ตอนที่ 908
บทที่ 908 แดนรกร้างที่ถูกทอดทิ้ง
October 22, 2026
บทที่ 908 แดนรกร้างที่ถูกทอดทิ้ง
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป
สุดขอบซากแผ่นดินกินบริเวณเจ็ดพันจั้งที่เกิดจากพลังส่งข้ามอานุภาพมหาศาล เงาร่างสวี่ชิงกับนายกองค่อยเดินไกลออกไป
สุดท้ายเทพเจ้าทั้งสามยังคงยอมให้พวกเขาจากไปเงียบๆ
กับเลือดเนื้อของเสี้ยวหน้า แม้เหล่าองค์ท่านรู้ว่านี่คือของวิเศษเลิศล้ำในต่ำใต้ มีประโยชน์กับตัวเองมากโข แต่ก็เหมือนกับสิ่งที่สวี่ชิงตระหนักรู้ นี่คือผลกรรมใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน
เป็นธรรมชาติของสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงของฝั่งนั้น
องค์ท่านทั้งสามย่อมไม่ยินดีแปดเปื้อนผลกรรมเช่นนั้นในสถานการณ์ที่ตอนนี้แท่นเทวะพิสุทธิ์อยู่ตรงหน้า
อย่างไรเหล่าองค์ท่านก็เป็นเทพเจ้า
แต่แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์คืออาหารของเสี้ยวหน้า มีชะตาถูกกลืนกินในภายหน้า
ทว่าเหล่าองค์ท่านไม่ใช่
ส่วนอุปสรรคสุดท้ายก็ถูกจักรพรรดิเหนือตัดขาดแล้ว นับแต่ชั่วเวลานั้น เหล่าองค์ท่านก็เป็นผู้สืบทอดเทพเจ้าอย่างแท้จริง
ต่อให้แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์หายไป เหล่าองค์ท่านก็จะกลายเป็นเทพในสังกัดเสี้ยวหน้าหลังจากติดตามองค์ท่านสืบไป
แน่นอนว่าเหล่าองค์ท่านยังมีตัวเลือกอื่น อย่างเช่น…สังหารสวี่ชิงกับเอ้อร์หนิว ไม่ก็เอาโลหิตของเทพบิดรกลับมาและสังเวยกลับไป
ดังนั้น ขณะเงาร่างสวี่ชิงกับนายกองไกลออกไป นัยน์ตาเทพสุริยันบนฟ้ายังเย็นเยียบอยู่ตลอด สีหน้าองค์ท่านก็อึมครึมไม่เสื่อมคลาย
จิตสังหารขององค์ท่านยังอยู่
“พวกเจ้ามีความเห็นอย่างไรกับวัวคลั่งตัวนี้”
เทพสุริยันเอ่ยคำราบเรียบ องค์ท่านกวาดตามองเทพจันทรากับเทพดารา สุดท้ายจับมองเทพจันทรา
นางนิ่งเงียบทอดมองไกลออกไป ไม่มีใครรู้ว่าองค์ท่านคิดอะไรอยู่
ส่วนปิ่นหงสาที่ลอยอยู่เบื้องหน้า องค์ท่านคล้ายไม่ได้มองเลยสักครั้ง
ทว่าเทพดาราที่ด้านข้างถือปิ่นหงสาอีกอันเล่นในมือครู่หนึ่ง รอยยิ้มกลับยกขึ้นมา
“สองคนนี้อย่างไรก็ถือว่าช่วยพวกเราครั้งหนึ่ง อีกอย่างการปรากฏตัวของพวกนั้นก็อยู่ในปัญญาของเราอยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องภายหลังวัวคลั่งตัวนั้นถึงกับอยู่เหนือความคาดหมายของเรา”
“น่าสนใจดีแท้ มิสู้ผูกมิตรไว้”
พอเทพดาราเอ่ยคำ เทพสุริยันมุ่นหัวคิ้ว
“เยว่เหยียนยังพอว่า ซิงเหยียนเจ้ากับกากเดนเศษสวะข้างกายวัวคลั่งนั่น…”
ไม่รอองค์ท่านกล่าวจบ นัยน์ตาหงสาของเทพดาราพลันเยียบเย็น เอ่ยแทรกคำองค์ท่าน เสียงก็เยือกลงในพริบตา
“เขาชื่อสวี่ชิง ไม่ใช่เศษสวะ และไม่ใช่กากเดน!”
เทพสุริยันหรี่ตา กำลังจะเอ่ยปากอีกครั้ง ทว่าเสียงเย็นของเทพจันทราทอดมา
“ไม่ต้องพูดคำไร้สาระเหล่านี้ ถ้าเจ้าอยากสังหารมนุษย์ชั้นต่ำนั่นก็ออกมือเลย ด้วยปัญญาของเจ้าย่อมมองเห็นผลลัพธ์อยู่แล้ว”
พูดจบ ร่างเทพจันทราเลือนหายไปไม่เห็นร่องรอย
ที่หายไปด้วยยังมีปิ่นหงสาเบื้องหน้าองค์ท่าน
เทพสุริยันเห็นเช่นนั้นแล้วนิ่งเงียบ
ปัญญาขององค์ท่านมองเห็นผลลัพธ์ได้จริง แต่ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงมากหลาย เพราะองค์ท่านไม่อาจเห็นการกระทำที่อาจเกิดขึ้นได้ของเทพจันทรากับเทพดารา ขณะเดียวกันก็เห็นฝ่ามือสีทองก่อนหน้านี้ในปัญญาไม่ชัดเจนเช่นกัน เหมือนอีกฝ่ายมีวิชาลับบางอย่างไว้กำบัง
เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมไม่อาจแน่ใจในบทสรุป
ส่วนทางด้านเทพดารา ยามนี้มองเทพสุริยันที่นิ่งเงียบอย่างล้ำลึก
“บทสรุปถูกกำหนดตั้งแต่คนผู้นั้นออกมือช่วยแล้วไม่ใช่หรือ”
“อีกอย่าง อาจารย์เขาก็มาแล้ว”
เสียงเทพดาราดังกังวาน ไม่เอ่ยคำใดอีก ร่างเลือนหายไปในฟ้าดินเช่นเดียวกัน แต่มีประโยคหนึ่งลอยมาตามสายลม
“แล้วก็ ข้าขอพูดอีกครั้ง เขาไม่ใช่เศษสวะ และไม่ใช่กากเดน เขาชื่อสวี่ชิง”
บนท้องนภา ยามนี้มีเทพสุริยันยืนตระหง่านอยู่ผู้เดียว ผ่านไปเนิ่นนาน องค์ท่านส่ายหน้า
เทพสุริยันถอนหายใจเบา องค์ท่านก็รู้ว่าแม้เหล่าองค์ท่านเดินบนเส้นทางเทพเจ้าเดียวกัน แต่อย่างไรต้นกำเนิดก็ต่างกับผู้เป็นเทพโดยกำเนิด
ก็เหมือนที่ชื่อหมู่มีอารมณ์ความรู้สึก
ความต่างมีเพียงกี่มากน้อยเท่านั้น
“ปัญญา ผู้ใดเล่าจะมีปัญญารอบรู้อย่างแท้จริง”
เทพสุริยันหลับตา ร่างเลือนหายไปบนม่านฟ้า
ขณะเดียวกัน ไกลออกไปหมื่นจั้ง สวี่ชิงกับเอ้อร์หนิวที่เดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ ยามนี้ยิ่งเพิ่มความเร็ว ยิ่งเหาะเหินขึ้นอากาศกลายเป็นสายรุ้ง
เหาะมาสามวันเต็มถึงได้ลงบนภูเขาเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง
สวี่ชิงรีบตรวจดูรอบด้านแล้วจ้องมองท้องฟ้า ยามนี้ความรู้สึกบีบเกร็งผ่อนคลายลงบ้างแล้ว
แม้ข้างในแน่ใจว่าโลหิตของเสี้ยวหน้ามีผลกรรม ทั้งเชื่อว่าอาจารย์ไม่มีทางสิ้นกำลังและโยนพวกเขาไว้ที่นั่นโดยไร้สาเหตุ ส่วนเทพจันทรากับเทพดารา นายกองกับตนก็ทำถึงที่สุดแล้ว
แต่อย่างไรทั้งหมดนี้ยังเหลือรู้ จนตอนนี้เขาถึงแน่ใจว่าเทพเจ้าทั้งสามปล่อยพวกเขาไปจริงๆ
‘คงไม่เป็นไรแล้ว ตาเฒ่าโยนพวกเราไว้ที่นี่ ไร้ความรับผิดชอบยิ่งนัก หากไม่ใช่ข้ามีความสามารถบวกกับความสัมพันธ์ของอาชิงน้อยกับนางจิ้งจอก ครั้งนี้ก็จบเห่แล้ว!’
นายกองโล่งอก แอบกล่าวในใจ แต่ภายนอกเขาย่อมไม่แสดงความกลัว กลับเชิดคางทำหน้าภูมิใจ
“ศิษย์น้อง เป็นไงบ้าง ยอมแพ้หรือไม่!”
“แต่ข้าต้องตำหนิเจ้า คำพูดตอนเจ้ามอบปิ่นหงสาก่อนหน้านี้แข็งทื่อเกินไป โดยเฉพาะคำเรียก ยิ่งแข็งเหมือนปุ่มไม้อวี๋[1]”
“จุดนี้เจ้าต้องเรียนกับข้าให้ดี ต้องใส่ความรู้สึก ต้องทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเจ้าเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่พร้อมบุกถึงขอบฟ้าเพื่อความรัก”
“มา ข้าสอนเจ้า เจ้าต้องพูดแบบนี้ ‘ดาวดวงน้อยยอดยาหยีผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของข้า’ มา พูดสักรอบเผื่อไว้ใช้ทีหลัง”
นายกองเอ่ยคำออกมา สวี่ชิงอดนึกถึงคำที่นายกองเรียกตัวเองว่าหนิวหนิวก่อนหน้านี้ไม่ได้ สีหน้ายังคงเหยเกอย่างไม่อาจควบคุม มีความรู้สึกขนลุกบางประการ