ตอนที่ 140
บทที่ 396 พวกเขารู้จักกันเหรอ
October 28, 2026
ถึงอย่างนั้นก็สามารถขจัดไปได้จุดหนึ่ง คือเรื่องราวนี้ไม่เกี่ยวกับเขตสงครามตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวภายในของตระกูลฤๅษี
ในเมื่อเป็นแบบนี้ อย่างนั้นการที่หยางยี่ไม่รู้ มันก็ปกติมาก
พอคิดแบบนี้ ในใจของหยางยี่ถึงถือว่าผ่อนคลายลงมา แต่ว่ารายละเอียดเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้ว ยังต้องถามเจ้าตัวตวนมู่เจี๋ยเองถึงจะรู้ได้
ในเมื่อต้องรอตวนมู่เจี๋ยมา หยางยี่จึงไม่รีบร้อนออกไป ดังนั้นหลังให้รถแท็กซี่ขับไปในเมืองโดยตรงแล้วจอดให้เขาลงมาแล้ว หยางยี่หาร้านกาแฟร้านหนึ่งเจอแล้วนั่งอยู่สักพัก หลังจากสั่งกาแฟแก้วหนึ่งและเค้กชิ้นหนึ่งมา เลือกหาที่นั่งริมหน้าต่าง มองทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ พลางรอคอยโทรศัพท์ของตวนมู่เจี๋ย
และไม่รู้ว่าเวลานี้ตวนมู่เจี๋ยอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่สามารถแน่ใจได้คือไม่ว่าออกเดินทางจากที่ไหน ถ้าอยากจะมาเหอเซี่ยละก็ ล้วนต้องใช้เวลาแน่นอน ดีที่วันนี้ยังเป็นวันตรุษจีน มีเวลาเพียงพอมาก
หยางยี่จิบกาแฟไปพลาง มองทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างอย่างไม่ใส่ใจไปพลาง
เหอเซี่ยเมืองแห่งนี้พิเศษมาก ไม่เหมือนเมืองอื่นที่สีสันฉูดฉาด ที่รอบด้านมีแต่ป้ายไฟนีออนหรือว่าเป็นเขตการค้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะไม่มีคลื่นมนุษย์เต็มไปทั่วทุกหนทุกแห่ง และลักษณะเมืองที่เบียดเสียดด้วย
บางทีเป็นเพราะเหอเซี่ยเป็นเมืองใหม่ที่เพิ่งเริ่มเติบโตมาได้ไม่กี่ปีนี้ เวลานี้ยังไม่ได้เชื่อมต่อกับนานาชาติอย่างเป็นทางการ ความรู้สึกที่สถานที่แห่งนี้มอบให้หยางยี่เสมือนเป็นเมืองโบราณแห่งหนึ่ง มีความรู้สึกคล้ายว่ามาที่เมืองชนบท อบอุ่นและสงบอย่างมาก ผู้คนที่นี่ล้วนกระตือรือร้นมากโดยเฉพาะตรงไปตรงมา ไม่เหมือนคนเหล่านั้นในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแผนการและจองหอง เหมาะแก่การพักผ่อนเยียวยาจิตใจอย่างมาก หรือว่าออกมาเที่ยวเล่น
เพราะที่นี่เหมือนสวรรค์อันผ่อนคลาย ชีวิตอันเนิบช้าทำให้จิตใจที่เหนื่อยล้าของคนพอจะได้รับการผ่อนคลาย อย่างเช่นหยางยี่ ดื่มด่ำช่วงเวลาในตอนนี้มากๆ
เพียงแต่ว่า หยางยี่เพิ่งนั่งลงมาได้สักสิบห้านาที ผู้หญิงคนหนึ่งที่ถือกระเป๋าแอร์เมสก็ปรากฏตัวอยู่ด้านข้างของเขาทันใด ตามมาด้วย หญิงสาวพินิจพิเคราะห์เขาแบบนิ่งๆ แวบหนึ่ง จึงนั่งลงมาฝั่งตรงข้ามเขาโดยตรงแบบไม่ถามอะไรสักคำ
บนหน้าของหญิงสาวแต่งหน้ามาอย่างงดงาม ดูขึ้นมามีความรู้สึกสูงส่งกว่ามาก ทว่าไม่เหมือนผู้หญิงเหล่านั้นที่สวยหยาดเยิ้ม แต่ก็ไม่ถือว่าดูแย่
ได้เพียงพูดว่าค่อนข้างไประดับกลาง อยู่ในประเภทที่อยู่ในฝูงชนไม่ได้สะดุดตา แต่เมื่อเทียบกับผู้หญิงธรรมดาทั่วไปแล้วถือว่ามีลักษณะสง่างามเพิ่มมาระดับหนึ่ง กลับอยู่ในประเภทที่ผู้ชายส่วนใหญ่ค่อนข้างชื่นชมและเคารพ
แต่ว่า การกระทำอันนี้ของหญิงสาวทำเอาหยางยี่มึนงงเต็มๆ เขาตะลึงครู่หนึ่ง จากนั้นถามอย่างสุภาพว่า “สวัสดีครับคุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครกันครับ?”
ดูจากลักษณะท่าทางของผู้หญิงคนนี้ก็ไม่เหมือนเป็นคนที่นิสัยสะเพร่าและไม่รู้จักมารยาทแบบนั้น แต่ว่าทำไมพอมาถึงก็นั่งลงตรงข้ามกับเขาเลย และไม่ถามสักหน่อยว่าเขายินยอมหรือไม่?
ในร้านนี้ เหมือนจะยังมีที่นั่งว่างมากมายนะ?
พอได้ยิน หญิงสาวมองหยางยี่แบบนิ่งๆ เสียงเย็นชาเต็มที่ “พอแล้ว เจอก็เจอกันแล้วยังแกล้งทำเป็นไม่รู้จักอะไร”
หยางยี่ตะลึงแล้ว
เครื่องหมายคำถามนับไม่ถ้วนวนเวียนในหัวสมองของเขา และแม้กระทั่งเขาไม่รู้ว่าควรต่อบทสนทนาอย่างไรดี?
ผู้หญิงคนนี้...หรือว่าสมองมีปัญหาแล้ว?
พวกเขารู้จักกันด้วยเหรอ?
ไม่รู้จักมั้ง?
“คือว่า...”
หลังจากหยางยี่ตะลึงครู่หนึ่งจึงตอบสนองกลับมาแล้ว บางทีผู้หญิงคนนี้คงจำคนผิดไป ดังนั้นเพิ่งอยากเอ่ยปากอธิบายให้ชัดเจน ก็ได้ยินผู้หญิงคนนั้นส่งเสียงพูดอีกครั้ง “พอแล้ว อะไรที่ปลอมพวกนั้นฉันไม่อยากพูดแล้ว ทุกคนก็เป็นผู้ใหญ่กันหมด โดยเฉพาะฉันรีบด้วย ในเมื่อมานัดดูตัว งั้นฉันจะพูดตรงๆ เลยนะ คุณมีบ้านไหม?”