ตอนที่ 493
บทที่ 493 หลังจบเรื่อง
October 22, 2026
บทที่ 493 หลังจบเรื่อง
องค์หญิงแห่งอาณาจักรหมื่นปีศาจไม่ได้ตามไป หางทั้งเก้าห่อหุ้มร่างของสวี่ชีอันเอาไว้ และวางลงเบื้องหน้าจ้าวโส่ว
หางทั้งเก้ากางออก คลอเคลียผะแผ่วอยู่บนแผ่นหลังของสวี่ชีอัน ก่อนจะหายไปทีละหาง
“เดี๋ยวก่อน ฝูเซียงหายไปอยู่ที่ใด”
สวี่ชีอันที่อยู่ในสภาพร่อแร่ ฝืนตัวเองให้ถามออกไป
หางจิ้งจอกโบกไล้ ตามมาด้วยเสียงหวานของหญิงสาว แค่นหัวเราะเย้ยหยัน
“ชีวิตจะหาไม่อยู่แล้ว ยังถามหาผู้หญิงอีก ช่างเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนเสียไม่มี”
สมกับเป็นยายปีศาจนิสัยไม่ดี ไร้การอบรมจริงๆ สินะ…สวี่ชีอันเข้าใจในคำพูดถากถางของอีกฝ่าย เขาขมวดคิ้วมุ่น สายตาจ้องมองหางจิ้งจอกที่แผ่สยายไปทั่วทิศทางของอีกฝ่าย ก่อนจะเค้นถามต่อว่า
“ใครจริงใจต่อข้า ข้าก็จริงใจต่อคนผู้นั้น”
นี่เป็นพื้นฐานการอบรมของเจ้าแห่งท้องทะเล
“ข้าจัดแจงให้นางหมั้นหมายกับชายในเผ่าคนหนึ่งไปแล้ว”
เสียงหัวเราะคิกคักขององค์หญิงแห่งอาณาจักรหมื่นปีศาจดังขึ้น
แม่คุณวอนหาที่ตายจริงๆ ใช่หรือไม่ ดวงตาของสวี่ชีอันเบิกกว้างขึ้นทันที!
“ล้อเล่นหรอกน่า”
ประโยคต่อมาขององค์หญิงแห่งอาณาจักรหมื่นปีศาจ ทำให้สวี่ชีอันคลายโทสะลง นางจึงพูดต่อ
“ฝูเซียงกลับมารับใช้ข้าแล้ว บทบาทของนางคณิกาแห่งสำนักสังคีต สำหรับนางแล้วก็เป็นเพียงภาระหน้าที่แสนธรรมดาสามัญ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในเส้นทางชีวิตของนางเท่านั้น”
สวี่ชีอันพยักหน้า พร้อมตอบกลับอย่างอ่อนแรง
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็วางใจแล้ว”
แม้จะรู้ว่าฝูเซียงเป็นบุตรในเงามืดของเผ่าพันธุ์ปีศาจ และการตายของนางก็เป็นเพียงการหลบหนี แต่เมื่อได้ยินว่าตอนนี้นางยังปลอดภัยดี สวี่ชีอันก็โล่งอก ตอนนี้คงต้องปล่อยปลาตัวนี้กลับสู่ทะเลไปก่อน
ไว้หาโอกาสเหมาะๆ ค่อยเอากลับมาเลี้ยงในบ่อปลาอีกครั้งก็ได้
องค์หญิงแห่งอาณาจักรหมื่นปีศาจคลี่ยิ้มหวานพลางเอ่ย ก่อนที่หางสุดท้ายจะหายไป
“จริงสิ กายเนื้อของฝูเซียงเป็นศพที่ข้าไปคุ้ยหาจากกองศพมาศพหนึ่ง เพิ่งตายได้ไม่นาน กายเนื้อยังใช้ได้ ก็เลยใช้อวิชชาคืนวิญญาณ เรียกวิญญาณของฝูเซียงมาใส่ในร่าง
“ร่างนั้นถึงจะไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป แต่ถึงอย่างไรก็เป็นศพ ใช้การได้ไม่กี่ปี ก็เน่าเสีย ผุพังอย่างควบคุมไม่ได้ ฝูเซียงไม่มีทางเลือก จึงต้องแกล้งตายเพื่อสละร่าง”
สีหน้าของสวี่ชีอันแข็งทื่อโดยฉับพลัน ราวกับกลายเป็นภาพวาด
…
“ต้าหลาง ต้าหลาง…”
อารองสวี่กำลังรออย่างใจจดใจจ่อ เมื่อเห็นหางจิ้งจอกหายไปหมดแล้ว เขาก็แทบจะพุ่งตัวเข้าไปตรวจดูอาการบาดเจ็บของหลานชายทันที
สีหน้าของสวี่ผิงจื้อระคนด้วยความโศกเศร้า ความคับแค้นใจ ความกังวล และความหวาดกลัว เขาจับมือของหลานชายเอาไว้แน่น กลัวว่าหากคลายมือออก หลานชายก็จะหายไป
“เหตุใดบาดแผลถึงยังไม่สมานกันเล่า ขั้นสามเขาเรียกกันว่าร่างอมตะไม่ใช่หรือ”
อารองสวี่ตรวจดูรอบหนึ่ง ด้วยความร้อนรนใจ
เพราะอาการบาดเจ็บของหลานชายไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย บาดแผลจากหยกสลายสองครั้งคงอยู่ ตะปูตอกวิญญาณเก้าดอกยังฝังอยู่ในเลือดเนื้อของเขา บาดแผลในช่องท้องก็ยังมีเลือดสีแดงข้นคลั่กไหลทะลักออกมาไม่หยุด
นอกจากนี้เลือดยังไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ดูสภาพน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง เขาคิดว่าอาจจะตายจากพิษบาดแผลได้ตลอดเวลา
“เขาก้าวมาถึงขีดจำกัดแล้ว จำเป็นต้องรักษาโดยด่วน”
จ้าวโส่วพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งครั้ง อดทนต่ออาการปวดหัวจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ห้ามเลือด”
เลือดจากบาดแผลฉกรรจ์เหวอะหวะจนน่ากลัวเหล่านั้นค่อยๆ หยุดลง ทว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น
ในสายตาของจ้าวโส่ว มองว่าที่สวี่ชีอันยังไม่ตายในตอนนี้ เป็นภาพสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพลังชีวิตของทหารได้เป็นอย่างดี
เขาผลาญพลังชีวิตไปมหาศาลในศึกชี้ชะตากับเจินเต๋อ บาดเจ็บมาไม่น้อย โดยเฉพาะบาดแผลจากการเอาทองไปรู่กระเบื้อง สังหารศัตรูหนึ่งพันส่วน เข้าตัวเองแปดร้อยส่วน ซึ่งน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
จากนั้นเขาก็ตะปูตอกวิญญาณฝังแน่น สกัดกั้นพลังปราณและปราณโลหิต ทำให้ทหารผู้มีตบะขั้นสามอย่างเขา ออกแรงไม่ได้แม้แต่นิด
สุดท้าย เขายังใช้วิชาสาปสังหารจากบันทึกลัทธิขงจื๊อ สละตนเองเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน เพื่อให้โหรชุดขาวสวี่ผิงเฟิงได้ลิ้มรสผลสะท้อนของโชคชะตา
ผลสะท้อนจากการสังหารผู้มีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่
เป็นการสังหารศัตรูแปดร้อยส่วน เข้าตัวเองหนึ่งพันส่วน
ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งที่อาการบาดเจ็บทับถมกันหนักเช่นนี้ หากไม่เป็นเพราะพลังชีวิตอันแข็งแกร่งของทหารแล้วจะเป็นอะไรได้อีก
“รีบกลับไปเมืองหลวงก่อนเถิด ตอนนี้คนเดียวที่จะช่วยเขาได้มีแต่ท่านโหราจารย์”
จ้าวโส่วมองสงครามที่อยู่ไกลออกไป ด้วยตบะขั้นสามของเขา ไม่อาจสอดแนมการปะทะระหว่างพระโพธิสัตว์ขั้นหนึ่ง และอาณัติสวรรค์ขั้นหนึ่งได้ เพราะที่นั่นถูกค่ายกลครอบคลุมไว้ทั้งหมด
ท่านโหราจารย์กำลังตัดทางหนีของพระโพธิสัตว์หญิง เขาต้องการสังหารพระโพธิสัตว์
สวี่ผิงจื้ออุ้มหลานชายของเขาขึ้นมาและพยักหน้าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
เขาจำทุกอย่างได้แล้ว เขาจำเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา จำพี่ใหญ่ อัจฉริยบุคคลแห่งใต้หล้า ผู้เป็นหนึ่งไม่มีสองได้แล้ว
เขาจำภาพของบ้านสกุลสวี่ที่เคยรุ่งเรืองได้
ทว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงกลุมควันแห่งอดีตไปเสียแล้ว แต่ละปีมีขุนนางใหญ่และเศรษฐีผู้ร่ำรวยทั้งหลายในเมืองหลวงสูญสิ้นอำนาจ และถูกยึดทรัพย์ทุกปี ในระหว่างที่เกิดการอำพรางความลับสวรรค์ ไม่มีใครจดจำความรุ่งเรืองของบ้านสกุลสวี่เมื่อยี่สิบปีก่อนได้เลย
…
กลางดึก ณ ห้องทรงพระอักษร
แสงเทียนสว่างไสวเหมือนเวลากลางวัน
องค์รัชทายาทนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทรงพระอักษร ด้วยความรู้สึกที่คละเคล้า ทั้งปลงตก ตื่นเต้น ระทึกใจ และหวาดหวั่น…ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ต้องเผชิญกับงานแต่งงานเพียงครั้งเดียวในชีวิต
องค์รัชทายาทรู้ดีว่าตนจะได้ขึ้นครองราชย์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับค่ำคืนนี้
ในขณะนี้เอง ใต้เท้าขุนนางทั้งหลายก็นั่งจิบชา รับประทานของว่างรอการหารืออยู่ในห้องโถงด้านข้าง
จักรพรรดิถูกบั่นคอ บ้านเมืองกลายเป็นมังกรไร้หัว องค์รัชทายาทต้องก้าวขึ้นมาเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวมเป็นเรื่องปกติ และยังถือเป็นความหมายในการดำรงอยู่ขององค์รัชทายาทด้วย
ประเทศชาติไม่อาจขาดกษัตริย์ได้แม้เพียงหนึ่งวัน และจะขาดมกุฎราชกุมารไม่ได้แม้แต่วันเดียว
บทบาทของมกุฎราชกุมารถูกขับเน้นขึ้นมาในเวลานี้ หากต้าฟ่งไร้ซึ่งองค์รัชทายาท บ้านเมืองจะถึงคราวระส่ำระสายก็ตอนนี้
หลังจากการปลอบขวัญในช่วงกลางวัน ชาวเมืองทุกชนชั้นในเมืองหลวงดูจะทำใจได้แล้ว แต่พวกที่มีปัญหารุนแรงที่สุดคือเหล่าชนชั้นรากหญ้าทั้งหลาย พวกเขารวมตัวกันที่หน้าประตูเขตพระราชฐาน และที่ทำการปกครอง และโห่ร้องขอพบฆ้องเงินสวี่
ชาวเมืองต่างสงสัยว่าราชสำนักแอบจับกุมเขา หรือถึงขั้นปลิดชีพเขาอย่างลับๆ
สมุหราชเลขาธิการหวางให้องค์รัชทายาทระดมกำลังทหารรักษาวังเข้าควบคุมสถานการณ์ในเมือง ขณะเดียวกันก็สั่งการให้ขุนนางในเมืองหลวงออกมาปลอบขวัญประชาชนด้วย ต้องใช้การรับมือสองทาง จึงจะป้องกันการจลาจลที่อาจปะทุขึ้นได้
“ฝ่าบาท ใต้เท้าสมุหราชเลขาธิการมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีชราก้าวข้ามธรณีประตู ยืนอยู่เบื้องล่าง พร้อมกล่าวทูลด้วยเสียงแผ่วเบา
สมุหราชเลขาธิการหวางสวมชุดคลุมสีแดง พร้อมหมวกขุนนางเต็มยศ ย่างก้าวเข้าไปในห้องทรงพระอักษรอย่างมั่นคง
เมื่อเทียบกับกลุ่มขุนนางที่มีท่าทีตื่นตระหนก สีหน้าของสมุหราชเลขาธิการกลับราบเรียบ ท่าทางจิตใจดีพร้อม ราวกับได้เกิดใหม่ ปัดเป่าโรคภัยของเขาออกไปจนหมด
“ฝ่าบาท!”
สมุหราชเลขาธิการหวางโค้งคำนับ
“ใต้เท้าสมุหราชเลขาธิการ ในเวลานี้เราควรทำอย่างไรดี”
องค์รัชทายาทจ้องมองไปยังสมุหราชเลขาธิการหวาง
เขารู้ดีว่าสมุหราชเลขาธิการหวางเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้เขาก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ได้ และเป็นคนที่เขาสามารถพึ่งพาได้ในอนาคต ตราบใดที่เขาเป็น ‘พันธมิตร’ กับสมุหราชเลขาธิการหวางได้ เขาก็สามารถสยบทุกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว และก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรได้อย่างมั่นคง
ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะในพรรคหวางมีสมาชิกพรรคขององค์รัชทายาทอยู่มากมาย
แน่นอนว่าสมุหราชเลขาธิการหวางไม่ได้เข้าเป็นพวกด้วย เนื่องจากในเวลานั้นถูกพระราชบิดากดทับอยู่ สมุหราชเลขาธิการหวางจึงไม่อาจเข้าพวกไปโดยปริยาย
แต่ในความเป็นจริงตัวสมุหราชเลขาธิการหวางเองก็อยู่ในพรรคขององค์รัชทายาทเช่นกัน หรืออย่างน้อยก็เอนเอียงเข้าหาตัวเขาอยู่บ้าง มิฉะนั้นคงไม่ทนดูสมาชิกพรรคหวางแอบเข้าพวกกับเขาอย่างลับๆ เช่นนี้
สมุหราชเลขาธิการหวางกล่าว “สิ่งที่พระองค์ต้องทำมีอยู่สามประการ ประการแรก ปลอบขวัญประชาชน ประการที่สอง ปลอบขวัญกองทัพ ประการที่สาม ปลอบขวัญท้องพระโรง”
องค์รัชทายาทโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย พลางกล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ “ใต้เท้าสมุหราชเลขาธิการหวางคิดว่าเราควรจะปลอบขวัญทั้งสามฝ่ายเช่นไร”
สมุหราชเลขาธิการหวางกล่าวถ้อยแถลงเนิบช้า ราวกับวางแผน เตรียมโครงร่างมาแล้วเป็นอย่างดี
“ฝ่าบาท เรื่องที่สวี่ชีอันบั่นคออดีตองค์จักรพรรดิเป็นที่รู้กันโดยทั่วนอกเมืองหลวง เรื่องนี้ไม่อาจปกปิดได้ หากฝืนปิดบังเรื่องราว มีแต่จะทำให้ประชาชนเดือดดาล และสิ้นความเชื่อใจในราชสำนัก”
ตอนนี้ เมื่อนึกถึงสวี่ชีอัน ผู้คนในเมืองหลวงต่างนึกถึงเขาในฐานะยอดคนผู้บั่นคอจักรพรรดิ
องค์รัชทายาทถอนหายใจหนึ่งครั้ง เรื่องนี้เป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้ไม่ผิด
หวางเจินเหวินกล่าวต่อ
“ป่าวประกาศการกระทำของอดีตจักรพรรดิออกไปต่อสาธารณชน ให้รู้ทั่วกันในใต้หล้า ว่าเขาเป็นผู้ตัดเสบียงอาหารกองทัพ ทำร้ายขุนนางตงฉิน ส่งผลให้พลทหารกว่าแปดหมื่นรายต้องถูกปลิดชีพด้วยน้ำมือของสำนักพ่อมด จากนั้น องค์รัชทายาทในนามของบุตรแห่งสวรรค์ ท่านจงประณามความต่ำช้าของอดีตจักรพรรดิ ห้ามไม่ให้ตั้งแผ่นป้ายจารึกของอดีตจักรพรรดิตั้งไว้ในศาลบรรพบุรุษ ไม่ให้นำอัฐิฝังไว้ในสุสานจักรพรรดิ
“และท้ายที่สุด โปรดตกรางวัลแก่สวี่ชีอัน คืนตำแหน่งขุนนางให้กับเขา พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ และประกาศให้ประชาชนในใต้หล้ารับรู้โดยทั่วกัน เช่นนี้ ความเชื่อใจของประชาชนและกองทัพก็จะกลับมามั่นคงดังเดิม การกระทำของอดีตจักรพรรดินั้นจะนำพาความอัปยศอย่างใหญ่หลวงมาสู่ท้องพระโรงและราชวงศ์อย่างแน่นอน ทว่าสิ่งที่องค์รัชทายาทกระทำนั้นจะทำให้ประชาชนใต้หล้าและบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ พวกเขาจะคาดหวังถึงความเปลี่ยนแปลงของราชวงศ์ จากพระหัตถ์ของจักรพรรดิองค์ใหม่”
หวางเจินเหวินกล่าวถึงอดีตจักรพรรดิ ซึ่งหมายถึงจักรพรรดิหยวนจิ่ง ถ้าเห็นข้อความนี้จากที่อื่นโปรดกลับมาเยี่ยมเราบ้างนะ ไอรีนโนเวล ขอบคุนจ้า
“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้!”
องค์รัชทายาทตกตะลึงจนหน้าถอดสี ในใจคิดว่าเจ้าอยากให้ข้าเป็นลูกอกตัญญูให้ได้ใช่หรือไม่
ต่อให้อดีตจักรพรรดิผู้ล่วงลับจะเลวทรามปานใด แต่พ่อลูกก็ยังคงเป็นพ่อลูกกันอยู่วันยังค่ำ ใครจะด่าทออดีตจักรพรรดิอย่างไรก็ว่าไป แต่ในฐานะลูกชายเขาทำไม่ลง
แม้จะมีเหตุผลมารับรอง แต่ก็ต้องถูกตีตราว่าเป็นลูกอกตัญญูอยู่ดี
ความอัปยศอดสูนี้อาจจะไม่เลือนหายไปในเวลาอันสั้น แต่จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ตราบนานเท่านาน
ตลอดชั่วราชวงศ์ ต่อให้ราชโอรสก่อกบฏช่วงชิงบัลลังก์ แต่ก็ยังต้องเคารพพระราชบิดา ด้วยการจองจำในพระราชวัง
ตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันไม่เคยมีกรณีทารุณพระศพของพระราชบิดาสักครั้ง เพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวเกินไป คนฉลาดทั่วไปล้วนไม่ทำเช่นนั้น
“องค์รัชทายาทต้องสั่งสมบารมีชื่อเสียงโดยเร็ว เอาชนะใจประชาชน สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อราชวงศ์ใหม่ นี่เป็นราคาที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว มีจักรพรรดิที่ทรงพระปรีชาสามารถเช่นพระองค์ขึ้นครองราชย์ และสวี่ชีอันที่ได้รับบรรดาศักดิ์ เข้าไปอยู่ในท้องพระโรงเช่นนี้ สถานการณ์โดยรวมย่อมคลี่คลาย”
“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด” องค์รัชทายาทกล่าวพร้อมส่ายหน้า
สมุหราชเลขาธิการหวางพยักหน้า และเล่าถึงแผนการที่สองต่อ