ตอนที่ 1014
บทที่ 1014 การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
October 22, 2026
บทที่ 1014 การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
“เผ่าวิญญาณบรรพกาล”
“เป็นเผ่าที่รวมแผ่นดินดินแดนต้องประสงค์เป็นหนึ่งเดียว ก่อนหน้าจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว!”
ขณะยืนอยู่ในโลกที่อบอวลไปด้วยความตายนี้ ท่านปู่เก้าทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าอันมืดมิด กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เผ่าพันธุ์นี้เชี่ยวชาญการพุ่งรบ ร่างกายในวัยเยาว์เป็นงู จนกระทั่งกลายร่างเป็นมนุษย์ จากนั้นมังกรและงูจะติดตามอยู่เคียงข้าง บรรลุถึงหุ่นรบแห่งวิญญาณบรรพกาล”
“ในช่วงเวลาที่เผ่าพันธุ์นี้ปกครองดินแดนต้องประสงค์ เผ่าพันธุ์อื่นๆ ล้วนถูกกดขี่จนต้องก้มหัว”
“แม้แต่เผ่ามนุษย์ในยุคนั้น ยังเคยอ่อนแอและแตกแยก”
ท่านปู่เก้ากล่าวพลางก้าวเท้าไปข้างหน้า ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไป ทำให้ท้องฟ้าปั่นป่วน แผ่นดินคำราม วิญญาณนับมิถ้วนกระจัดกระจาย โครงกระดูกในโคลนเลนไหวคลอน
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของท่านปู่เก้า ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดินหน้าไป กลิ่นอายที่มิเป็นของดินแดนต้องประสงค์ก็โชยมารางๆ ราวกับกำลังผุดขึ้นจากร่างของเขาในความมืดมิด ชี้นำไปสู่โลกภายนอก
สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวติดตามอยู่เบื้องหลัง
เอ้อร์หนิวกวาดสายตามองสถานที่แห่งนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง บางครั้งก็ย่อตัวลงขุดดินขึ้นมา บางครั้งก็ยกมือคว้าวิญญาณบางดวงมา ดวงตายิ่งเปล่งแสงประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจที่นี่อย่างมาก
ส่วนสวี่ชิงนั้น รับฟังคำพูดของท่านปู่เก้าด้วยสีหน้าจริงจัง
แม้ว่าเขาจะรับรู้เรื่องของเผ่าวิญญาณบรรพกาลมาบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อเทียบกับท่านปู่เก้า ประวัติศาสตร์เดินได้ที่มีชีวิตมาตั้งแต่ยุคจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว ความรู้ของเขายังน้อยนิด
และสิ่งที่เขาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นคือกลิ่นอายที่แปลกแยกจากดินแดนต้องประสงค์ซึ่งแผ่ออกมาจากร่างของท่านปู่เก้า
สวี่ชิงในอดีตอาจจะมิเข้าใจเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ด้วยอำนาจลบเลือนจากดวงตาขวาของเขา เขาสามารถมองเห็นเคราะห์กรรมได้
ดังนั้นในสายตาของเขา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของท่านปู่เก้า นั่นคือเคราะห์กรรมกับโลกภายนอก
“ศิษย์พี่ใหญ่เคยกล่าวว่า ผู้อาวุโสหลี่จื้อหวากำลังจะกลับมา… หากมองเช่นนี้ กลิ่นอายบนร่างของท่านปู่เก้าก็คล้ายเป็นเครื่องเหนี่ยวนำ”
สวี่ชิงครุ่นคิด สรุเสียงของท่านปู่เก้ายังคงดังก้องกังวาน
“แม้ว่าเผ่าวิญญาณบรรพกาลจะแข็งแกร่ง แต่ช่วงเวลาที่ปกครองดินแดนต้องประสงค์นั้นกลับสั้นราวกับดอกไม้ไฟ หลังจากขึ้นสู่จุดสูงสุดในระยะเวลาอันสั้น จักรพรรดิวิญญาณของเผ่าพันธุ์พวกเขาก็กระทำการอันบ้าคลั่ง”
“เขารวบรวมสรรพพลังของทั้งเผ่าพันธุ์ รวบรวมดวงชะตา หมายจะช่วงชิงวิถีสวรรค์”
“พยายามจะยึดครองวิถีสวรรค์ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว รวบรวมวิถีสวรรค์ทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้เขากลายเป็นวิถีสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของดินแดนต้องประสงค์”
“หากทำสำเร็จ เจตจำนงของเขาก็คือเจตจำนงของดินแดนต้องประสงค์ วิถีแห่งเขาก็คือวิถีแห่งดินแดนต้องประสงค์”
“และด้วยเหตุนี้ ก็จะอยู่เหนือกว่าเซียนคิมหันต์ ผู้เคยบุกเบิกดินแดนต้องประสงค์ สร้างวิถีสวรรค์มากมาย ทำให้ชะตากรรมของดินแดนต้องประสงค์ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของคนเพียงคนเดียวนับแต่นั้นเป็นต้นมา”
“และทำให้เผ่าวิญญาณบรรพกาล สามารถปกครองดินแดนต้องประสงค์ไปได้ชั่วนิรันดร์ หมื่นเผ่าพันธุ์ถูกกดขี่ไปตลอดกาล และเขาเอง ก็จะก้าวข้ามข้อจำกัดของเซียนคิมหันต์ บุกเบิกเส้นทางเซียนที่เป็นของเขาเอง”
เมื่อท่านปู่เก้ากล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าก็เผยให้เห็นถึงความชื่นชม สิ่งที่เขาชื่นชมมิใช่พฤติกรรมของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล แต่เป็นความทะเยอทะยานและการตัดสินใจของผู้แข็งแกร่ง
“คนเช่นนี้…”
ท่านปู่เก้าหยุดฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมองไปยังความว่างเปล่าอันไกลโพ้น แววตาเผยให้เห็นถึงเจตจำนงต่อสู้ มือขวาค่อยๆ ยกขึ้น ราวกับจะคว้าท้องฟ้าไว้ในอุ้งมือ
ในเวลาเดียวกัน เอ้อร์หนิวที่ติดตามสวี่ชิงและท่านปู่เก้าอยู่เบื้องหลัง ในขณะนี้ได้ขุดโครงกระดูกท่อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้นดิน หลังจากเก็บขึ้นมาแล้ว เมื่อเห็นว่าสวี่ชิงกำลังตั้งใจฟัง เอ้อร์หนิวก็แสร้งกระแอมไอ เตรียมที่จะแสดงความรอบรู้ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ให้กับเขา
จึงกล่าวอย่างเรียบเฉย เลียนแบบน้ำเสียงของท่านปู่เก้า
“แต่การกระทำนี้เป็นการกบฏต่อสวรรค์!”
“ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จจึงริบหรี่ ในท้ายที่สุด จักรพรรดิวิญญาณก็พ่ายแพ้ ต้องเผชิญกับการตอบโต้จากวิถีสวรรค์ทั้งหมดของดินแดนต้องประสงค์ เผ่าพันธุ์ถูกสาปแช่ง”
“ในช่วงเวลาวิกฤต จักรพรรดิวิญญาณใช้พลังบำเพ็ญอันน่าสะพรึงกลัวของเขา ต้อนผู้คนส่วนใหญ่ของเผ่าพันธุ์เข้าสู่โลกของเขา พยายามที่จะใช้สิ่งนี้หลีกเลี่ยงมหันตภัยของทั้งเผ่าพันธุ์จากการตอบโต้จากวิถีสวรรค์ของดินแดนต้องประสงค์ แต่ถึงกระนั้น ท้ายที่สุดก็ยังคงมิอาจหลีกหนีจากคำสาปได้”
“ด้วยเหตุนี้ จักรพรรดิวิญญาณจึงดับสูญ โลกของเขาเหี่ยวเฉา กลายเป็นโลกแห่งความตาย เผ่าวิญญาณบรรพกาลทั้งหมดที่อยู่ภายในดับสูญในชั่วพริบตา และความน่ากลัวของคำสาปนี้ มิใช่แค่การดับสูญอย่างง่ายดายเท่านั้น”
“เพราะนั่นคือคำสาปร่วมจากวิถีสวรรค์ทั้งหมดของดินแดนต้องประสงค์ คำสาปนั้นทำให้เผ่าวิญญาณบรรพกาลที่ตายไปกลายเป็นวิญญาณที่ต้องร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทั้งยามค่ำคืนและยามกลางวัน”
“โลกแห่งความตายที่เหี่ยวเฉาแห่งนี้ จึงกลายเป็นอาณาจักรล่มสลายของวิญญาณบรรพกาล ทนทุกข์ทรมานจากคำสาปไปชั่วนิรันดร์ ถูกฝังอยู่ลึกใต้พื้นทวีปดินแดนต้องประสงค์ชั่วกัปล์กัล”
“พร้อมกันนั้น…”
เอ้อร์หนิวกำลังจะโอ้อวดความรู้ของตน แต่ยังมิทันพูดจบ ท่านปู่เก้าที่อยู่เบื้องหน้าก็ยกมือขึ้น เอื้อมขึ้นไปยังท้องฟ้า ทันใดนั้นท้องฟ้าก็ส่งเสียงคำราม เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว
สายฟ้าฟาดนับพันนับหมื่นสาย โถมมาจากท้องฟ้า พุ่งตรงไปยังท่านปู่เก้า ในแสงสว่างแปลบปลาบเหนือฟ้าดิน ร่วงหล่นลงบนมือขวาที่ยกขึ้นของเขา
เมื่อกำมือ สายฟ้าฟาดอันไร้ขีดจำกัดนี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่แสงอัสนี
เมื่อกระบี่เล่มนี้ปรากฏ ฟ้าดินก็เปลี่ยนสี
กลิ่นอายอันแข็งแกร่ง คลื่นผันผวนอันน่าสะพรึงกลัว พุ่งทะยานขึ้นจากร่างของท่านปู่เก้า จากนั้น…เขาก็เหวี่ยงกระบี่ฟาดฟันเวหา
ปราณกระบี่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ราวกับมีเสียงคำรามกึกก้องดังมาจากความว่างเปล่า ในเสี้ยววินาทีต่อมา ท้องฟ้าก็ถูกกรีดแหวกออกเป็นรอยแยกขนาดยักษ์ ด้วยการฟาดฟันอันน่าสะพรึงกลัวของกระบี่เล่มนี้
พายุโหมกระหน่ำแผ่ขยายออกจากรอยแยก กวาดล้างไปทั่วทุกทิศทาง ในขณะเดียวกัน ก็เผยให้เห็นภาพที่สวี่ชิงคุ้นเคยจากรอยแยก
ที่นั่นคือวังหลวง
ลึเข้าไปในวังหลวง มีภูเขาเลือดเนื้อลูกหนึ่ง ยอดเขามีดวงตาขนาดยักษ์ลอยอยู่
บัดนี้ ดวงตาคู่นี้กลับลืมขึ้น เผยให้เห็นแสงสีทองอร่าม กำลังจ้องมองมายังที่นี่ตามรอยแยก ด้วยความโกรธเกรี้ยว
องค์ท่านทอดพระเนตรเห็นสวี่ชิงที่มิได้พบกันนาน แต่สิ่งที่องค์ท่านสนใจที่สุดในขณะนี้ คือเงาร่างที่ฟาดฟันกระบี่แหวกสวรรค์ ร่างกายอบอวลไปด้วยปราณพิฆาต
องค์ท่านจำได้!
เมื่อครั้งที่สู้รบกับชื่อหมู่ องค์ท่านเคยสังเกตเห็นบุตรลำดับเก้าแห่งหลี่จื้อหวาผู้นี้ เป็นเพราะกระบี่ที่อีกฝ่ายรวบรวมพลังและฟาดฟันออกไปต่อหน้าชื่อหมู่ในยามนั้น ทำให้จิตใจขององค์ท่านปั่นป่วนตามไปด้วย
สวี่ชิงกำลังจะเอ่ยปาก แต่ท่านปู่เก้าที่อยู่ด้านหน้า พลันก้าวเท้าไปหนึ่งก้าว ตรงเข้าไปในรอยแยก ปรากฏกายขึ้นเหนือดวงตายักษ์ของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล
“บังอาจ!”
เสียงคำรามต่ำ แฝงไปด้วยกฎเกณฑ์ของโลกแห่งความตายนี้ ดังกระหึ่มออกมาจากร่างของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล