ตอนที่ 151
บทที่ 151 ฐานที่เปลี่ยนไป และรอยแยกสีดำที่อยู่เหนือการควบคุม!
October 22, 2026
บทที่ 151 ฐานที่เปลี่ยนไป และรอยแยกสีดำที่อยู่เหนือการควบคุม!
“เวลาผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว สำนักหมื่นอสูรกำลังหวนกลับมาแน่ ๆ ข้าเกรงกลัวว่าสิ่งนี้จะทำให้สงครามนองเลือดเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง!”
พูดออกมาเช่นนี้
กู่ชางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
เขาคือผู้ปลุกพลังที่ได้เห็นสภาพแผ่นดินสมัยกลียุคเมื่อครั้งสำนักหมื่นอสูรเรืองอำนาจ
เมื่อครั้งที่สำนักหมื่นอสูรออกอาละวาดครั้งแรก แม้ว่าตอนนั้นเขาจะเป็นนายพลเมืองแล้ว แต่ความแข็งแกร่งก็ถือว่ายังต่ำมากนักเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เพราะงั้นกว่าเขาจะมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นั้นก็เป็นภายหลังจากที่สำนักหมื่นอสูรสงบลงแล้ว ดังนั้นจึงไม่รู้เลยว่าสำนักนี้มีความน่ากลัวขนาดไหน
ทว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน ครั้งที่สำนักหมื่นอสูรสามารถลอบสังหารผู้แข็งแกร่งไป ในตอนนั้นเขาได้เป็นจ้าวยุทธ์แล้ว และได้เข้าร่วมกับสงครามปราบสำนักหมื่นอสูรเต็มเต็ม เพราะงั้นจึงรู้ดีถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตที่สำนักนี้มี
ประสบการณ์ทั้งสองครั้งมันช่างตระหนักลึกในใจเขามากนัก
ด้วยเหตุนี้
เขาจึงค่อนข้างกังวลกลัวว่าสำนักหมื่นอสูรจะฟื้นคืนชีพอีกครั้งภายหลังจากได้ยินข่าวนี้
…
หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวบางส่วนจากที่กู่ชาง ฉู่โม่วก็เข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของสำนักหมื่นอสูร
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ เขาก็นึกถึงคำถามอย่างหนึ่งได้ และไม่รอช้าที่จะถามออกไป “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ เราจะสามารถแยกแยะผู้ปลุกพลังของสำนักหมื่นอสูรออกจากผู้ปลุกพลังทั่วไปได้ยังไง?”
กู่ชางอธิบาย “สำนักหมื่นอสูรจะบูชาอสูรเป็นหลัก กระบวนท่าของพวกเขาส่วนใหญ่จะได้มาจากพวกอสูร เพราะงั้นในช่วงที่พวกเขากำลังจะออกกระบวนท่า ร่างกายจะมีรูปร่างเหมือนสัตว์อสูรมากขึ้น เพราะท่าพวกนี้จะให้พลังในแบบอสูรมา ดังนั้นหากพบเจอจริง ๆ เราแยกได้ไม่ยากสักเท่าไร!”
“เพียงแต่ว่า…”
“ภายนอกของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดาเลย ตราบใดที่คนพวกนี้ไม่แสดงร่างที่แท้จริงออกมา การแยกพวกเขาออกจากคนทั่วไปก็ทำได้ยากมาก ๆ”
“นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเราจัดตั้งทีมตรวจสอบขึ้นมาน่ะครับ พวกเราหวังว่าจะสามารถควบคุมตัวผู้ปลุกพลังอสูรเหล่านี้ให้ได้เสียก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้น!”
ฉู่โม่วพยักหน้า
หลังจากนั้น เขาก็พูดคุยกับกู่ชางต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะกล่าวคำลาและแยกจากไป
ระหว่างทางกลับ ภายในหัวของเขาก็ไม่ได้สงบนัก
เรื่องที่คุยกับจ้าวยุทธ์กู่ชางทำให้เขาตระหนักได้ว่าสำนักหมื่นอสูรนั้นแข็งแกร่งมากจริง ๆ
แต่…
ความแข็งแกร่งของสำนักนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่!
ยังไงเสีย สำนักหมื่นอสูรก็เคยก่อเรื่องวุ่นวายให้กับมนุษยชาติมากถึงสองครั้งสองครา อีกทั้งเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องร้องตะโกนและเข้าสู้ทุกครั้งที่ได้เจอ ดังนั้นคนเหล่านี้ทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในความมืด และถ้าหากคิดจะเคลื่อนไหวจริง ๆ มันก็จำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวแบบช้ามาก ๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่เตะตา
“สำนักหมื่นอสูรถือเป็นศัตรูของมนุษยชาติที่รับรู้ได้โดยทั่วกัน แถมในตอนนี้ยังถูกฐานจงไห่คอยจับตามองไว้อีก ลำพังเพียงแค่ดูแลตัวเองไม่ให้เตะตาก็น่าจะหืดขึ้นหน้าแล้ว!”
“ต่อให้เจ้าพวกนั้นจะรู้ว่าฉันช่วยชีวิตหลี่โย่วเวยกับหลี่เสวียนจีเอาไว้ ก็คงจะไม่มีเวลามาหาเรื่องฉันหรอกมั้ง”
“ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีสัตว์อสูรที่เทียบเท่าราชันย์ยุทธ์ปรากฏตัวขึ้นมา มันน่าจะไม่มีปัญหาอะไร!”
ฉู่โม่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่…
นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาสบายใจได้เสียทีเดียว
พูดกันตามตรง การที่สำนักหมื่นอสูรไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกนี้จะไม่เคลื่อนไหว
ดังนั้นเขาไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้
ในสายตาของฉู่โม่ว ยังไงเสียสำนักหมื่นอสูรก็ยังถือเป็นศัตรูที่ร้ายกาจอยู่ดี!
“ฉันต้องเร่งทำให้ตัวเองแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด ความแข็งแกร่งจะช่วยจัดการทุกอย่างให้ได้!”
เขาคิดกับตนเอง
ตราบใดก็ตามที่เขามีเวลาในการฝึกฝนเพิ่ม ต่อให้เป็นสัตว์อสูรระดับ 7 ก็ไม่คณามือเขาอย่างแน่นอน!
เมื่อตอนนั้นมาถึง
ต่อให้สำนักหมื่นอสูรจะรู้ว่าเขาช่วยลูกหลานตระกูลหลี่เอาไว้ แล้วพวกนั้นจะทำอะไรได้?
ถ้าอยากจะบุกมาหาถึงหน้าประตูก็เชิญเลย ถึงจะเป็นสำนักหมื่นอสูรฉันก็ไม่รังเกียจที่จะจับถอนรากถอนโคนด้วยหรอกนะ!
กลับมายังคฤหาสน์
ฉู่โม่วก็พบว่าเฉิยซีเวยยังไม่กลับมาจากป่า
ภายหลังจากที่ติดต่อกับทางเสี่ยวจินแล้ว เขาก็โล่งใจที่อสูรรับใช้ที่ไว้ใจได้นี้บอกกับว่าทุกอย่างปกติดี ไม่มีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นกับเธอ
เพราะงั้น ถึงเวลาที่ฉู่โม่วจะต้องฝึกฝนบ้างแล้ว
“เพิ่มความแข็งแกร่งก่อน!”
“ฝึกฝนคัมภีร์มังกรคชสารอมตะ!”
…
ในขณะที่ฉู่โม่วกำลังฝึกฝนอยู่นั้นเอง
ทางตำหนักลับแห่งสวรรค์ก็ส่งผู้ปลุกพลังเข้าร่วมกับสามตระกูลใหญ่และพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้ว เพื่อออกลาดตระเวนทั่วทั้งฐานด้วย
ช่วงเวลาเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องจับตาดูเอาไว้
สิ่งที่เป็นข่าวคราวเกี่ยวกับสำนักหมื่นอสูรนี้ จะให้คนทั่วไปรู้ไม่ได้
เพราะพวกเขายังคงจดจำได้ดีถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะมั่นใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง หากมีข่าวหลุดไปก่อน มันจะทำให้คนหมู่มากเกิดความหวาดกลัว และจะทำให้สถานการณ์ควบคุมได้ยาก
ทว่าเมื่อเหล่าทีมสำรวจที่เกิดจากความร่วมมือกันของหลาย ๆ ฝ่ายเริ่มลงพื้นที่ในฐาน
ผู้ปลุกพลังและชาวบ้านทั่วไปต่างอดที่จะตกใจไม่ได้
“นี่ฉันกำลังตาฝาดหรือเปล่าเนี่ย?”
“หลาย ๆ กำลังหลักร่วมมือกันเดินลาดตระเวนงั้นเหรอ? เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“หรือว่าข้างนอกนั่นจะมีทัพสัตว์อสูรก่อตัวอีกแล้ว!?”
“นายจะไปกลัวทำไม ต่อให้มีพวกสัตว์อสูรคิดจะบุกเข้ามา พวกเราก็มีค่ายกลเวทขนาดใหญ่ที่คอยปกป้องฐานของพวกเราอยู่แล้ว ไม่มีอสูรตัวไหนพังมันเข้ามาได้หรอก!”
“ใช่ ๆ”
“ยังไงก็เถอะ การที่กองกำลังหลักของฐานมาร่วมมือกันเช่นนี้ ฉันว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ… แต่ก็เดาไม่ออกเลยแฮะว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้อีก”
หลายคนเริ่มปรึกษากันเอง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มชินกับภาพนี้
จนกระทั่ง…
เรื่องราวบทใหม่ได้ถูกเขียนทับลงมาท่ามกลางความสงบสุขนี้ ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วภายในฐานจินหลิงราวกับไฟลามทุ่ง!
ข่าวใหญ่ที่ไม่อาจจะทำให้ผู้ดูแลฐานแต่ละคนนั่งเฉยอยู่ได้
ตามปกติแล้ว ฐานขนาดใหญ่จะมีรอยแยกมิติมากมายเกิดขึ้นที่ภายนอกฐาน และภายในรอยแยกมิติเหล่านี้ก็มีสัตว์อสูรมากมายอาศัยอยู่ ซึ่งฐานขนาดใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบและป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรเหล่านี้ออกมาสร้างปัญหาให้กับฐานอื่น ๆ
ยึดตามความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรที่อยู่ภายในรอยแยก มนุษย์ได้แบ่งพวกมันไว้เป็นสี่ระดับ จากสูงไปต่ำ ได้แก่ ‘สวรรค์ โลก สีดำ และสีเหลือง’
ท่ามกลางระดับเหล่านี้ รอยแยกที่มีสัตว์อสูรระดับ 5 อยู่เป็นจำนวนมากจะถูกตีไปว่าเป็นสีเหลืองโดยปริยาย
ในขณะที่รอยแยกที่มีสัตว์อสูรระดับ 6 อยู่จะถือเป็นสีดำ