ตอนที่ 966
บทที่ 966 ปฐมจักรพรรดิดินแดนต้องประสงค์
October 22, 2026
บทที่ 966 ปฐมจักรพรรดิดินแดนต้องประสงค์
………………..
หอกสังหารเทพ ปัจจุบันมีผู้รู้จักในดินแดนต้องประสงค์น้อยคนนัก
แม้แต่ในตำราโบราณบางเล่มยังหาได้ยากยิ่ง
มีเพียงเศษเสี้ยวที่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ หรือคนโบราณเท่านั้นที่จะพอรู้เรื่องราวของอักษรทั้งสามคำนี้บ้าง
นั่นคือศาสตราวุธที่สร้างขึ้นโดยเซียนคิมหันต์ที่มาถึงพสุธาแดนดินเมื่อครั้งอดีต เพื่อใช้ต่อต้านเทพเจ้าโดยเฉพาะ ในสงครามกับเผ่าเทพดินแดนนภาเจิดจรัสที่เคยเป็นเจ้าผู้ครองดินแดนต้องประสงค์
มันไม่มีอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวต่อผู้บำเพ็ญ แต่สำหรับเทพเจ้า…มันสามารถดับพลังต้นกำเนิดเทพได้!
แต่ด้วยความลึกลับและหายากของวัสดุ ทำให้ในเวลานั้นสร้างขึ้นมาได้เพียงสี่สิบสองเล่ม
ในแต่ละเล่ม ล้วนเปรอะเปื้อนด้วยโลหิตเทวะจากเผ่าเทพดินแดนนภาเจิดจรัส เรียกได้ว่าเพียงเทพเจ้าได้ยินชื่อยังหวาดกลัว
และในท้ายที่สุด ในศึกตัดสินชี้ขาด จักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสเสด็จลงมา หอกสังหารเทพทั้งสี่สิบสองเล่มนี้ ถูกทำลายไปกว่าครึ่ง ที่เหลือถูกซัดเข้าร่างของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัส
กลายเป็นผนึก อยู่กับเขาในหุบเหวใต้ดินแดนต้องประสงค์ในอดีต
มีคนเรียกที่นั่นว่าหุบเหวเทพ
หลังจากนั้น โลกก็ไม่มีหอกสังหารเทพอีก ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากการจากไปของเซียนคิมหันต์ วิธีการหลอมก็สูญหายไปด้วย
จนกระทั่งวันนี้ พลาานุภาพของหอกสังหารเทพกลับปรากฏออกมาจากร่างบรรพจารย์แห่งสำนักวัชระในชั่วพริบตา
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สีหน้าของจื่อชิงเคร่งเครียด
“น่าเสียดาย ที่มีอานุภาพเพียงบางส่วน”
องค์รัชทายาทม่วงครามเอ่ยปากแผ่วเบา มองไปยังทิศทางของทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ
“สมกับเป็นนายท่านเจ็ดจริงๆ!”
“น้องชายดับชีพด้วยวิญญาณ อยู่นอกเหนือจากกาลเวลาของข้า เพื่อหมายตัดขาดเคราะห์กรรม เจ้าใช้ตนเองเป็นไม้บรรทัด อัญเชิญลมหายใจสุดท้ายก่อนตายของข้า สั่นคลอนกาลเวลา เพื่อตัดเคราะห์กรรม”
ระหว่างที่พูด องค์รัชทายาทม่วงครามยกมือซ้ายขึ้น กดลงไปยังกลุ่มหมอกสีดำที่เกิดจากการระเบิดตนเองของสวี่ชิง
ฝ่ามือนี้ส่งผลให้กลุ่มหมอกส่งเสียงครืนครัน พลังแห่งกาลเวลาปรากฏขึ้นจากกลุ่มหมกนั้น คล้ายกับจะดึงมันเข้าไปในห้วงเวลา
ในเวลาเดียวกัน ภายในเผ่านภาคิมหันต์ เมื่อแรงระเบิดวิญญาณสวี่ชิงแผ่กระจายออกไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บำเพ็ญเผ่านภาคิมหันต์จำนวนมากก็ปรากฏขึ้น
จุดกำเนิดของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มาจาก…เหยียนเสวียนจื่อที่กำลังเทศนาให้กับผู้คนในเผ่า
ร่างกายของเขาระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา เลือดสดๆ นับไม่ถ้วนปะทุออกมา เหยียนเสวียนจื่อไม่อาจเอื้อนเอ่ยแม้แต่คำพูดสุดท้ายออกมา ร่างกายของเขาส่งเสียงคำรามและฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที
เลือดเนื้อทลาย วิญญาณสลาย
ตัวตายตัวแทน
มีเพียงเศษเสี้ยววิญญาณอันน้อยนิดเท่านั้นที่ยังเหลือรอดจากการเป็นตัวตายตัวแทนนี้ เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ส่งมันเข้าไปในตำหนักเทพ
หลงเหลือความเป็นไปได้ที่จะฟื้นคืนชีพในอนาคต
เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณเช่นกัน
ภายในซากปรักหักพังของเมืองเป็นเอกในค่ายกลที่ประกอบด้วยผู้บำเพ็ญสำนักเจ็ดเนตรโลหิตหลายแสนคน มนุษย์สีเงินขนาดใหญ่ที่นายท่านเจ็ดใช้มือขวากดไว้ที่หว่างคิ้วตัวนั้น
ร่างของมันในขณะนี้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเช่นกัน
สายใยอันลึกลับระหว่างโชคชะตาและวัฎจักรเวียนว่ายตายเกิด ก่อให้เกิดคลื่นจากการระเบิดตนเองของสวี่ชิง ไม่เพียงแต่จะระเบิดร่างเหยียนเสวียนจื่อ ยังแทรกแซงเวลา พุ่งเข้าใส่มนุษย์สีเงินด้วย
รอยแตกมากมายปรากฏขึ้นบนร่างของมนุษย์สีเงินในทันที รอยแตกที่น่าตกตะลึงนั้นแผ่ขยายมากขึ้นและหยั่งลึกลงกว่าเดิม
ทั่วทั้งร่างของมนุษย์สีเงินส่งสัญญาณพังทลาย
ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ เสียงเต๋าของผู้บำเพ็ญสำนักเจ็ดเนตรโลหิตหลายแสนคนรอบๆ ข้างก็เปลี่ยนไป
“ข้าแต่เทพสูงสุด โปรดปลอบประโลมร่างกายนี้ วิญญาณของศิษย์ ธาตุทั้งห้าลึกลับดำมืด มังกรเขียวแลพยัคฆ์ขาว โกลาหลคู่ขนาน หงส์แดงและเต่าดำ อารักขาสัจธรรม”
เมื่อเสียงสะท้อนก้อง ฟ้าดินก็พลันเปลี่ยนสี ลมพัดเมฆลอยวน วิหคเพลิงสวรรค์บนฟากฟ้าส่งเสียงคำราม แตกกระจายไปทั่วทุกสารทิศ สายฝนตกลงมาจากท้องฟ้า หล่อเลี้ยงโลก
นายท่านเจ็ดก็พึมพำอะไรบางอย่าง มือขวาที่สัมผัสหว่างคิ้วมนุษย์สีเงิน กดลงอีกครั้ง พร้อมกับกัดปลายลิ้นตน พ่นโลหิตเต๋าออกมา
ราดรดบนร่างมนุษย์สีเงิน ป้องกันเคราะห์ภายนอก
ท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง รอยแตกร้าวบนร่างมนุษย์สีเงินในที่สุดก็หยุดเพิ่มจำนวน แม้จะดูมีรูพรุนและไม่อาจรักษาได้ แต่มันก็ไม่ได้พังทลายจริงๆ
ส่วนนายท่านเจ็ด เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ น้ำเสียงเสียงแหบพร่า เต็มไปด้วยความดุดัน เอ่ยออกมาอย่างเย็นชา
“ครานั้นข้าสัญญากับวังเซียนคิมหันต์”
“หลังจากนั้น ข้าก็ได้เดินทางข้ามกาลเวลา เฝ้ามองความเป็นความตาย ปล่อยให้ดวงชะตาดำเนินไป”
“ความตายของหกยอดปรมาจารย์ แม้นข้าจะเจ็บปวด ก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ”
“ความผันผวนขึ้นลงของเผ่ามนุษย์ ข้ายังเมินเฉย”
“แม้แต่จักรพรรดินีสำเร็จเทพ และสิ้นชีพด้วยคมกระบี่ ก็เป็นเช่นนั้น เพราะข้ากับพวกเขาไม่มีเคราะห์กรรมต่อกัน”
“ส่วนเจ้า จื่อชิง เจ้าต้องการฟื้นฟูอาณาจักร อาศัยพิธีกรรมของจักรพรรดินีเพื่อหลบหลีกเคราะห์กรรม โดยไม่สนใจแม้แต่เสี้ยวหน้า ข้าก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเคราะห์กรรมทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้า”
“ดังนั้น ข้าจึงไม่เข้าไปแทรกแซงแม้แต่น้อย”
“แต่เจ้าไม่ควรคิดที่จะวางแผนร้ายกับศิษย์ของข้า!”
“ศิษย์ของข้า ล้วนเป็นเคราะห์กรรมของข้า พวกเขาเคยก้มหัวให้ข้า ข้าเคยรับชาและจดหมายสำนึกผิดของพวกเขา ข้าเคยรับปากที่จะปกป้องพวกเขา ดังนั้น…ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ใครหน้าไหนก็อย่าได้แตะต้องพวกเขา!”
“จื่อชิง ในเมื่อเจ้าคิดร้ายกับศิษย์ของข้า ซ้ำยังไม่ยอมตัดขาดเคราะห์กรรม เช่นนั้น…ข้าก็จะวางแผนทำลายอำนาจจักรพรรดิของเจ้า!”
“เคราะห์กรรม ไม่ตัดขาดก็ช่างปะไร! เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้ถึงที่สุดเอง!”
สีหน้าของนายท่านเจ็ดเย็นชา เขายกมือซ้ายขึ้นประสานนิ้วเป็นปางมือ เปลี่ยนแปลงนับหมื่นครั้งในเวลาไม่กี่อึดใจ แล้วชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า
เสียงดังก้องกังวานราวกับฟ้าร้อง ราวกับเป็นราชโองการ
“ครึ่งยามเจี่ย มีชายนามสวีจื่อ ถือกำเนิดบนแผ่นดินนี้ สูดลมหายใจเทพ ลมหายใจแรกพรูออกมา ด้วยประกาศิตแห่งคิมหันต์ ใช้เซียนเหนี่ยวนำ เรียกลมหายใจนี้คืนมา!”
ในระหว่าง นายท่านเจ็ดก็ใช้คิมหันต์เป็นประกาศิต ใช้เซียนเป็นสิ่งเหนี่ยวนำ เรียกลมหายใจสุดท้ายก่อนตายขององค์รัชทายาทม่วงครามในชาติที่แล้วมา