ตอนที่ 1147
บทที่ 1147 ยุคจี๋กวง
October 22, 2026
บทที่ 1147 ยุคจี๋กวง
ปีแรกของศักราชเซียน ปีที่จอมเทพแห่งวงแหวนที่ห้าสิ้นชีพ จอมเซียนเด่นผงาด
จากนั้นค่อยกำหนดสมัยตามผู้นำเซียนสิบสองคน ยุคหนึ่งหมื่นสองพันปี กลายเป็นหนึ่งวัฏจักรใหญ่
แต่ละสมัยแบ่งเป็นเต๋าก่อเกิด เต๋าจรัส เต๋าเทียมฟ้า เต๋าสิ้นสุด
หนึ่งเต๋าสามพันปี สี่เต๋าเวียนวน นับเป็นวัฏจักรเล็ก
ทั้งกำหนดกฎเกณฑ์ อนาคตเมื่อมีผู้นำเซียนเพิ่มคนหนึ่ง ศักราชเซียนย่อมเพิ่มอีกสมัย
ด้วยจอมเซียนฝึกบำเพ็ญนานปี ดังนั้นจึงตั้งกฎเกณฑ์ ยุคสมัยใดกำลังดำเนินอยู่ ผู้นำเซียนคนปัจจุบันมีสิทธิ์ครองวงแหวนที่ห้าในช่วงสมัยตน
วันนี้เป็นยุคจิ่วอั้น ปีสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าแห่งเต๋าสิ้นสุด เดือนสิบเอ็ด
ห่างจากสมัยถัดไปยุคจี๋กวงเพียงหนึ่งเดือน
การสับเปลี่ยนแต่ละสมัย สำหรับผู้บำเพ็ญของวงแหวนที่ห้าถือเป็นวันสำคัญทั้งมีความหมายพิเศษ
ไม่ว่าเป็นผู้นำเซียนยุคถัดไปหรือยุคปัจจุบันก็เช่นกัน
ดังนั้นวังเซียนแสงเหนือที่เป็นเขตปกครองของสมัยถัดไป ในนั้นจึงประดับโคมหลากสี บรรยากาศอบอวลด้วยนัยบอกลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ทุกอย่างพร้อมสรรพ เตรียมส่งมอบสำเร็จ
หลายปีก่อนบริวารผู้นำเซียนจี๋กวงส่วนใหญ่กระจายกันอยู่บนวงแหวนที่ห้า ดูแลตัวเอง ผลัดกันรับช่วงตำแหน่งสำคัญ
โดยเฉพาะศิษย์ทั้งสี่ของผู้นำเซียนจี๋กวง นอกจากศิษย์คนที่สี่ซึ่งบัญชานอกวังเซียนแล้ว อีกสามคนล้วนออกเดินทาง รับช่วงและคุมสามกองทัพเซียนต่อจากบริวารผู้นำเซียนจิ่วอั้น
นี่คือเรื่องต้องทำในการสับเปลี่ยนแต่ละสมัย
ปัจจุบันรอแค่เดือนสุดท้ายผ่านไป
ทั้งวงแหวนที่ห้าย่อมต้อนรับศักราชใหม่
ช่วงหนึ่งหมื่นสองพันปีข้างหน้าผู้นำเซียนจี๋กวงจะครองอำนาจวงแหวน
แต่ยามทุกคนทั่ววังเซียนกำลังดื่มด่ำกับความคาดหวังดีงามเปี่ยมความฮึกเหิม มีเสียงร้องโหยหวนดังทั่วผาทัณฑ์อัสนีตรงทิศตะวันออกของวังเซียน
เสียงน่าสังเวชหาใดเปรียบ ถูกผู้บำเพ็ญของวังเซียนไม่น้อยได้ยิน
แต่หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ ต่อให้มีคนเงยหน้ามองทางผาทัณฑ์อัสนีบ้าง แต่เพียงส่ายหัวถอนใจ จากนั้นก็ไม่ใส่ใจอีก
อย่างมากแค่เห็นเด็กหนุ่มท่าทางรีบร้อนท่องเหินไปยังผาทัณฑ์อัสนีแล้วอดถามอย่างหยอกล้อไม่ได้
“นายน้อยโดนลงโทษอีกแล้วหรือ”
“ครั้งนี้ทำอะไรผิดเล่า”
“จงฉือ ไม่ต้องรีบไป มาๆๆ บอกพวกเราหน่อย”
เผชิญหน้ากับคำถามจากผู้คนตลอดทาง เด็กหนุ่มชื่อจงฉือเพียงคารวะพลางยิ้มขื่น แต่เงาร่างกลับไม่ชะงัก มุ่งตรงไปผาทัณฑ์อัสนี
เมื่อเข้าใกล้อสนีบาตดังกัมปนาท เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายเมื่อเด็กหนุ่มกำลังก้าวเข้าผนึกต้องห้ามบนผาทัณฑ์อัสนี เสียงร้องพลันชะงักไป
เด็กหนุ่มอึ้งงัน รีบก้าวเข้าผนึกต้องห้าม เบื้องหน้าพร่าเลือน ครู่ต่อมาเมื่อทุกอย่างชัดแจ้ง สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาเขาคืออัสนีเขียวทั่วฟ้า
อสนีบาตไร้สิ้นสุดส่องประกายบนเวิ้งฟ้า ฟาดผ่าเงาร่างที่ตรึงกลางอากาศไม่หยุด
เงาร่างนั้นเสื้อผ้ามอมแมม ผมเผ้าสยายยุ่ง ร่างกายถูกอสนีพันรอบ
ตอนนี้ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่ร้องอีก แต่ด้วยอสนีบาตฟาดผ่านับไม่ถ้วน เห็นชัดว่าตัวสั่นอย่างต่อเนื่อง ลมหายใจกระชั้นถี่ ทั่วร่างเปี่ยมบาดแผล เลือดแดงสดหลั่งริน
มุมปากก็เช่นกัน
เมื่อเห็นนายน้อยยังมีเรี่ยวแรง จงฉือทำท่าเป่าปากโล่งอก คารวะมากลางอากาศ
“นายน้อย… วังร้อยบุปผาปิดผนึกตามคำสั่งท่านแล้ว ไม่มีคนบุกเข้าไปในช่วงที่ท่านถูกลงทัณฑ์อัสนี”
ฟ้ายังคำรามดังเดิม สายฟ้าฟาดต่อเนื่อง
เงาร่างที่ถูกตรึงกลางอากาศเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม ตอนนี้กำลังก้มหน้าหลับตา
ไม่ว่าอสนีบาตฟาดผ่าอย่างไร เขาล้วนไม่ลืมตาขึ้น
ด้วย… ยามเขาหลับตายังมีความรู้สึกนานัปการ ทั้งมึนงง จนปัญญา สับสน หมุนเวียนเปลี่ยนไป
‘ทำไมเมื่อปรากฏตัวก็กำลังถูกลงโทษ’
อสนีรายล้อมสร้างความเจ็บปวดสาหัสเหมือนแส้ฟาด ทำให้ในใจสวี่ชิงอึมครึม
เขาจำได้ชัดเจนว่าชั่วอึดใจก่อน ตนก้าวเข้าประตูทะเลเหนือบนโลกชั้นสาม เมื่อท่องอักษรแปดคำนั้น ครู่ต่อมาตนก็ปรากฏตัวที่นี่
ร่างกายไม่ใช่ของตน
ถึงขั้นว่าจิตวิญญาณยังไม่ใช่
แต่จิตสำนึกเป็นของเขา!
ราวกับข้ามมิติ ครู่ต่อมา… ความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าของร่างกลายเป็นข้อมูลนับไม่ถ้วน สั่นสะเทือนจิตสำนึกของเขา
สักพักทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าของร่างปรากฏในการรับรู้ของสวี่ชิง
ครั้งนี้คนตัวเล็กไม่ได้หลอกเขา
ฐานะเจ้าของร่างคือบุตรชายคนเดียวของผู้นำเซียนจี๋กวง
ที่นี่คือโลกชั้นสี่
ช่วงประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นครั้งอดีต
เมื่อสวี่ชิงทราบความทรงจำเจ้าของร่างจากจิตสำนึก อสนีบาตเหมือนแส้ฟาดต่อเนื่องกลางอากาศพลันชะงัก
สิ่งที่ชะงักไม่ใช่แค่อสนีบาต แต่มีการโคจรบนเวิ้งฟ้าแถบนี้ด้วย ถึงขั้นว่าแม้แต่ห้วงอากาศกับกาลเวลายังหยุดนิ่ง
จงฉือสหายศึกษาของเขาไม่ขยับเขยื้อนเช่นกัน
มีเพียงเงาร่างหนึ่งปรากฏบนฟ้ากะทันหัน เผยตัวหน้าสวี่ชิงที่ถูกตรึงอยู่
เงาร่างรางเลือนไม่ชัดเจน แต่ความยิ่งใหญ่ดั่งลิขิตสวรรค์ ประหนึ่งโลก ทั้งเหมือนเจ้าแห่งวงแหวนกำราบทุกสิ่งได้
เขามองสวี่ชิงอย่างเย็นชา
สักพักค่อยเอ่ยปากช้าๆ
“ลูกชั่ว!”
“ปกติเจ้ามั่วนารีก็ช่างเถิด สร้างวังร้อยบุปผาขึ้นมา ข้ายังหลับตาข้างลืมตาข้าง ให้เจ้าทำตัวเหลวไหลระดับหนึ่ง”
“แต่เจ้า… ถึงขั้นไปยั่วเย้าบุตรสาวของผู้นำเซียนจิ่วอั้น!”
“เล่นกับความรู้สึกนาง หลอกสัมผัสตัวนาง!”
“ช่างเถิด เจ้ารู้จักปลอบ ข้าถือว่าเจ้ายังมีความสามารถ แต่เจ้ากลับได้แล้วทิ้ง ทั้งตัดสะบั้นเยื่อใย!”
“ตอนนี้บุตรสาวผู้นำเซียนจิ่วอั้นมาหาถึงที่ ให้ข้าจัดการ!”
สวี่ชิงเงียบไป ตอนนี้เขาประหม่านัก ทั้งระวังตัวหาใดเปรียบ