ตอนที่ 110.1
บทที่ 110-2 ข้ามาคลี่คลายคดีที่กรมอาญาไม่อาจคลี่คลายได้
October 22, 2026
บทที่ 110-2 ข้ามาคลี่คลายคดีที่กรมอาญาไม่อาจคลี่คลายได้ เวลานี้ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบเข้ามาอย่างลุกลี้ลุกลน เขากวาดตามองเหล่าหน่วยลาดตระเวนยามวิกาล และก้มหน้ากระซิบข้างหูขุนนางกรมอาญาคนหนึ่งสองสามประโยค
สีหน้าของขุนนางกรมอาญาคนนั้นเปลี่ยนไปยกใหญ่ เขาทนไม่ไหว ชี้ไปที่สวี่ชีอันกับพรรคพวก และด่าว่า “มีอย่างนี้ที่ไหนกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจเลย!”
ขุนนางที่อยู่เต็มห้องขมวดคิ้วทีละคน
เจ้ากรมซุนถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
สีหน้าของขุนนางกรมอาญาคนนั้นกระวนกระวาย เขาประสานมือ “ใต้เท้าเจ้ากรม ท่านขันทีหลิว หน่วยลาดตระเวนยามวิกาลกลุ่มนี้ฆ่าคนที่ประตูกรมอาญาของข้า และคนที่ถูกฆ่ายังเป็นนายพลที่มีตำแหน่งราชการอีก ช่างก้าวร้าวและหยิ่งผยองนัก ต้องถูกลงโทษอย่างหนัก”
ขุนนางทุกคนตกตะลึง แม้แต่ขันทีใหญ่ที่ยืนนิ่งและหรี่ตามองไม่พูดไม่จาก็มองสวี่ชีอันกับพรรคพวกอย่างแปลกใจ
สีหน้าของเจ้ากรมซุนไม่เปลี่ยนแปลง เขาตบตรงที่เท้าแขนเก้าอี้เบาๆ และพูดว่า “กรมอาญามีหน้าที่ดูแลกฎหมายอาญาและกฤษฎีกา แบ่งเบาความทุกข์ของฝ่าบาท บรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน มา…”
“ช้าก่อน!” สวี่ชีอันขัดจังหวะเสียงดัง และพูดอย่างเย้ยหยัน “เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้สืบสวนคดี จากนั้นกรมอาญาก็ขัดขวาง ขัดขวางการทำคดี เจ้าหน้าที่ถือครองตราทองคำไว้ในมือ จึงดำเนินการก่อนแล้วค่อยรายงานภายหลัง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสงสัยอีกว่ากรมอาญาสมรู้ร่วมคิดกับคนร้าย เป็นหัวโจกที่ระเบิดวัดหย่งเจิ้นซานเหอ เจ้ากรมซุน ทำไมท่านไม่ไปที่ที่ทำการหน่วยลาดตระเวนยามวิกาลกับข้าหน่อยล่ะ”
‘เด็ดเดี่ยวขนาดนี้เลยหรือ’
เหล่าขุนนางของที่ว่าการเมืองมองหน้ากันไปมา ‘เหลือเชื่อ นี่เป็นคำพูดที่ฆ้องทองแดงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะกล้าพูดออกมาจริงๆ หรือ’
เจ้ากรมซุนเป็นขุนนางระดับสองที่ถือครองอำนาจไว้ในมือ หนึ่งในขุนนางแห่งท้องพระโรง ฆ้องทองแดงที่อยู่ตรงหน้าเขากล้าพูดเช่นนี้ และยังไม่เห็นเจ้ากรมซุนอยู่ในสายตาแม้แต่น้อยอีก
ขุนนางของที่ว่าการเมืองอดมองผู้บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ก็พบว่าข้าหลวงเฉินแหงนหน้า 45 องศามองท้องฟ้า และแกล้งทำเป็นไม่เห็น
“ใจกล้ามาก!”
“กล้าใส่ร้ายใต้เท้าเจ้ากรม เจ้ามีกี่หัวกัน”
ขุนนางกรมอาญาโกรธจัด
สวี่ชีอันยิ่งรุนแรงขึ้น เขาก้าวไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งกุมดาบ และเพ่งมองทุกคนในกรมอาญา “กรมอาญาคลี่คลายคดีไม่ได้ ข้าจึงมาคลี่คลาย คนที่กรมอาญาฆ่าไม่ได้ ข้ามาฆ่า! และข้ายังมี!” สวี่ชีอันหยิบตราทองคำที่จักรพรรดิพระราชทานให้ออกมาจากอกเสื้อ และสะบัดมือ ‘ปึง’ ตราทองคำหมุนลงไปที่พื้น ฝุ่นละอองสาดกระเซ็น
“หากกรมอาญากล้าขัดขวางข้าทำคดี แม้จะเป็นกรมอาญาข้าก็ฆ่า! ชัดเจนพอหรือไม่”
ห้องประชุมเงียบสนิท ขุนนางกรมอาญาที่เดือดพล่านก็เงียบไปทันที ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัว แต่ตกใจ
เกิดอะไรขึ้นกับที่ทำการหน่วยลาดตระเวนยามวิกาล เกิดอะไรขึ้นกับเว่ยเยวียน
ส่งคนบุ่มบ่ามเช่นนี้มาทำคดี นี่ไม่ใช่การส่งคนมาจัดการศัตรูทางการเมืองในมือหรอกหรือ
ด้วยคำพูดเหล่านี้ หากจับเขาขังไว้ในคุกของกรมอาญา เขาก็จะไม่สามารถออกไปได้ตลอดชีวิต พรุ่งนี้กรมอาญาจะเข้าร่วมกับเว่ยเยวียน เพื่อดูว่าเขาจะอธิบายอย่างไร
“ฮ่าๆ!” ขันทีใหญ่ที่สวมชุดคลุมงูเหลือมหัวเราะขึ้นมา “สมกับเป็นคนหนุ่มจริงๆ เย่อหยิ่งและอวดดี”
เขามองทุกคนรอบๆ “ข้าขอแนะนำฆ้องทองแดงผู้นี้ให้ทุกคนรู้จัก เขาเป็นผู้รับผิดชอบของที่ทำการหน่วยลาดตระเวนยามวิกาลที่องค์หญิงใหญ่แนะนำและฝ่าบาทระบุชื่อด้วยตัวเอง จริงสิ ก่อนหน้านี้เขาถูกเว่ยกงตัดสินโทษตัดเอวในอีกเจ็ดวันเพราะฟันผู้บังคับบัญชาจนบาดเจ็บ แต่ฝ่าบาททรงเมตตา อนุญาตให้เขาทำความดีชดเชยความผิด”
‘ผู้รับผิดชอบที่ฝ่าบาทแต่งตั้ง ไม่แปลกที่จะกล้าทำรุนแรงเช่นนี้…ฟันผู้บังคับบัญชาจนบาดเจ็บ ตัดเอวในอีกเจ็ดวัน ไม่แปลกที่เจตนาฆ่าจะหนักขนาดนี้!’
ขุนนางทุกคนของกรมอาญาไม่พูดอะไรอีกทันที
นี่คือคนบ้าที่จนแต้ม การคลี่คลายคดีจึงเป็นโอกาสที่จะมีชีวิตรอดเดียวของเขา คนแบบนี้เดินทางสุดโต่งได้ง่ายที่สุด หากบีบคั้นเขา เกรงว่าเขาคงเต็มใจที่จะฝังคนอีกสักสองสามคน
จุดนี้เห็นได้จากการตัดหัวเจ้าหน้าที่อย่างไม่ลังเลของเขา