ตอนที่ 434
บทที่ 434 ข้าไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก
October 22, 2026
บทที่ 434 ข้าไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก
“เอ๋” นายกองตะลึง ไม่เข้าใจนัยยะที่จู่ๆ สวี่ชิงก็พูดออกมาเช่นนี้ จึงรู้สึกแปลกใจขึ้นมา
“เกี่ยวอะไรกับข้า มีอะไร อาชิงน้อย โอ้อวดกับข้าหรือ หากไม่ใช่จดหมายฉบับนั้นของข้า…”
สวี่ชิงมองนายกองผาดหนึ่ง
นายกองกระแอม
“หากไม่ใช่จดหมายฉบับนั้นของเจ้า…”
จากนั้นสีหน้าก็จริงจัง พูดขึ้นมาอย่างเคร่งขรึม
“พูดถึงเรื่องนี้ ข้าต้องตำหนิเจ้าสักหน่อย ความจริงข้าก็บอกเจ้าแต่แรกแล้วว่า พวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญต้องอยู่ตัวคนเดียว มีเพียงเช่นนี้เท่านั้นจึงจะมีเจตจำนงมุ่งมั่นดุจเหล็กกล้า ถึงจะทำให้ความคิดของตัวเองสมบูรณ์ ถึงจะทำให้เผชิญกับปัญหาทุกอย่างได้อย่างสุขุม!
“ผู้หญิง เหอะ อร่อยได้เท่าผิงกั่วหรือ” นายกองกัดผิงกั่วเต็มคำ สีหน้าฉายความไม่แยแส
“นั่นคือขุนเขาและหินยักษ์ที่ขัดขวางการบำเพ็ญ เป็นพันธนาการและนรกที่ส่งผลกระทบต่อการชักกระบี่ของพวกเรา เรื่องนี้เจ้าต้องระมัดระวังรอบคอบ อย่าได้เลียนแบบเจ้าสาม ก่อนหน้านี้ข้าโน้มน้าวให้เจ้ายอมตกเป็นของจอมเซียนจื่อเสวียน ก็มีความหมายในเชิงล้อเล่นเสียมากกว่า”
สวี่ชิงได้ยินก็คล้อยตาม ขบคิดอย่างละเอียด เขารู้สึกว่าที่นายกองพูดมามีเหตุผล ขณะครุ่นคิดก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ศิษย์พี่ใหญ่พูดได้ถูกต้อง เช่นนั้นข้าก็ไม่แนะนำสหายสนิทของจอมเซียนจื่อเสวียนให้ท่านแล้ว”
นายกองอึ้งตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง ผิงกั่วก็ไม่กินมันแล้ว
“เจ้าว่าอะไรนะ แนะนำให้ข้าอย่างนั้นหรือ”
สวี่ชิงพยักหน้า สีหน้ามีความละอายเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว เดิมผู้อาวุโสหลี่ หลี่ซือเถาแห่งวังพิธีการคนนั้นให้ข้าแนะนำสหายข้างกายที่รู้จักกับนาง เป็นข้าที่สายตาคับแคบ นี่จะส่งผลกระทบต่อเจตจำนงและความเชื่อของศิษย์พี่ใหญ่”
“หลี่ซือเถาหรือ ฟังชื่อแล้วเหมือนว่าจะไม่เลว เอ่อ…สวยหรือไม่” จู่ๆ นายกองก็เอ่ยขึ้นมา
“พอใช้ได้” สวี่ชิงแปลกใจ พยักหน้าหงึกๆ
นายกองตื่นเต้น แต่กลับพยายามสะกดเอาไว้ ลุกขึ้น เอามือไพล่หลัง ถอนหายใจยาว เต็มไปด้วยความสะท้อนใจ
“ศิษย์น้องเล็ก…ศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ อยู่ตัวคนเดียวมายี่สิบหกปีแล้ว ค่อนข้างจะนานไปสักหน่อย”
นายกองหันไปมองทางสวี่ชิง
“พวกเราผู้บำเพ็ญต้องตัวคนเดียว” สวี่ชิงลังเล
“พวกเราผู้บำเพ็ญ คู่ฝึก วิชา ทรัพย์ ที่ดิน คู่ฝึกสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง!” นายกองเอ่ยอย่างจริงจัง
“ขุนเขาและหินยักษ์ที่ขัดขวางการบำเพ็ญ” สวี่ชิงลังเล
“ไม่เข้าใจขุนเขาลูกนี้จะข้ามอุปสรรคในท้ายที่สุดไปได้อย่างไร!” นายกองเอ่ยอย่างเอาจริงเอาจังมีเหตุผล
“พันธนาการและนรกที่ส่งผลกระทบต่อการชักกระบี่เล่าขอรับ” สวี่ชิงมองไปทางนายกอง
สีหน้าของนายกองสะท้อนใจ มองโลกนอกหน้าต่างหอกระบี่ ถอนหายใจเบาๆ
“ข้าไม่ลงนรกแล้วใครผู้ใดจะลงกันเล่า”
สวี่ชิงมองนายกองเงียบๆ นายกองไม่กระอักกระอ่วนใดๆ ทั้งสิ้น มองสวี่ชิงอย่างหน้าด้าน
หลังจากนั้น สวี่ชิงก็ถอนหายใจ พยักหน้าหงึกๆ
“นายกอง ครั้งหน้ากินส้มโอให้มากอีกสักหน่อยเถิด”
นายกองตื่นเต้นเป็นที่สุด ไม่สนใจเรื่องที่สวี่ชิงพูดถึงส้มโอ วิ่งมาข้างสวี่ชิง ยกมือขวาเอาผิวกั่วลูกใหญ่ออกมาสามลูก ยื่นให้สวี่ชิงด้วยสีหน้าระรื่น
“ศิษย์น้องเล็ก ไม่เสียทีที่ศิษย์พี่รักและเอ็นดูเจ้า อะแฮ่ม จะรอข่าวดีของเจ้านะ” นายกองพูดพลางจากไปอย่างเบิกบาน
มองเงาแผ่นหลังของศิษย์พี่ใหญ่จากไป ในดวงตาสวี่ชิงฉายแววครุ่นคิด แม้คำพูดของศิษย์พี่ใหญ่จะกลับไปกลับมา แต่สวี่ชิงก็ยังรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
“ใจสงบจึงจะเกิดความมุ่งมั่น” สวี่ชิงพึมพำ หลับตาทั้งสองข้างลง ใจสงบไม่วอกแวก ตั้งจิตนั่งสมาธิ
เพียงพริบตาก็ผ่านไปสี่วัน
ในสี่วันนี้สวี่ชิงกำจัดความคิดฟุ้งซ่านทุกอย่างทั้งหมดไป สงบระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นในใจ ฟื้นฟูสภาวะจิตอย่างตอนแรกที่มณฑลรับเสด็จราชันในตอนนั้น ทั้งร่างกายและจิตใจจมดิ่งอยู่ในการปรับให้เข้ากับการประทับลงมาของกฎเกณฑ์ในโลกใบเล็ก
ในที่สุด กลางดึกวันที่สี่วันนี้ เขาก็ฝึกฝนทำความเคยชินได้ถึงสองพันอึดใจสำเร็จ
“ไปลองดูได้แล้ว”
หลังจากพักในเวลาสั้นๆ ในดวงตาสวี่ชิงฉายประกายวาววับ ไม่ได้เลิกเวรในทันที แต่อยู่ในชั้นที่เก้าสิบนี้ เข้าไปในโลกภาพวาดฝาผนังอีกครั้ง
เดินอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า สวี่ชิงเดินมาถึงนอกม่านแสงที่เหมือนเปลือกไข่อย่างชำนาญ พุ่งทะลุลงไปข้างหน้า มาปรากฏยังเหนือโลกใบเล็กแห่งนั้น ท่ามกลางเมฆหมอก
พลังกดดันมหาศาลกดอัดลงมา เหมือนหมู่ขุนเขาทับลงมา ความรู้สึกเหมือนพันธนาการพันรัดเกิดขึ้นมาทันที
สวี่ชิงทั้งร่างสะท้านเฮือก ร่างส่งเสียงกร๊อบๆ ออกมา แต่สีหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น
ที่นี่เป็นสถานที่ที่เขาฝึกฝนในยามปกติ
และการประทับลงมาของกฎเกณฑ์ประเภทนี้ ความรู้สึกเหมือนหมู่ขุนเขากดอัด เขาคุ้นชินกับมันเป็นอย่างดี
ที่ผ่านมาเขาล้วนหยุุดอยู่ที่นี่ แต่วันนี้เขาไม่หยุดยั้งลังเลใดๆ ทั้งสิ้น ร่างก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง
แบกขุนเขาเดินไปข้างหน้า
ทุกก้าวที่เหยียบย่างลงมา ฟ้าดินล้วนมีเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังมา เหมือนหินภูเขาร่วงลงมา สนั่นหวั่นไหวกึกก้องไปทั่ว ฟ้าดินยิ่งเปลี่ยนสี ลมกรรโชกเมฆโหมทะลัก
ภาพนี้ดูเหมือนน่าตื่นตะลึง แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะสวี่ชิงไม่อาจทำได้อย่างสบายๆ เขาแบกรับกฎของโลกใบหนึ่งเอาไว้ ดังนั้นทุกก้าวที่ย่างก้าวออกไปล้วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในฟ้าดิน
ทุกที่ที่ผ่าน สายฟ้าฟาดผ่า เมฆหมอกรอบๆ ซัดโหม ดูแล้วน่าพรั่นพรึงนัก
จากการเดินไปของสวี่ชิง ต่างเผ่าที่ซ่อนตัวบนพื้นดินเหล่านั้น เมื่อมองเห็นสวี่ชิงก็ต่างหน้าเปลี่ยนสี
แม้รู้ว่าสวี่ชิงยังไม่ถึงขั้นที่ทำได้อย่างสบายๆ ขั้นนั้น แต่พวกเขาก็รู้ดี ยิ่งเป็นแบบนี้ก็หมายถึงว่ายิ่งอันตราย
เพราะไม่สามารถควบคุมกฎที่แบกรับเอาไว้ได้ เช่นนั้นก็จะแผ่ไปข้างนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้…
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ร่างของสวี่ชิงเพิ่งจะมาถึงกลางอากาศ รอบๆ เขาก็เกิดสภาพอากาศเจ็ดแปดแบบ ประเดี๋ยวก็เกิดฝนกรด ประเดี๋ยวก็เกิดพายุสายฟ้า ประเดี๋ยวก็เกิดลมพายุ…
พื้นที่ใต้เท้าก็ได้รับอิทธิพลเช่นกัน ที่ราบเปลี่ยนกลายเป็นหมู่ขุนเขา หมู่ขุนเขาเปลี่ยนเป็นทะเลสาบ เปลี่ยนไปไม่หยุด ไม่อาจเสถียรได้ มีเพียงหลังจากเขาจากไปแล้วเท่านั้นถึงจะหยุดเปลี่ยนแปลงในท้ายที่สุด
และท่ามกลางเหตุการนี้ นักโทษที่อยู่ในนั้น…ซวยสุดๆ
ดังนั้น ในยามที่สวี่ชิงก้มหน้าลง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือนักโทษจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากที่ซ่อนในแต่ละแห่งๆ บนพื้น แต่ละคนหนีแตกตื่นลนลานด้วยสีหน้าหวาดกลัว
แน่นอน ก็มีนักโทษที่ตายไปหลายครั้ง ใกล้จะสูญเสียความทรงจำไปโดยสมบูรณ์บางคน ในดวงตากลับแฝงด้วยประกาย พุ่งตรงมาหาสวี่ชิง คิดจะอาศัยการแผ่ออกมาข้างนอกจากกฎเกณฑ์ของเขาฆ่าตัวตาย
หลังจากฆ่าตัวตายแล้ว พวกเขาก็จะไม่คืนสภาพอีก นับว่าเป็นการหลุดพ้นอย่างหนึ่งเช่นกัน
สวี่ชิงขมวดคิ้ว มือขวายกขึ้นกดลงไปข้างล่าง ปากเอ่ยอย่างเรียบนิ่งออกมา