ตอนที่ 957
บทที่ 957 คิดเล็กคิดน้อยไปไย ....................
October 22, 2026
บทที่ 957 คิดเล็กคิดน้อยไปไย
………………..
วันนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
จักรพรรดินีสำเร็จเทพเป็นแผนการยิ่งใหญ่ที่หลายฝ่ายเข้าร่วมด้วยและน่าตื่นตะลึง
ในนี้แฝงไว้ด้วยพิธีของจักรพรรดินีที่ตัวอยู่ในเผ่ามนุษย์ รวมไปถึงการวางแผนของรัชทายาทรัฐม่วงครามในแผ่นดินใหญ่กลืนนภา รวมไปถึงแผนการต่ออนาคตของเทพดวงตะวัน ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งสามอีกด้วย
และยังรวมไปถึงท่าทีของแดนศักดิ์สิทธิ์
ยิ่งรวมไปถึงผู้ที่แม้จะยังไม่ลงมาเยือนแต่ก็มีการแลกเปลี่ยนกับจักรพรรดินี
ยกตัวอย่างเช่นหญิงสาวที่สวมชุดเจ้าสาวในอุโมงค์ภูต
เช่นนี้แล้ว ความซับซ้อนของขั้นตอนแค่คิดเอาก็รู้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในผลกรรมเวรมากมายทั้งหลายนี้ ยังมีภารกิจของมหาจักรพรรดิอยู่ในนั้นด้วย
มหาจักรพรรดิครองกระบี่ชั่วทั้งชีวิตนี้สังหารเทพเจ้ามานับไม่ถ้วน ที่ถูกเขาทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสยิ่งมีจำนวนมากกว่า ด้วยเหตุนี้หลังจากที่พยากรณ์รู้ล่วงหน้าว่าเขาใกล้จะแตกดับ เทพเจ้าที่ถูกผลกรรมเวรเหนี่ยวนำมาย่อมมีจำนวนไม่น้อย
ดังนั้น แผนการที่เดิมก็มีหลายฝ่ายอยู่แล้วก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกด้วยเหตุนี้
ระดับความปั่นป่วนของมัน ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์น้อยนักที่จะได้พบเห็น!
ดึงดูดการจับจ้องของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ทั้งแผ่นดิน!
แต่จวบจนถึงตอนนี้ กระบี่สุดท้ายในตำนานของมหาจักรพรรดิครองกระบี่ก็ยังคงไม่สำแดงออกมา
กระบี่นี้เหมือนลอยอยู่เหนือศีรษะของทุกฝ่าย เผ่าแข็งแกร่งมากมาย เทพเจ้ามากมาย ก็ต่างหวาดหวั่นด้วยเหตุนี้ ไม่มีใครอยากจะเป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย
ดังนั้นแข็งแกร่งอย่างอวี้หลิวเฉิน สุดท้ายก็ยังคงเลือกที่จะหลีกถอย
องค์ท่านดูเหมือนถูกระฆังถามเซียนขัดขวาง แต่โดยสรุปแล้ว สุดท้ายสิ่งที่องค์ท่านระแวงที่สุดก็ยังคงเป็นมหาจักรพรรดิครองกระบี่
องค์ท่านไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อหยั่งเชิง!
ถึงตอนนั้น ด้วยจักรพรรดินีที่เป็นระดับเจ้าเหนือหัวสุดยอด ร่วมกับร่างเทพของจักรพรรดิมนุษย์ทั้งห้า หากคิดอยากจะค้นหาเรื่องจริงเท็จของมหาจักรพรรดิครองกระบี่ ก็เป็นไม่ไปไม่ได้อย่างแน่นอนแล้ว
ดังนั้นตอนนี้ก็ต้องดูว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายที่ไม่ยอมให้จักรพรรดินีสำเร็จเทพที่สุดแล้ว
ดังนั้น…
ในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์ ในยามที่ประชนชนในดินแดนเมืองหลวงจ้องมองจักรพรรดินีที่อยู่บนท้องฟ้าอย่างร้อนรนเป็นกังวล ทางทิศตะวันออกของถนนเก้าตาข่าย ในร้านหนังสือที่เปิดกิจการสืบทอดมารุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนาน มีเสียงถอนหายใจเสียงหนึ่งดังมา
ในร้าน ในวันที่พิเศษวันนี้ไม่มีคนมาซื้อหนังสือ
มีเพียงลูกจ้างในร้านไม่กี่คนที่นั่งอยู่บนธรณีประตู จ้องมองท้องฟ้า พากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์
ข้างหลังพวกเขา บริเวณโต๊ะรับแขกของร้าน เจ้าโหย่วเต๋อผู้เป็นเจ้าของร้านที่สวมชุดคลุมยาวสีเหลือ พับม้วนตำราไม้ไผ่ที่อยู่ข้างหน้า เงยหน้าขึ้น
เสียงถอนหายใจดังออกมาจากปากของเขานั่นเอง
รูปร่างหน้าตาของเจ้าโหย่วเต๋อไม่ได้โดดเด่น ผมเป็นสีดอกเลาแล้ว ลมพัดเข้ามาในร้าน กระทบร่างของเขา ทำให้เส้นผมที่เหมือนกับดอกอ้อยามฤดูใบไม้ร่วง ปลิวพริ้วไปตามลม
บางทีอาจเพราะอายุมากแล้ว วันเวลาแม้จะทิ้งร่องรอยยับย่นพันพาดไว้บนใบหน้าของเขา แต่ก็นำความเมตตามาเต็มใบหน้าด้วยเช่นกัน
ดวงตาแม้ไม่สุกสว่าง แต่ก็มีความล้ำลึก เพียงแต่ตอนนี้มีความอับจนใจเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
“คิดเล็กคิดน้อยไปไย”
เจ้าโหย่วเต๋อเป็นผู้ดูและร้านหนังสือแห่งนี้รุ่นที่สิบเจ็ดแล้ว และเป็นเจ้าของด้วยเช่นกัน เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ และพักอาศัยอยู่ที่เรือนด้านหลังของร้านแห่งนี้
นอกจากภรรยาที่ป่วยเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ชีวิตของเขาเหมือนจะไม่มีเรื่องน่าเสียดายอะไร บิดามารดาก็ยังคงแข็งแรงดี ลูกหลานก็กตัญญูเป็นอย่างมาก กิจการของร้านก็ไม่เลว
ในฐานะที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ชีวิตเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว
ส่วนเขาโดยปกติแล้วชอบอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะวรรณกรรมสำคัญมีชื่อเสียงยุคโบราณ
ผ่านจากการอ่านและการวิเคราะห์ เขาเหมือนจะเข้าใจปรัชญาชีวิตมากมาย และมักจะใช้ปรัชญาเหล่านี้มาชี้นำการกระทำของตัวเอง ยิ่งมีความสุขที่จะแบ่งปันความรู้พวกนี้กับคนรอบกาย
เพื่อนบ้านรอบๆ คนใกล้ตัวต่างให้ความเคารพนับถือเขาในระดับหนึ่งทั้งสิ้น
และตัวเขาก็ชอบชีวิตเช่นนี้เช่นกัน
แต่วันนี้ เขารู้…ทุกอย่างกำลังจะจบสิ้นแล้ว
ดังนั้น ท่ามกลางเสียงถอนหายใจ เขาเอามือไพล่หลัง เดินหลังโค้งค่อมไปจากโต๊ะรับแขก
มองร้านหลังสือแห่งนี้อย่างอาลัยอาวรณ์ผาดหนึ่ง เขาส่ายหน้า เดินไปทางประตูใหญ่
ในยามที่ผ่านธรณีประตู ลูกจ้างทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนั้น ต่างมองไปทางเขาอย่างแปลกประหลาด
“ท่านเจ้าของร้าน ข้างนอกคนเยอะแยะมากมาย อีกทั้งยังวุ่นวายเหลือเกิน นี่ท่าน…”
เจ้าโหย่วเต๋อฝีเท้าหยุดชะงัก สายตามองไปยังร่างของลูกจ้างเหล่านี้ สีหน้าแฝงรอยนึกย้อนความหลังเล็กน้อย
“เอ้อร์โกว เจ้าหน้าตาคล้ายปู่ของเจ้าเขาไปทุกทีแล้ว”
“แล้วก็เสี่ยวหม่าจ้า วันหน้าต้องอ่านหนังสือมากๆ รู้ไหม”
“พวกเจ้าน่ะ…ติดตามข้ามาทุกรุ่น ร้านแห่งนี้ให้เจ้าทั้งสองก็แล้วกัน”
คำพูดเช่นนี้ทำให้ลูกจ้างทั้งสองคนี้ต่างอึ้งตะลึง รีบลึกขึ้นยืน กำลังจะพูดอะไรอีก แต่เสี้ยวขณะต่อมา เจ้าของร้านของพวกเขาก็หายตัวไปจากในร้านแล้ว
บนถนนเก้าตาข่าย ใต้แสงอาทิตย์อัสดง เงาร่างของเจ้าโหย่วเต๋อเดินออกมาจากความว่างเปล่า เดินไปทางเมืองหลวง
เดินไป เขาก็ถอนหายใจไปด้วย
“คิดเล็กคิดน้อยไปไย……”
เจ้าโหย่วเต๋อถอนหายใจอีกครั้ง เขาชอบโลกมนุษย์แห่งนี้ ชอบเผ่ามนุษย์ในโลกนี้ ในเวลาเนิ่นนานนับไม่ถ้วน เขาใช้ฐานะต่างๆ ดูแลกิจการร้านหนังสือ พูดคุยกับเผ่ามนุษย์ที่มาซื้อหนังสือที่ร้านมากมาย และมีสหายต่างวัยมากมายเช่นกัน
เดิมคิดว่าชีวิตก็คงจะเป็นแบบนี้ต่อไป
“แดนศักดิ์สิทธิ์แม้จะทำเกินสมควร แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกบฎเลยนี่นา…เฮ้อ”
ในเสียงถอนหายใจ เรือนข้างหลังร้านหนังสือของเขาแห่งนั้น บิดามารดา ลูกหลาน สมาชิกในบ้านทุกคนของเขา คนที่โดยปกติแล้วเหล่านี้ดูเป็นคนมีชีวิตจริงๆ
ตอนนี้ร่ายกายกลับพลันแข็งค้าง จากนั้นก็ต่างส่งเสียงถอนหายใจเหมือนเขาออกมา
จากนั้นก็ต่างร่างรางเลือนสลายไป แปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงสีเงินเป็นจุดๆ ผสานเข้าไปในมิติ มาปรากฏบนถนนเก้าตาข่าย หลอมรวมเข้ามาในร่างของเจ้าโหย่วเต๋อ
หลังที่โค้งค่อมของเขาค่อยๆ เหยียดตรงขึ้นมา
ใบหน้าแก่ชราของเขาค่อยๆ หนุ่มขึ้น
พลังบำเพ็ญน่าครั่นคร้ามกลุ่มหนึ่งกำลังเดือดพล่านในกายเขา ระดับสร้างฐาน ปราณก่อกำเนิด หวนสู่อนัตตา จวบจนถึงระดับเตรียมสู่เทวะ…และจากนั้นเป็นระดับเจ้าเหนือหัว!
พวยพุ่งขึ้นตลอด จนสุดท้ายหยุดอยู่ที่ครึ่งก้าวสู่ระดับเตรียมสู่เทวะขั้นสุดยอด!