตนเป็นอย่างดี การจะทำให้อีกฝ่ายเคารพยำเกรงถึงขั้นนี้ตั้งแต่แรกพบ เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
ต้องเท้าความว่าแม้กระทั่งอวี้หลิวเฉิน ศิษย์พี่ใหญ่ก็แค่เสแสร้งทำประจบเอาใจเท่านั้น
ทว่ายามนี้ กลับเอ่ยว่าอีกฝ่ายมีบุญคุณที่ตั้งชื่อให้…
การทำให้ศิษย์พี่ใหญ่ทุ่มสุดตัวถึงเพียงนี้ได้ สวี่ชิงรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าชายชราผู้นี้น่ากลัวเพียงใด เขาจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น
ข้างๆ กองเพลิง ชายชราแย้มยิ้มคลุมเครือ ทอดสายตาไปยังสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวอีกครา
“เจ้าตัวขน กายเจ้าแฝงด้วยกลิ่นอายคำสาป…น่าสนใจ เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนว่าเจ้าเป็นคนสาปแช่นตนเองเล่า? มีชีวิตมาหลายภพหลายชาติ คงถือว่าเจ้าเป็นเผ่ามนุษย์คนหนึ่งได้กระมัง”
เมื่อคำพูดนี้เปล่งออกมา เอ้อร์หนิวก็หัวเราะแห้งๆ
ขณะที่ชายชราพูดอยู่นั้น มือก็พลิกเหล็กแหลมเสียบเนื้อไปมา กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง ชวนคลื่นเหียน ทว่าเมื่อเขาดอมดมแล้ว กลับกลืนน้ำลายลงคอ ทำราวกับเป็นอาหารอันโอชะ
“พวกเจ้ากินหรือไม่?”
ชายชราเอ่ยถาม
สวี่ชิงชะงัก
เอ้อร์หนิวรีบสั่นศีรษะปฏิเสธ นับตั้งแต่กินไอเย็น เขาก็ท้องไส้ปั่นป่วน ขนงอกเต็มตัว ที่สำคัญเขามิกล้ากิน
แม้เขาเคยคิดว่ากระเพาะของตนมิมีสิ่งใดไม่อาจย่อยได้ ทว่าเมื่อมองไปทางชายชรา ก็รู้สึกว่ามิควรกินดีกว่า
“พวกเรามิกินดีกว่าขอรับ ขออภัยที่เสียมารยาท…พวกเรากินอิ่มมาแล้ว”
ชายชราได้ยินดังนั้น สีหน้าพลันมืดครึ้ม
ในฉับพลัน ความกดดันโดยรอบก็พลันหนักอึ้ง ท้องนภาคำรามกึกก้อง ประหนึ่งจะถล่มลงมา พื้นดินปั่นป่วน ไอหมอกพลันระเหยขึ้น
บึงหนองประหนึ่งจะเหือดแห้ง!
ภาพนี้ ทำเอาสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวใจเต้นระทึก
สีหน้าเอ้อร์หนิวพลันเคร่งขรึม หันหน้ามองสวี่ชิง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศิษย์น้องเล็ก ไยเจ้ายังมิรีบไปร่วมรับประทานกับท่านผู้เฒ่าเล่า เคารพผู้อาวุโสเอ็นดูผู้น้อย คือคุณธรรมอันดีงามของเผ่ามนุษย์ ท่านผู้เฒ่าคือผู้อาวุโส เจ้าคือผู้น้อย!”
สวี่ชิงเหลือบมองเอ้อร์หนิว พลางครุ่นคิดในใจ
เขาล่วงรู้ถึงความนัยในคำพูดของนายกอง ชายชราผู้นี้แปลกประหลาด หากยังปฏิเสธต่อไป เกรงว่าอีกฝ่ายจะโมโห อีกอย่างกายเนื้อของตนยังมีความพิเศษ…
เมื่อคิดได้ดังนั้นสวี่ชิงก็เผยแววเด็ดเดี่ยวในดวงตา ก้าวเท้าไปข้างกองเพลิง ย่อกายนั่งขัดสมาธิ
เมื่อเห็นสวี่ชิงเข้ามา ชายชราก็ยกมือขึ้น โยนเนื้อเสียบไม้ให้ไม้หนึ่ง
สวี่ชิงรับมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จับจ้องเนื้อเสียบไม้เบื้องหน้า ดมกลิ่นชวนคลื่นเหียนนั้น เขากัดฟันกรอด จรดริมฝีปากกัดกินเข้าไปคำหนึ่ง
ฉับพลัน สีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ ก้มลงมองเนื้อเสียบไม้ในมือ กัดกินเข้าไปอีกคำ
ขณะที่เคี้ยวกลืนลงคอ สัมผัสได้ถึงรสเลิศล้ำหาใดเทียมและความเร่าร้อนในร่าง สวี่ชิงกินรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงภายในสามสี่คำ
เอ้อร์หนิวซึ่งอยู่มิไกล มองเห็นทุกสิ่ง ก็เริ่มบังเกิดความสงสัย กำลังจะเอ่ยปากถามสวี่ชิง จู่ๆ ชายชราข้างกองไฟก็ำลันแย้มยิ้ม มองไปทางสวี่ชิง
“รสดีใช่หรือไม่”
สวี่ชิงพยักหน้า เนื้อปริศนามิทราบที่มา เรียกได้ว่าเป็นอาหารโอชารสเลิศที่สุดที่เขาเคยกินมาในชีวิต
ชายชราหัวเราะ ยกมือขวาขึ้น คว้าไปยังความว่างเปล่าเบื้องขวา ทันใดนั้น เสียงกึกก้องสนั่นฟ้าดินก็ดังกระหึ่มขึ้น ผนังเนื้อปรากฎขึ้นจากไกลๆ ราวกับถูกคลื่นยักษ์ดูดกลืนเข้ามา
ผนังเนื้อนี้สูงเสียดฟ้า กว้างใหญ่ไพศาล ประหนึ่งกำแพงของโลกใบนี้ ในทันทีที่ประชิดเข้ามา โลกใบนี้ก็ดูจะเล็กลงไป
ในที่สุดผนังเนื้อนี้ก็หยุดลงข้างกายชายชรา มือของอีกฝ่ายขีดลากไปบนผนังเนื้อ ตัดเอาชิ้นเนื้อเล็กๆ มาเสียบเข้ากับไม้ และย่างมันต่อ
ภาพนี้ ทำเอาสวี่ชิงสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ
เอ้อร์หนิวยิ่งกว่า จ้องเขม็งไปยังผนังเนื้อนั่น ดวงตาแทบจะถลนออกมา…
นี่มิใช่ผนังอื่นใด แต่คือเนื้อในร่างของสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวที่พวกเขาอยู่ข้างในชัดๆ!
เมื่อเห็นสภาพนี้ เอ้อร์หนิวก็แลบเลียริมฝีปาก รีบเอ่ยปาก
“ท่านผู้เฒ่า ที่จริง…ข้าน้อยยังกินมิอิ่มเลย…”
“ข้าก็ยังมิอิ่ม!” ชายชราตอบเสียงเรียบ ยื่นเนื้อเสียบไม้หนึ่งให้สวี่ชิงอีกครา
เอ้อร์หนิวน้อยเนื้อต่ำใจ แต่มิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใด ได้แต่มองสวี่ชิงตาละห้อย
สวี่ชิงรีบรับมา แล้วกินต่อไปโดยไม่สนใจเอ้อร์หนิว
ความรู้สึกเร่าร้อนในกายยิ่งรุนแรงกว่าเดิม กระทั่งในท้ายที่สุด กลิ่นอายของเขาแทบจะปะทุขึ้นในทุกๆ คำที่กลืนลงท้อง