ตอนที่ 874
บทที่ 874 คนสุดท้าย
October 22, 2026
บทที่ 874 คนสุดท้าย
เศษระลอกคลื่นบนท้องฟ้าเหมือนรอยยับย่น จากหมอกที่แผ่ออกไปทั่วทุกทิศเป็นชั้นๆ ก็คงอยู่นานไม่หายไป
มองไปไกลๆ รอยยับย่นนี้เหมือนเกล็ดปลา เหมือนมีปลาตัวใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางเรื่องจริงและภาพมายา มีผืนฟ้าเป็นน้ำ และมีมิติเป็นโลก กำลังขยับเคลื่อนไปอย่างช้าเนิบในมิติ
ทำให้คนตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
และข้างหน้าปลาตัวใหญ่มายาตัวนี้ เงาร่างที่นั่งขัดสมาธิ ผมยาวปลิวพริ้ว แผ่กลิ่นอายเก่าแก่ กลายเป็นจุดสนใจของฟ้าดินแห่งนี้
ดวงตาทั้งสองของสวี่ชิงหลับลง นิ่งไม่ขยับ
นอกร่างของเขา เงาร่างรางเลือนของบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณครึ่งหนึ่งก็ค่อยๆ ผสานไปในม่านฟ้า จากการแหวกว่ายของปลาใหญ่ ก็เหมือนว่ากำลังจากไปไกล
แผ่นดินเงียบสงัดไปทั้งแถบ ผู้บำเพ็ญที่นี่ทุกคนในใจล้วนเกิดคลื่นซัดโหมรุนแรง ความหวาดกลัวอันไม่มีสิ้นสุดแผ่กระจาย
พวกเขาเป็นพยานให้กับการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยตาของตัวเอง เป็นพยานให้กับการแตกดับของจี้ตงจื่อผู้ที่อยู่ในอันดับสองของเผ่านภาคิมหันต์
ความหวาดกลัวสั่นสะท้านแผ่ลามไปทั่วร่างอย่างไม่อาจควบคุมได้
นับจากเสี้ยวพริบตาที่สวี่ชิงปรากฏตัวขึ้น รถผีหมอบคารวะ ป่าดิบชื้นแยกออกจากันเอง พวกเขาก็รู้ถึงความแข็งแกร่งของสวี่ชิง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จี้ตงจื่อที่อยู่ในความทรงจำมาตลอดก็เป็นผู้แข็งแกร่งเช่นกัน
แต่ศึกที่สู้กับสวี่ชิงศึกนี้ จี้ตงจื่อนับจากต้นจนจบ วิชาทุกอย่างของเขา เมื่ออยู่ต่อหน้าสวี่ชิงก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น
ถูกควบคุมโดยตลอด กระทั่งว่าทำให้คนรู้สึกว่า จี้ตงจื่อเหมือนจะเปลี่ยนมาอ่อนแอกว่าปกติ
แต่ความรู้สึกจะอย่างไรก็เป็นความรู้สึก
จี้ตงจื่อไม่ได้อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย เหตุที่ทำให้คนรู้สึกแบบนั้นเพราะคู่ต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งเกินไป!
และลำพังเพียงความพ่ายแพ้ของจี้ตงจื่อ แม้จะทำให้คนทั้งหลายหวาดกลัว แต่ความตื่นตะลึงในใจก็มีจำกัด ไม่มีทางเหมือนกับตอนนี้ที่ทำให้จิตใจของพวกเขาอยู่ในความสั่นสะท้านสุดขีด
สิ่งที่ทำให้พวกเขาสั่นสะท้านคือหมอกสีเทาเบาบางที่อยู่ในสภาวะรางเลือนหายไปรอบๆ ตัวสวี่ชิง ตลอดจนเงาคลุมเครือที่กำลังจากจางหายไปข้างหลังของเขา!
นี่ถึงจะเป็นต้นเหตุของคลื่นลูกมหึมาที่ซัดโหมในใจพวกเขา
เพราะหมอกเทาพวกเขารู้ว่ามาจากแดนนพกาฬ
ส่วนเงาร่างนั้นพวกเขาไม่รู้จัก แต่การสัมผัสจากในสายเลือดกลับฉายความสนิทสนมชิดเชื้ออย่างไม่อาจบรรยายออกมาได้ เหมือนเป็น…ต้นกำเนิด
ทันทีที่สัมผัสนี้เข้มข้น สวี่ชิงที่นั่งขัดสมาธิ ดวงตาทั้งสองก็ค่อยๆ ลืมขึ้นมา
ทันทีที่ลืมตาขึ้น ตราประทับผู้ใช้วิญญาณที่กลางหว่างคิ้วก็พลันฉายประกายวาบ เงาร่างบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณครึ่งหนึ่งข้างหลัง ความเก่าแก่โบราณยิ่งรุนแรงขึ้น ความรู้สึกที่อยากหมอบคารวะไปตามสัญชาตญาณจากในสายเลือด ในวิญญาณของทุกคน ทั้งให้ผู้บำเพ็ญทุกคนที่นี่ต่างเนื้อตัวสั่นสะท้าน
ฝานซื่อซวงเป็นเช่นนี้ เทียนโม่จื่อก็เป็นเช่นนี้เช่นกัน
รถผีที่แต่เดิมก็หมอบคารวะอยู่แล้วยิ่งส่งเสียงครวญคร่ำที่เหมือนกับร้องไห้ออกมา
เสียงก้องวนเวียนดังไปทั่วทุกทิศ ทำให้ฟ้าดินเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอันยากบรรยาย ส่งผลต่ออารมณ์ของทุกคน ทำให้พวกเขามองเงาร่างนั้น ในใจเกิดความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งเช่นกัน
นั่นเป็นความรู้สึกอยากร้องไห้ที่มาจากวิญญาณ มาจากสายเลือด
ภายใต้ความรู้สึกนี้ ผู้บำเพ็ญทั้งหลายบนพื้นมีคนคุกเข่าหมอบไปทางสวี่ชิงและเงาร่างที่อยู่ข้างหลังของเขาทันที ทำความเคารพ
เทียนโม่จื่อก็เช่นกัน คนอื่นๆ ก็ทยอยทำเช่นนี้เช่นกัน
สุดท้ายคือฝานซื่อซวง ต่อให้เป็นเขา ภายใต้ความหวาดกลัวที่ไม่อาจควบคุมได้เป็นระลอกๆ ในใจ ก็ต้องก้มศีรษะ หมอบคารวะ เคารพยำเกรงไปเช่นกัน
ข้างหน้าสวี่ชิงยิ่งมีรถผีเก่าแก่แผ่ระลอกคลื่นพลังระดับเตรียมสู่เทวะ ปรากฏตัวขึ้น ไม่มีการพิจารณาอย่างก่อนหน้านี้ ก้มศีรษะไปทางสวี่ชิงต่ำยิ่งกว่าเดิม
สวี่ชิงมองทุกอย่าง เขาในที่สุดก็รู้ว่าในตำนานที่เกี่ยวกับนพกาฬ ทำไมถึงเล่าลือกันว่าผู้ที่ครอบครองนพกาฬ จะได้รับการเคารพหมอบคารวะจากเผ่าพันธุ์ทุกเผ่าในนภาคิมหันต์
เพราะนั่นเป็นสาเหตุจากสายเลือด
“น่าเสียดาย ผสานไปได้แค่ครึ่งเดียว”
สวี่ชิงพึมพำในใจ สัมผัสรับรู้สมบัติผู้ใช้วิญญาณที่ห้าของตัวเอง
แผ่นดินที่ใช้เลือดเนื้อของเขาสร้างขึ้นมา ตอนนี้ฝังป้ายสักการะเทพเอาไว้เก้าสิบห้าป้าย ถูกเลือดเนื้อห่อหุ้ม ถูกหมอกสีเทาแผ่ปกคลุม กำลังเน่าสลายไป
และในท้องฟ้าสมบัติผู้ใช้วิญญาณ บนภูเขาทั้งเก้าลูกตรงนั้น มิติที่แต่เดิมว่างโล่ง ตอนนี้มีวัตถุใหญ่มหึมาเพิ่มขึ้นมาชิ้นหนึ่ง
เป็นเงาร่างบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณครึ่งร่างนั่นเอง
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายยิ่งใหญ่ทรงพลังสะท้านฟ้าดิน อีกทั้งยังมีพลังชีวิตอย่างเห็นได้ชัด กำลังหายใจอยู่
ทุกครั้งที่หายใจเข้าล้วนทำให้รู้สึกว่าสมบัติผู้ใช้วิญญาณที่ห้าเกิดการหดเล็กลง ในป้ายสักการะเทพทั้งเก้าสิบห้าป้ายที่ถูกฝังอยู่ในแผ่นดินเลือดเนื้อนั่นยิ่งปล่อยควันสีทองเป็นกลุ่มๆ ลอยตรงไปยังท้องฟ้า ถูกเขาสูดลงไป
พวกมันเป็นเหมือนสารอาหาร ทุกชั่วขณะล้วนมอบเงื่อนไขทุกอย่างในการผสานให้กับสมบัติผู้ใช้วิญญาณนี้
จากนั้นในยามที่เงาร่างบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณหายใจ สมบัติผู้ใช้วิญญาณก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เกิดสัญญาณการแผ่ขยายไปข้างนอก
ทุกอย่างนี้ราวกับเป็นวัฏจักร
สมบัติผู้ใช้วิญญาณที่ห้า จากการปรากฏขึ้นมาของป้ายสักการะเทพเหล่านั้น จากการปรากฏของเงาร่างบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณก็เหมือนว่ามีชีวิตขึ้นมาแล้ว!
สายตาของสวี่ชิงจ้องมองทุกอย่าง สุดท้ายก็จับไปที่เงาร่างของบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณครึ่งร่างนั้น ในใจเกิดความคาดหวัง
นานจากนั้น เขาดึงสายตากลับมา ท่ามกลางฟ้าดิน ท่ามกลางการหมอบคารวะจากทั่วทุกสารทิศ ลุกขึ้นมา
ทันทีที่ลุกขึ้น ระลอกคลื่นกลุ่มหนึ่งก็แผ่มาจากที่ไกล สัญญาณของการส่งข้ามเป็นระลอกก็แผ่ซ่านมาตามคลื่น ระลอกคลื่นและการส่งข้ามนี้มาจากทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ผืนคีรี
นั่นเป็นสัญญาณว่าด่านที่สองกำลังจะจบลง
สวี่ชิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พุ่งไปยังปลายขอบฟ้า จากไปไกล
จนกระทั่งเงาร่างของเขาหายไปจากที่ไกลโดยสมบูรณ์ แผ่นดินป่าดิบชื้นฟื้นคืนกลับมา รถผีไม่ครวญครางโหยไห้อีก กลับเข้าไปในนั้นอีกครั้ง
ส่วนผู้บำเพ็ญเหล่านั้น แต่ละคนต่างพุ่งออกไปด้วยใบหน้าขาวซีด ในใจแต่ละคนต่างเกิดคลื่นแผ่ระลอก ไปพร้อมด้วยความซับซ้อน ความตื่นตะลึง ไม่หยุดอยู่ที่นี่ ต่างจากไป
พวกเขาต้องรีบคว้าสัตว์พาหนะมาให้ได้
เพราะระลอกคลื่นที่มาจากแผ่นดินใหญ่ผืนคีรีเมื่อครู่ทำให้พวกเขารู้ว่า มหกรรมล่าเหยื่อเผ่าของเผ่านภาคิมหันต์ ด่านที่สองนี้ใกล้จะปิดฉากลงแล้ว
คนที่จากไปสุดท้ายคือเทียนโม่จื่อและฝานซื่อซวง
ทั้งสองต่างมองหน้ากัน เทียนโม่จื่อเชิดหน้า วางท่าสุขุมเยือกเย็น เอามือไพล่หลังเดินจากไปไกล