ตอนที่ 1150
บทที่ 1150 ไม่ใช่องค์ท่านแล้วจะเป็นใครไปได้อีก
October 22, 2026
บทที่ 1150 ไม่ใช่องค์ท่านแล้วจะเป็นใครไปได้อีก
ท้องฟ้ามีลางมงคล แผ่นดินเปล่งแสงเรืองรอง
หมอกเซียนที่เห็นแฝงไว้ด้วยฝนเซียน หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต สรรพสิ่งทั้งหลาย
เซียนอยู่ทุกหนแห่ง ผ่านไปมาล้วนแย้มยิ้ม
สัตว์เซียนสงบสุข ทุกย่างก้าวที่ผ่าน ดอกบัวผลิบาน
ทั้งวังเซียนมีตำหนักและโถงมากมาย สง่างามตระการตา
ที่ใกล้ๆ มีดอกไม้พืชพรรณเซียน ปลายจมูกได้กลิ่นหอมจรุงตลบอวล
ที่ไกลออกไปมีศาลาเซียนและเจดีย์สูงตระหง่าน เสียงระฆังกังวานอย่างสงบนิ่งศักดิ์สิทธิ์ข้างหู
เมื่อมองเห็นทุกสิ่งนี้ และสัมผัสรับรู้ทั้งหมดนี้…มีชั่วพริบตาหนึ่ง สวี่ชิงเหมือนอยู่ในความฝัน ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าวันนี้คือวันใด ผุดขึ้นในใจอย่างเป็นธรรมชาติ
จวบจนกระทั่งเดินอยู่ในดินแดนเซียนอันงดงามนี้ ดูดซับพลังเซียนของสถานที่แห่งนี้ อาศัยการมองเห็น การดมกลิ่น การได้ยินเสียง จึงค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งกับที่นี่
สุดท้าย…ด้วยความทรงจำของเจ้าของร่างเป็นริ้วคลื่น เกิดเป็นระลอกคลื่นที่เรียกว่าความคุ้นเคย
แผ่ขยายจิตใจ ทำให้กายและใจเป็นปกติ
สวี่ชิงพ่นลมหายใจออกมา
ก้าวเท้าออกไป มุ่งหน้าไปยังลานประลอง เดินไปอย่างสุขุม
ขณะเดิน เขาก็ปรับเปลี่ยนกลิ่นอายของตนเอง ทำความคุ้นเคยกับกายเนื้อและพลังบำเพ็ญในปัจจุบันของตน
เจ็ดวันที่ผ่านมา เขาก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอด
ตอนนี้ได้ผลเล็กน้อยแล้ว
จะอย่างไรก็เป็นกายเนื้อของผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุด วิญญาณก็เช่นกัน
ห่างจากระดับเตรียมเซียนเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น
นี่จะทำให้เขาสามารถเข้าใจระดับเจ้าเหนือหัวได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น
อย่างไรเสียแม้เขาจะมีกำลังรบที่ยอดเยี่ยม แต่พลังบำเพ็ญที่แท้จริงของเขาก็เป็นเพียงระดับเตรียมสู่เทวะแปดโลกเท่านั้น
สำหรับผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัว เขายังไม่ได้ย่างก้าวเข้าไป
แต่ว่าในแง่ของความเข้าใจ เนื่องจากฆ่ามามากแล้ว จึงสามารถมองเห็นภาพรวมได้แล้ว
และความแตกต่างระหว่างผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวกับเตรียมสู่เทวะหลักๆ แล้ว นอกเหนือจากระดับกำลังรบก็คือตัวอ่อนเซียน
ผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัว คือกระบวนการหลอมรวมโลกใบใหญ่ทั้งเก้าโลกเพื่อสร้างตัวอ่อนเซียน และยังเป็นกระบวนการที่ภาพลวงตากับความจริงสลับสับเปลี่ยนหลอมรวมกัน
“ตอนนั้นบนแม่น้ำโลหิตเทพเจ้า คนพายเรือข้ามฟากคนนั้นเคยกล่าวไว้ว่า ตัวอ่อนเซียนถูกเรียกว่าสัจจะมายาอมตะ”
สวี่ชิงเดินไปพลางครุ่นคิดไปพลาง
“มายาหมายถึงวิญญาณ สัจจะหมายถึงกายเนื้อ”
“และด้วยเหตุนี้ ระดับเจ้าเหนือหัวจึงถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงย่อย ได้แก่ ต้น กลาง และปลาย”
“โดยขั้นแรกในนั้นคือการปล่อยวิญญาณของตัวเองออกมาภายนอก สร้างกายเนื้อใหม่นอกร่างกาย นี่คือมายาสัจจะ”
สวี่ชิงมองสำรวจกายเนื้อร่างนี้ของตัวเอง เพื่อยืนยันข้อมูลที่ได้เรียนรู้มา
“ร่างกายนี้ ได้ผ่านพ้นช่วงนี้มาแล้ว”
สวี่ชิงค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่าง สังเกตอย่างละเอียดถึงการบรรลุของเจ้าของร่างเมื่ออยู่ในระดับนี้ในตอนนั้น
“ผู้บำเพ็ญระดับผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวในเวลานี้ ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอจริงๆ ด้วย”
“สาเหตุที่แข็งแกร่งเป็นเพราะมายาอยู่นอกกาย ค่อยๆ แทนที่สัจจะ ดังนั้นความเข้าใจในอำนาจและการควบคุมสรรพสิ่งจึงไปถึงระดับที่เหลือเชื่อ”
“ส่วนที่อ่อนแอ เป็นเพราะสัจจะถูกมายาซ่อนไว้ เช่นนั้น ขอเพียงมีวิธีการทำลายสัจจะ การฆ่าทำลายสัจจะก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
สวี่ชิงครุ่นคิด
เขาเข้าใจว่านี่คือหลักการที่ผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวที่แข็งแกร่งสังหารผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวที่อ่อนแอ
หนีไม่พ้นคำว่าทำลายสัจจะ
“และหลังจากที่มายาสัจจะบรรลุขั้นบริบูรณ์แล้ว ก็คือช่วงที่สอง”
“หลอมกายเนื้อที่เดิมถูกมายาซ่อนไว้ ให้กลายเป็นวิญญาณ ขั้นตอนนี้เรียกว่าอมตะ”
“ผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวในช่วง สัจจะกับมายาสามารถสับเปลี่ยนได้ในเสี้ยวอึดใจ ในบางแง่มุมก็แทบจะไม่มีจุดอ่อนแล้ว ดังนั้นจึงเป็นอมตะ”
“ซึ่งก็คือความหมายของคำว่าสลับสับเปลี่ยนหลอมรวมสี่คำนี้”
“แต่…การเป็นอมตะเช่นนี้ก็เป็นเพียงวิธีการสำหรับระดับผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวเท่านั้น หากเผชิญหน้ากับธรรมนูญ เช่นนั้นก็จะเหมือนฟองสบู่ แค่จิ้มก็แตกแล้ว!”
สวี่ชิงหวนนึกย้อนถึงผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวเหล่านั้นที่ตนเองสังหารไป และมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“ส่วนช่วงที่สาม สำหรับผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวทั่วไปแล้ว จำเป็นต้องใช้รอยเต๋าเป็นเส้นไหม ถักทอตนเองทำให้ภาพสัจจะมายาอมตะผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้มีคุณสมบัติในการเก็บดวงดาว ก่อเกิดตัวอ่อนเซียน!”
“ดวงดาวในที่นี้ หมายถึงธรรมนูญ นี่คือโอกาสในการสัมผัสรับรู้ธรรมนูญของตัวเอง”
“และไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ความจริงก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการเลื่อนระดับ สิ่งที่ส่งผลกระทบก็คือกำลังรบหลังการเลื่อนระดับเท่านั้น!”
“และในเสี้ยวพริบตาที่สำเร็จ ก็คือเตรียมสู่เซียน หรือก็คือมหาจักรพรรดิ”
“ดังนั้น สำหรับอัจฉริยะแล้ว การได้ครอบครองธรรมนูญล่วงหน้า ก็เท่ากับการเก็บดวงดาวล่วงหน้าเช่นนี้แล้ว ในเสี้ยวขณะที่ก้าวเข้าสู่ระดับเตรียมสู่เซียน ก็จะไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอในระดับเตรียมสู่เซียน”
สวี่ชิงพึมพำในใจ
หลายวันมานี้ การศึกษากายเนื้อนี้ของเขา ช่วยเขาได้อย่างมาก
และกายเนื้อนี้ อยู่ในช่วงที่สองบริบูรณ์ ช่วงที่สามก็ผ่านไปกว่าครึ่งแล้ว
รอยเต๋าทั้งเก้า ต่างก็กลายเป็นเส้นไหม กำลังถักทอมายาสัจจะอมตะ
“นอกจากนี้ นายน้อยผู้นำเซียนจี๋กวงผู้นี้ ย่อมมีธรรมนูญของตนเอง”
“แต่ธรรมนูญของเขา ค่อนข้างแปลกประหลาด!”
สวี่ชิงหรี่ตาลง จากการเคลื่อนไปข้างหน้า ในเสี้ยวขณะนี้ ในสายตาของเขาก็มองเห็นลานประลองที่อยู่ข้างหน้าแล้ว
แต่ความคิดของเขาก็ยังคงดำเนินต่อไป
“ธรรมนูญในอดีตของเขา เกิดจากการสัมผัสรับรู้ด้วยตนเอง จากสิ่งนี้เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์และความเข้าใจของนายน้อยผู้นี้ล้วนยอดเยี่ยม!”
“และธรรมนูญที่เขาสัมผัสได้ก็ไม่ธรรมดา นั่นคือธรรมนูญแห่งกระจก!”
“แต่ภายหลังไม่ทราบเพราะเหตุใด ธรรมนูญของเขาจึงเหี่ยวเฉา แปรเปลี่ยนไปเป็น…ธรรมนูญแห่งการผนึกอย่างน่าประหลาด!”
สวี่ชิงได้กลิ่นไม่ธรรมดาในเรื่องนี้ไปโดยสัญชาตญาณ
สำหรับสาเหตุที่ชัดเจนของการเหี่ยวเฉาและเปลี่ยนแปลงของธรรมนูญนั้น ไม่ปรากฏในความทรงจำของนายน้อยผู้นั้น
ในความทรงจำของนายน้อยผู้นั้น จำได้เพียงว่าทันทีที่เรื่องนี้เกิดขึ้น เขาเคยแจ้งให้ผู้นำเซียนทราบ
และผู้นำเซียนเมื่อทราบแล้ว สีหน้าก็เคร่งเครียเอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน