ตอนที่ 289
บทที่ 289 มุ่งหน้าไปยังชายหาด เกิดอะไรขึ้นกับแนวป้องกันชายฝั่ง?
October 22, 2026
บทที่ 289 มุ่งหน้าไปยังชายหาด เกิดอะไรขึ้นกับแนวป้องกันชายฝั่ง?
ในคืนนั้น
ทั้งสองเลือกที่จะพักอยู่ในบ้านที่พวกตนเคยอยู่เป็นเวลาหนึ่งวัน
ในวันที่สอง ทั้งคู่ไม่มีใครมีอะไรต้องทำเป็นพิเศษ ดังนั้นภายหลังจากที่ออกมาจากบ้าน ปิดประตูล็อกให้เรียบร้อย แล้วเดินทางไปยังสถาบันลำดับ 1 แห่งลู่หยางเพื่อไปพบกับผู้อำนวยการเสิ่นจิ้น
สิ่งนี้เฉินซีเวยเป็นคนเอ่ยขอ
ยังไงเสีย เสิ่นจิ้นนั้นก็เป็นอาจารย์คนหนึ่งที่เคยสอนเธอครั้งยังอยู่ในฐานลู่หยางนี้ เขาสอนให้เธอได้รู้จักกับวรยุทธ์และเติบใหญ่มาถึงทุกวันนี้ได้
ในเมื่อเธอมีโอกาสได้กลับมาที่ฐาน เธอจึงอยากจะไปพบเขาสักหน่อย
เมื่อมาถึงที่หน้าทางเข้า ทั้งสองก็ต้องหยุดอยู่ตรงนั้นก่อน
สิ่งที่อยู่ตรงนี้ มันสะกดพวกเขาไว้
รายชื่อศิษย์เก่าอันทรงเกียรติที่สร้างขึ้นมาประดับด้านหน้าสถาบัน ฉู่โม่วสังเกตเห็นชื่อของพวกเขาอยู่บนนั้นด้วย
[ฉู่โม่ว : จบจากสถาบันลำดับ 1 แห่งลู่หยาง เมื่อครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรที่หมายโจมตีฐานลู่หยาง เขาสามารถกำราบสัตว์อสูรระดับ 5 ได้ด้วยพลังของตนเอง และช่วยให้ฐานลู่หยางรอดพ้นภัยในครั้งนั้นไปได้ และในยามที่ได้ย้ายไปยังฐานจินหลิง เขาก็ได้สร้างกองกำลังระดับสุดยอดอย่าง ‘ตำหนักลับแห่งสวรรค์’ และขึ้นเป็นเจ้าตำหนักคนแรก ปัจจุบันมีพลังระดับจ้าวยุทธ์]
[เฉินซีเวย : จบจากสถาบันลำดับ 1 แห่งลู่หยาง ด้วยศักยภาพในพรสวรรค์ที่ยากจะหาตัวจับ เธอเป็นอันดับหนึ่งในการทำภารกิจ เมื่อย้ายไปยังฐานจินหลิง ได้สร้างกองกำลังระดับสุดยอดอย่าง ‘ตำหนักลับแห่งสวรรค์’ ดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าตำหนักคนแรก ปัจจุบันมีพลังระดับนายพลเมือง]
ภาพและข้อมูลต่าง ๆ ของทั้งสองถูกแสดงให้เห็นอยู่ด้านบนสุดของรายชื่อศิษย์เก่าผู้ทรงเกียรติ ซึ่งเป็นที่สะดุดตาให้กับเหล่าผู้คนรวมถึงนักเรียนทุกคนที่เดินเข้าสถาบันมา
เห็นเช่นนั้น
ทั้งฉู่โม่วและเฉินซีเวยอดไม่ได้ที่จะหันหน้ามองกันเอง ก่อนต่างฝ่ายต่างยิ้มออกมา
พวกเขาเดินตรงเข้าไปยังห้องของผู้อำนวยการเพื่อพบกับเสิ่นจิ้น
ในตอนแรกที่ชายเจ้าของห้องเห็นทั้งสองเดินเข้ามา เขาไม่กล้ามั่นใจว่านี่คือสองศิษย์เก่าผู้ทรงเกียรติของเขา จนกระทั่งเห็นหนุ่มสาวทั้งสองชัด ๆ ความดีใจก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของชายชราทันทีพร้อมกับลุกขึ้นมาคุยกับทั้งสองคน
ทั้งสามหาที่นั่งคุยกันภายในห้องนั้น
บทสนทนาเริ่มตั้งแต่ในวันที่ทั้งเฉินซีเวยและฉู่โม่วยังเป็นนักเรียนในสถาบัน วันวานที่ได้ช่วยกันกำราบฝูงสัตว์อสูรที่เข้าโจมตีฐานลู่หยางไปถึงชีวิตของฉู่โม่วหลังจากออกจากฐานไป เพราะมีนักเรียนในสถาบันหลายคนที่ยกย่องเขาเป็นต้นแบบ
จากนั้น
เสิ่นจิ้นก็ถามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทั้งฉู่โม่วและเฉินซีเวยได้พบเจอตลอดเวลาที่ผ่านมานี้
ชายชราผู้นี้ดูจะปลาบปลื้มใจมาก ๆ หลังจากที่ได้รู้ว่าลูกศิษย์ของเขาทั้งสองได้ไปเติบใหญ่ในสุดยอดฐานจงไห่ พร้อมทั้งแต่งงานและประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ว่าเสิ่นจิ้นเองจะเป็นผู้ปลุกพลังเหมือนกัน
แต่เขาไม่เหมือนกับผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ เพราะตัวเขานั้นชอบที่จะดูแล สอนสั่ง และให้ความรู้กับผู้คนมากกว่า ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว แต่มันก็ไม่มีวี่แววเลยว่าเขาจะสามารถเป็นนายพลเมืองได้ในช่วงชีวิตที่เหลือนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาได้สั่งสอนผู้ปลุกพลังมากมายในฐานนี้แท้ ๆ
หลายสิบปีที่ผ่านมา เขาเลือกที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการที่สถาบันแห่งนี้ ไม่เคยคิดอยากจะไปแข่งขันอำนาจหรือพลังกับใครเลย
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมฉู่โมวถึงเคารพคนคนนี้
ภายหลังจากที่คุยกันมาเนิ่นนาน ฉู่โมวและเฉินซีเวยก็เลือกที่จะเดินทางต่อ
เสิ่นจิ้นเดินไปส่งทั้งสองที่หน้าประตูด้วยตนเอง มองจนกระทั่งพวกเขาเดินจากไปจนลับสายตาถึงค่อยหันกลับมาด้วยความอิ่มเอมใจ
ชายชรากลับมายังห้องทำงานของตนเอง
ก่อนที่เขาจะได้จัดการงานต่าง ๆ ของฐานแห่งนี้ เขาก็พบเข้ากับกระเป๋าเก็บของใบหนึ่งบนโต๊ะของเขาเอง
เมื่อเปิดมันออกมาดู
ก็พบว่าภายในนั้นมีลูกบาศก์มิติอยู่นับสิบลูก ม้วนคัมภีร์กระบวนท่ามากมายรวมถึงหินปฐมกาลอีกนับไม่ถ้วน นับ ๆ ดูแล้วสิ่งเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันอย่างน้อยก็น่าจะแสนล้าน!
มันมีมูลค่าสูงมาก
สำหรับปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้ มันน่าตื้นตันใจจนไม่สามารถบรรยายด้วยถ้อยคำใด ๆ ได้เลย
พูดอย่างไม่ยกยอเลย
หากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วละก็ ของเหล่านี้หากนำมาใช้ในการฝึกฝน มันเพียงพอจะส่งเขาขึ้นเป็นนายพลเมืองได้เลย
ชัดเจนแล้วว่า สิ่งนี้คือของฝากจากฉู่โม่วและเฉินซีเวยที่ทิ้งไว้ให้เขา เพราะทั้งสองกลัวว่าเขาจะไม่ยอมรับไว้ จึงเลือกที่จะวางทิ้งไว้ให้เช่นนี้แทน
“พวกเธอนี่มัน…”
เสิ่นจิ้นพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ ๆ
…
ที่ด้านนอกฐานลู่หยาง
ตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว ท้องฟ้าจึงเริ่มมืดลง เหลือก็แต่แสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ หมดลงไป
ฉู่โม่วและเฉินซีเวยยืนอยู่กลางอากาศ พลางมองกลับไปยังฐานลู่หยางท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านในช่วงโพล้เพล้… บรรยากาศเงียบสงบพร้อมกับหมอกจาง ๆ ที่เริ่มก่อตัวจนภาพรอบตัวสลัวลง หมอกเหล่านี้กลืนกินฐานขนาดเล็กให้เข้าไปหลบอยู่ใต้ราตรีที่ไร้แสงตะวัน
ทั้งสองยังคงดูภาพนี้อยู่อีกพักใหญ่ ๆ
“ที่รัก ไปกันเถอะ”
เฉินซีเวยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่อ่อนโยน
“อ่า นั่นสินะ”
ฉู่โม่วพยักหน้ารับ ก่อนจะอัญเชิญเสี่ยวจินออกมาเพื่อพาพวกเขาไปจากที่นี่
สายลมเข้ามาห่อหุ้มร่างของพญาหงส์ทองคำเอาไว้
เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองร่างบนหลังหล่นร่วงขณะทะยานด้วยความเร็วสูง
ในทันทีที่ร่างของเสี่ยวจินเปล่งแสงสีทองอร่าม ร่างของมันก็พุ่งออกไปในทิศทางตรงกันข้ามกับฐานลู่หยางราวกับดาวตกทองคำ ในสายตาของผู้ปลุกพลังทั้งสองที่อยู่บนหลังพญาหงส์ยักษ์ ภาพของฐานลู่หยางค่อย ๆ เล็กลง ๆ จนกระทั่งมองไม่เห็น จากนั้นพวกเขาจึงได้ละสายตาออกไป