ตอนที่ 184
บทที่ 184 กระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหาร และกลายเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณ!
October 22, 2026
บทที่ 184 กระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหาร และกลายเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณ!
ไม่นานนัก
แผนที่ดวงดาวนี้ก็พัฒนาขึ้น และเมื่อเสียง ‘ฟู่’ จางหายไป เส้นทางเดินที่เคยปรากฏบนแผนที่ก็สูญเสียอณูแห่งชีวิตทั้งหมด มันผุพังก่อนจะร่วงลงมาจากกำแพง
ส่วนของฉู่โม่ว
เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
ยากที่จะรู้ได้ว่าผ่านไปนานขนาดไหนกว่าเขาจะรู้สึกตัว และทันทีที่รู้สึกตัว ฉู่โม่วก็เริ่มพูดพึมพำขึ้นมา “นี่มัน… หนทางสู่การฝึกฝนจิตวิญญาณจริง ๆ ด้วย!”
ความตกตะลึงมากมายแอบซ่อนอยู่ในประโยคดังกล่าว
สำหรับสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘หนทางฝึกฝนจิตวิญญาณ’ นั้น
เมื่อเดาจากชื่อของมันเอง มันคือวิธีที่จะทำให้ผู้ปลุกพลังสามารถฝึกฝนจิตวิญญาณเพื่อพัฒนาเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณได้!
ผู้ใช้จิตวิญญาณจะมีวิธีฝึกฝนที่แตกต่างกับการฝึกยุทธ์โดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่สามารถใช้การฝึกทางกายภาพได้ แต่จะใช้วิธีที่เรียกว่า ‘วิธีฝึกจิตวิญญาณ’ โดยเฉพาะ สิ่งนี้คล้ายกับการฝึกใช้เวทคาถา ไม่เพียงแต่ต้องควบคุมพลังในการโจมตีใส่จิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ แต่ยังต้องควบคุมพลังที่บรรจุลงไปในอาวุธเพื่อสร้างความเสียหายแก่กายหยาบของศัตรูอีกที
เพียงแค่ขั้นต้นก็สามารถเป็นอาวุธสังหารที่ร้ายแรงได้แล้ว มันสามารถโจมตีใส่ศัตรูที่อยู่ออกไปนับร้อยนับพันเมตรได้
โดยที่ตนไม่ต้องขยับไปไหนเลย!
หากตั้งใจฝึกให้ลึกมากไปกว่านั้น จากระยะนับพันเมตรก็สามารถขยับไปได้ไกลถึงนับหมื่นนับแสนเมตรได้ในอนาคต และมีโอกาสที่จะสังหารศัตรูได้เพียงแค่คิดด้วย!
โดยปกติแล้ว
หากขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณแล้ว ไม่ว่าจะระดับไหนก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน
แต่..
กว่าจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณจำเป็นต้องผ่านการพยายามและเงื่อนไขต่าง ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อปลุกพลังวิญญาณในร่างขึ้นมา
ส่วนพลังวิญญาณคืออะไร ตัวเขาเองยังไม่เข้าใจเรื่องนี้นัก
เพราะแบบนี้ จำนวนของผู้ใช้จิตวิญญาณจึงมีปริมาณที่น้อยมาก ๆ แถมในจำนวนที่มีน้อย ผู้ใช้จิตวิญญาณที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก
หลัก ๆ แล้ว
เป็นเพราะร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้ใช้จิตวิญญาณตั้งแต่ต้น
ขนาดฉู่โม่วที่ได้ฝึกอย่างหนักมาตั้งแต่ฐานลู่หยางจนถึงฐานจินหลิงเองก็ยังไม่เคยเจอผู้ใช้จิตวิญญาณเลย
ไม่แม้แต่จะเคยได้ยินด้วย!
ดังนั้นนี่ก็ชัดเจนแล้วว่าผู้ใช้จิตวิญญาณหาได้ยากมากขนาดไหน
และในตอนนี้…
ไม่ว่าจะอย่างไร ฉู่โม่วก็ได้วิธีการฝึกฝนจิตวิญญาณมาจากแผนที่ดวงดาวนี้แล้ว!
ความตกใจที่ประจักษ์อยู่ในใจฉู่โม่วถือเป็นหลักฐานสำคัญได้ดีว่าเรื่องนี้มันใหญ่มาก ๆ
‘กระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหาร!’
ชื่อนี้ คือชื่อกระบวนท่าที่บันทึกไว้ในแผนที่ดวงดาว
นึกถึงกระบวนท่าฝึกฝนจิตวิญญาณนี้ขึ้นได้ในหัว ฉู่โม่วก็พูดพึมพำ “ยึดตามวิธีที่ระบุไว้ในกระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหาร”
“มีเพียงสามวิธีเท่านั้นที่จะสามารถฝึกฝนจิตวิญญาณได้”
“วิธีแรก คือการปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นด้วยตนเอง”
“วิธีนี้เป็นวิธีที่เน้นพึ่งพาความสามารถของตนเอง ซึ่งหาผู้ที่จะสามารถใช้มันได้ค่อนข้างยาก ในประชากรพันล้านคน อาจจะมีไม่ถึงหนึ่งคนเลยด้วยซ้ำที่จะใช้วิธีนี้ได้ และต่อให้จะมีคนที่มีโอกาสใช้วิธีนี้ได้ แต่จิตวิญญาณที่ตื่นขึ้นมาก็ยังมีระดับตั้งแต่สูงไปต่ำอยู่ดี ผู้ที่ไร้ซึ่งสมรรถนะอาจจะไม่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณภายหลังจากที่มันตื่นขึ้นมาแล้วได้อีกตลอดชีวิต แต่เขายังสามารถเติบใหญ่เป็นจ้าวยุทธ์หรือราชันย์ยุทธ์ได้อยู่… ดังนั้นแล้วพวกเขาไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องพลังจิตวิญญาณนี้ก็ยังได้!”
“วิธีที่สอง พึ่งพลังของบุปผาวิญญาณสวรรค์!”
บุปผาวิญญาณสวรรค์ ถือเป็นสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ที่หายากมาก ๆ ผู้ปลุกพลังที่ได้กลืนกินมันเข้าไป จะช่วยทำให้สมองได้รับการกระตุ้นและปลุกพลังจิตวิญญาณขึ้นมาได้
แต่ฉู่โม่วไม่มีสมบัติแห่งโลกและสวรรค์อย่างบุปผาวิญญาณสวรรค์นั่นหรอก
“และวิธีที่สาม…”
“พึ่งพาสมบัติแห่งโลกและสวรรค์บางอย่างที่มีพลังในการกระตุ้นพลังของสมอง!”
อย่างที่รู้กันดี
ว่าสมองมนุษย์มีศักยภาพมหาศาลและยังคงไว้ซึ่งความลับมากมายอีกด้วย
ผู้คนทั่วไปนั้นจะสามารถใช้สมองได้แค่ 3-5% เท่านั้น ในขณะที่อีกกว่า 90% ที่เหลือยังคงไม่ได้ถูกใช้งานเลย
หากสมองถูกพัฒนาได้มากขึ้น มันก็จะยิ่งทำให้มนุษย์สามารถครอบครองพลังที่วิเศษมากขึ้นไปอีกได้อย่างไม่จำกัด
และในโลกใบนี้ สมบัติแห่งโลกและสวรรค์ที่ถูกสรรสร้างขึ้นมาบางชิ้น มีพลังในการช่วยพัฒนาสมองของมนุษย์โดยตรง ในส่วนของการพัฒนาสมอง หากพัฒนาจนถึงระดับหนึ่งแล้ว มันจะช่วยให้มนุษย์คนนั้น ๆ สามารถดูดซับพลังงานของอวกาศเข้ามาได้ และปลุกพลังแห่งจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมา
คิดได้ดังนั้น แววตาของฉู่โม่วก็เปล่งประกายแสงเล็กน้อยออกมา
ภายในวิธีทั้งสามวิธีนี้ เขาเลือกตัดวิธีที่หนึ่งกับสองออกไปจากความสนใจ
และในส่วนของวิธีที่สาม…
เพราะฉู่โม่วเคยกินพฤกษาเพลิงดอกผลึกเข้าไปก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นสมองของเขาได้ถูกพัฒนาแล้ว ด้วยเหตุนี้ฉู่โม่วจึงมีความหวังน้อย ๆ ว่าจะสามารถฝึกฝนเพื่อปลุกพลังแห่งจิตวิญญาณภายในตัวให้ตื่นขึ้นมาได้
ดังนั้น
สำหรับเขา วิธีที่สามถือว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำให้ฉู่โม่วปลุกพลังแห่งจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นได้!
‘หวังว่าพฤกษาเพลิงดอกผลึกนั่นจะเพียงพอนะ!’
ตระหนักเช่นนั้นแล้ว
ฉู่โม่วจึงเริ่มนั่งขัดสมาธิตามที่วิธีการฝึกกล่าวไว้ ใช้กระบวนท่าที่ทำให้หัวใจทั้งห้าเผชิญหน้ากับฟากฟ้าและหลับตาลงเพื่อเริ่มการฝึกฝน
การเข้าฌานเริ่มดำเนินขึ้น
สมาธิของเขามุ่งเข้าไปที่สมองของตนเองโดยตรง
เขาสัมผัสได้ถึงแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นมาเป็นจุดตามลำตัว เสมือนว่าเป็นหิ่งห้อยที่ปลดปล่อยแสงกะพริบออกมาจาง ๆ
นี่คือ พลังงานอวกาศ!
สิ่งนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งโลก
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ปลุกพลังเริ่มฝึกฝนจิตวิญญาณ เขาจะสามารถ ‘มองเห็น’ การมีอยู่ของพลังงานอวกาศเหล่านี้ได้ผ่านจิตวิญญาณในร่างกาย
ทว่า…
ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือ การนำพลังงานอวกาศนี้เข้าไปในสมองต่างหาก!
ถ้าหากยังไม่สามารถปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ปลุกพลังที่ไม่ได้รับการฝึกฝน เขาจะไม่มีทางดูดซึมอณูแห่งชีวิตเข้าไปในร่างกายได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้
ภายหลังจากที่ปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้แล้ว ฉู่โม่วก็พยายามจะดึงดูดและดูดกลืนพลังงานอวกาศเข้ามาในสมองให้ได้มากที่สุด
แต่ไม่ว่าจะพยายามดูดกลืนมันอย่างไร พลังงานอวกาศเหล่านี้กลับไม่ได้ตอบสนองเขา ทั้งยังลอยผ่านไปราวกับไม่เห็นว่ามีเขาอยู่ตรงนี้
“อะไรกันน่ะ? กำลังจะบอกว่าฉันยังไม่ได้ปลุกจิตวิญญาณขึ้นมางั้นเหรอ?”
ฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจและผิดหวังนิดหน่อย
ทั้งที่เขาได้รับกระบวนท่าฝึกจิตวิญญาณที่หายากและทรงพลังมาแล้วแท้ ๆ แต่กลับใช้มันฝึกฝนไม่ได้งั้นเหรอ? แบบนี้จะให้ยอมทำใจง่าย ๆ ได้ยังไงกัน!
“ลองดูอีกสักตั้งก็แล้วกัน!”
เขาเริ่มรวบรวมสมาธิที่แตกกระเจิงไปก่อนหน้ากลับมาอีกครั้ง ตั้งเป้าไว้กับการฝึกฝนและเริ่มรวบรวมพลังงานอวกาศรอบ ๆ ตัวอีกรอบหนึ่ง
ทว่าผลลัพธ์ยังเป็นเช่นเดิม ฉู่โม่วไม่สามารถทำให้พลังงานอวกาศตอบสนองได้เลย