ตอนที่ 227
บทที่ 227 จดหมายตอบกลับของเหล่าตัวสำรอง (1)
October 22, 2026
บทที่ 227 จดหมายตอบกลับของเหล่าตัวสำรอง (1)
มืดมาก…ข้าอยู่ที่ไหน…ข้าเป็นใคร
เขาครุ่นคิดอย่างงุนงง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครและอยู่ที่ใด
‘กุบกับๆๆ…’
‘ตึงๆๆ…’
สวี่ชีอันได้ยินเสียงแตรและเสียงกลองศึก จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ได้ยินเสียงอื่นๆ เสียงตะโกนแห่งการเข่นฆ่าอันท่วมท้น เสียงเกือกม้าที่ทั้งดังสนั่นทั้งวุ่นวาย เสียงระเบิดและเสียงคมดาบปะทะกัน
เสียงต่างๆ ปะปนกัน ประกอบเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในหัวของสวี่ชีอัน
สนามรบ!
ทันทีที่เขาคิดเช่นนี้ ความมืดเบื้องหน้าก็แยกออก แสงสว่างสาดส่องเข้ามา ในสายตาของเขามันเป็นสนามรบจริงๆ
กองทัพดำทะมึนพุ่งเข้าโจมตีราวกับมดที่อัดแน่น ทหารระดับสูงโหมกระหน่ำอยู่ในสนามรบเหมือนกับมนุษย์เหยียบย่ำรังมด
ในสนามรบแห่งนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ยักษ์ที่สูงเท่าตึกสองชั้น งูยักษ์ที่ยาวหลายสิบเมตร และนกล่าเหยื่อที่ม้วนตัวอยู่บนท้องฟ้า…
มีภิกษุชั้นสูงที่นั่งขัดสมาธิท่องพระสูตรอยู่บนท้องฟ้า มีชนเผ่าป่าเถื่อนที่ทรงพลัง มีกองทัพซากศพที่ไม่กลัวความตาย มีกองทัพปืนใหญ่ที่เรียงเป็นแถว มีทหารม้าผู้กล้าหาญที่ขี่สัตว์ร้าย…
“นี่มันสนามรบแบบไหนกัน เกินจริงเกินไปแล้ว คนที่เสียชีวิตก็เยอะเกินไป” สวี่ชีอันครุ่นคิดอย่างมึนงง
สายตาของเขากวาดผ่านสนามรบ กวาดผ่านกองทัพซากศพ กวาดผ่านกองทัพปืนใหญ่และมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้านหลังสนามรบ ซึ่งมีอสูรเวหาบินอยู่กลางอากาศฝูงหนึ่งตรงนั้น
ขันทีชุดดำคนหนึ่งยืนอย่างทระนงอยู่บนหัวของอสูร มือทั้งสองข้างไพล่หลังและทอดมองสนามรบที่สู้รบกันอย่างดุเดือดด้วยความเฉยเมย
“เว่ยเยวียน?!”
จิตใจของสวี่ชีอันสั่นคลอน ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นใคร ในชั่วพริบตานี้เอง ภาพสนามรบก็พังทลายลง กลับสู่ความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต
สวี่ชีอันลืมตาขึ้น สิ่งที่เขาเห็นยังคงเป็นความมืด
บ้าเอ๊ย หดหู่ชะมัด…เขาไม่ได้ลุกขึ้นในทันที แต่ตั้งใจตอบสนองอย่างใจจดใจจ่อ จากนั้นเขาก็ ‘เห็น’ ท้องเรือที่มืดมิด เห็นโลงศพห้าโลงที่วางเรียงอย่างเป็นระเบียบ เห็นเรือหลวงที่แล่นไปอย่างช้าๆ และเห็นคลองที่สะท้อนแสงเป็นระลอก
นี่คือความอัศจรรย์ที่เขาได้รับหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับหลอมวิญญาณ
ไม่รู้ว่าทหารระดับหลอมวิญญาณคนอื่นเป็นอย่างไร แต่อย่างไรเสียพลังวิญญาณของสวี่ชีอันก็สามารถทำหน้าที่เป็นดวงตาได้ในระดับหนึ่ง
วันใดวันหนึ่งแม้ว่าดวงตาสุนัขไทเทเนียมอัลลอยของเขาจะบอด เขาก็ไม่กลัวแม้แต่น้อย
“ความฝันที่ข้าเห็นเมื่อสักครู่นี้…ไม่ มันไม่น่าจะใช่ความฝันธรรมดา ความฝันที่ชัดเจนขนาดนี้มีที่ไหนกัน กองทัพซากศพ ภิกษุชั้นสูงแห่งพุทธศาสนา…สิ่งเหล่านี้ข้าไม่เคยสัมผัสจะฝันถึงได้อย่างไร เหตุใดในความฝันถึงมีเว่ยเยวียน เขาดูยังเด็กมาก…อย่างน้อยจอนผมสองข้างก็ไม่หงอก ตอนพ่อของข้ายังหนุ่มช่างหล่อเหลาเสียจริง หล่อเหมือนกับข้า…”
สวี่ชีอันนอนในโลงศพและหวนนึกถึงภาพที่เห็นในความฝัน ทั่วทั้งภูเขาและท้องทุ่งเต็มไปด้วยกองทัพดำทะมึน จำนวนคนที่เข้าร่วมสงครามก็มหาศาล
กองกำลังหลายฝ่ายปะทะกัน
ผนวกกับการปรากฏตัวของเว่ยเยวียนและผลงานในอดีตของเขา สวี่ชีอันคาดเดาในใจได้ทันที ‘สงครามด่านซานไห่’
ในบรรดาผลงานในอดีตของเว่ยเยวียน ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือสงครามซานไห่…ประเทศต่างๆ ปะทะกันอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเข้ากันได้กับสงครามด่านซานไห่ที่บันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์อย่างลงตัว…แต่เพราะเหตุใดข้าจึงฝันถึงสงครามด่านซานไห่ อารองผู้อ่อนแอสามารถรอดมาได้ เขาต้องนอนอยู่ในกองซากศพและแสร้งตายเป็นแน่…สวี่ชีอันคิดในใจและผลักฝาโลงออก
อากาศบริสุทธิ์ไหลเข้ามา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงประหลาดใจดังขึ้นจากในท้องเรือที่มืดสลัว
“เจ้าตื่นแล้ว”
สวี่ชีอันตกใจจนสะดุ้งโหยง ก่อนจะพบว่าห่างออกไปสามเมตรทางด้านซ้ายมีชายชุดขาวนั่งขัดสมาธิหันหลังให้เขาอยู่…เอาล่ะ ตัวตนเปิดเผย หยางเชียนฮ่วน
นี่เป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่สวี่ชีอันเห็นเพียงแค่แผ่นหลังก็จำได้
เขาไม่ได้ตอบกลับในทันทีและครุ่นคิดคำพูดสองสามวินาทีก่อนจะถามว่า “พวกเราอยู่ที่ไหน”
น้ำเสียงของหยางเชียนฮ่วนค่อนข้างกระฉับกระเฉง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาอารมณ์ดีมาก “ระหว่างทางที่จะกลับเมืองหลวง อ้อ ไม่สิ บนน้ำ”
“คดีที่อวิ๋นโจวจบลงแล้วหรือ” ใบหน้าของสวี่ชีอันล่องลอยด้วยความปีติยินดี “เฮ้อ ในที่สุดคดีนี้ก็จบ ในที่สุดข้าก็ไม่ต้องอดหลับอดนอน ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าซ่งถิงเฟิงกับจูกว่างเสี้ยวจะทุกข์ใจเพราะข้าหรือไม่ อาจจะทุกข์ใจที่โอกาสกินฟรีห้าครั้งไม่มีแล้ว…เฮ้อ สุดท้ายข้าก็ไม่ได้หลอกให้ซูซูกลับบ้านเพื่อไปเป็นภรรยากระดาษของข้า บางทีหลี่เมี่ยวเจินอาจจะอยากฟันหัวใจของข้า โชคดีที่ข้าตายเร็วกว่าหนึ่งก้าว ไม่อย่างนั้นคงน่าอายมาก…”
หยางเชียนฮ่วนฟังเขาพูดเล่นอย่างอดทน
“จริงสิ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่บนเรือได้” สวี่ชีอันถาม
หยางเชียนฮ่วนครุ่นคิดและตอบว่า “ข้ามาทำงานที่อวิ๋นโจวตามคำสั่งของท่านอาจารย์ ตอนนี้งานเสร็จแล้ว ข้าจึงจะกลับ บังเอิญหน่วยลาดตระเวนยามวิกาลจะส่งศพของพวกเจ้ากลับเมืองหลวง ข้าจึงแอบขึ้นมา จากนั้นข้าก็พบว่าบาดแผลจากดาบและรูจากลูกศรบนร่างของเจ้าฟื้นฟูอย่างน่าประหลาด ข้าจึงแน่ใจว่าเจ้ายังไม่ตาย หลังจากรอมาสิบวัน เฮ้ เจ้าฟื้นขึ้นมาจริงๆ ด้วย”
คำพูดของหยางเชียนฮ่วนนั้นเรียบง่ายมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วกระบวนการทางความคิดมีขึ้นมีลงกว่าน้ำเสียงมาก หลังจากรู้ข่าวการตายของสวี่ชีอัน เขาก็คิดในใจว่า ‘จบสิ้นแล้วๆ หลังจากกลับไปที่เมืองหลวงท่านอาจารย์ต้องขังข้าไว้ใต้หอเก็บดวงดาว ไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันไปชั่วชีวิตแน่’
เขาแทบจะแยกตัวออกจากสำนักและหลบหนีไปด้วยความตื่นตระหนก
ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกเสียดายมาก เด็กหนุ่มที่น่าสนใจเช่นนี้ เหตุใดถึงตายในการรบ เหตุใดถึงคิดไม่ตกและยังใช้ชีวิตวัยยี่สิบปีของตัวเองแลกกับชีวิตของชายชราอีก