ตอนที่ 334
บทที่ 334 ค่ายกลลวงตาที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางหุบเขา สำนักวิถีอากาศ!
October 22, 2026
บทที่ 334 ค่ายกลลวงตาที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางหุบเขา สำนักวิถีอากาศ!
แม้ว่าทะเลสาบนี้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีรัศมีหลายร้อยเมตร
หลังจากที่ฉู่โม่วจับปลาอยู่พักหนึ่ง ชายหนุ่มก็สามารถจับปลาแสงเงินในทะเลสาบได้หลายพันตัว
ฉู่โม่วอยากแบ่งมันให้กับราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง แต่เธอก็ปฏิเสธ
เพราะเธอได้รับสมบัติที่อยากได้อย่างพฤกษาม่วงสวรรค์ลวงตามาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นกำไรอย่างมากสำหรับเธอ ดังนั้นจึงปฏิเสธชายหนุ่มไป
เมื่อฉู่โม่วเห็นอย่างนั้นก็ไม่อยากฝืนใจเธอ จึงจับเอาปลาทั้งหมดใส่ในมิติพกพา
โดยตั้งใจว่าเมื่อเขากลับไปถึงสุดยอดฐานจงไห่ จะเอาไปเป็นของฝากแก่เฉินซีเวยและลูกศิษย์อีกสองคน
หรือหากจะกินเอง บางทีเขาอาจปลุกพรสวรรค์ธาตุแสงขึ้นได้สำเร็จ
สำหรับเวลาที่เหลือ
ฉู่โม่วกับราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง ได้เข้าไปสำรวจในสถานที่ต่าง ๆ ทีละแห่ง ภายใต้การนำของนกล่าสมบัติ
ซึ่งแต่ละที่ที่พวกเขาไป ต่างก็พบสมบัติล้ำค่าแห่งสวรรค์และโลก
สมบัติแต่ละอย่างมักมีสัตว์อสูรจำนวนมากคอยเฝ้าดูแล มีถึงกระทั่งสัตว์อสูรระดับ 8 ที่ทรงพลัง หากแต่เมื่อเผชิญหน้ากับฉู่โม่วและราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งแล้วนั้น เหล่าสัตว์อสูรต่างก็ตายตกหรือหนีหัวซุกหัวซุนกันไป
วันเวลาผ่านไปในพริบตา
ฉู่โม่วเก็บเกี่ยวสมบัติได้มากมาย หากนำไปขายจะสามารถแลกหินปฐมกาลระดับต่ำได้ถึงห้าล้านล้านก้อนเลยทีเดียว
หรือแม้กระทั่งสมบัติลับบางอย่างที่หายากจนไม่อาจประเมินค่าได้
ณ ปัจจุบัน
ฉู่โม่วและราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งได้เดินทางมาถึงเทือกเขาแห่งหนึ่ง
เทือกเขานี้มีขนาดกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปไกลหลายหมื่นกิโลเมตร มองไปรอบ ๆ มียอดขุนเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้าอยู่ทุกหนแห่ง
ภายในหุบเขานั้น ทั้งสองได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรสะท้อนออกมาอย่างแผ่วเบา
“เจ้านาย ฉันรู้สึกถึงพลังที่ผันผวนออกมาจากหุบเขา มันแข็งแกร่งมาก!”
เจ้านกพูดขึ้นอย่างกะทันหัน
“ลองเข้าไปดูหน่อยสิ!”
ฉู่โม่วสั่ง
นกล่าสมบัติพยักหน้า ก่อนจะกระพือปีกบินนำทาง ในขณะที่ฉู่โม่วและราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งตามไปติด ๆ
เพียงไม่นาน
พวกเขาก็ข้ามผ่านยอดเขาลูกแล้วลูกเล่า ทันใดนั้นก็มาถึงหน้าผา
“เจ้านาย ที่นี่แหละ!”
นกล่าสมบัติพูด พลางมองไปที่หน้าผาเบื้องหน้า
“ที่นี่หมายถึงอะไรเหรอ?”
ฉู่โม่วงงงวยเล็กน้อย
ข้างหน้าเป็นเหวลึกที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ทำไมเจ้านกนี่ถึงบอกว่าอยู่ตรงนี้
ฉู่โม่วกระตุ้นพรสวรรค์ห้วงมิติเพื่อสัมผัสพื้นที่โดยรอบ และในไม่ช้าเขาก็สังเกตเห็นความผันผวนที่ผิดปกติบางอย่างซึ่งมาจากกลางเวหาที่ว่างเปล่าบนหน้าผาด้านหน้าเขา แต่ก็ไม่อาจสัมผัสได้ชัดเจนนัก
หลังจากวิเคราะห์ดูแล้ว ฉู่โม่วจึงเปิดใช้งานพลังเนตรทันที ลำแสงสองสายพลันพุ่งออกมาจากดวงตาของเขา และจ้องมองสำรวจอย่างระมัดระวัง
“ตรงหน้าเป็นค่ายกลเวทลวงตาขนาดใหญ่งั้นเหรอ!”
ฉู่โม่วตกใจ
ภายใต้พลังเนตรของเขา
เห็นได้ชัดเจนว่าตรงหน้าผาข้างหน้ามีค่ายกลลวงตาทำงานอยู่
มันลึกล้ำและซับซ้อนมาก
แม้ฉู่โม่วจะสามารถมองเห็นรูปแบบค่ายกลของมันได้อย่างชัดเจน ผ่านพลังเนตรในขณะนี้
แต่พรสวรรค์ด้านห้วงมิติ กลับตรวจจับความผันผวนมันได้อย่างคลุมเครือเท่านั้น
หากไม่รู้ก่อนล่วงหน้า ก็ไม่มีทางหามันพบอย่างเด็ดขาด
“ค่ายกลใหญ่นี้ถูกสร้างขึ้นอย่างชาญฉลาดมาก เกรงว่ามันต้องซ่อนอะไรบางอย่างไว้แน่ ๆ!”
ฉู่โม่วมีท่าทางตื่นเต้น
ก่อนจะหันไปพูดคุยกับราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง
หลังจากเธอได้ฟังก็แสดงความประหลาดใจออกมาเช่นกัน
ค่ายกลเวทขนาดใหญ่โตกลับถูกอำพรางปกปิดไว้ แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่น่าอัศจรรย์ซุกซ่อนอยู่ภายในอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นเรามาจัดการค่ายกลแล้วเข้าไปกันเถอะ!”
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งกล่าว
ฉู่โม่วพยักหน้า ก่อนจะหยิบกระบี่สารทสังหารออกมา แล้วฟันลงไปยังค่ายกลตรงหน้า
ทั้งคู่โจมตีประสานกัน
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งระดมยิงออกไป
เมื่อราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวโจมตีแบบเต็มกำลังพร้อม ๆ กัน ทำให้สร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล
แม้ว่ารูปแบบค่ายกลขนาดใหญ่นี้จะดูแข็งแกร่งมาก แต่มันก็ถูกเปิดใช้งานมานานหลายปี ทำให้พลังป้องกันลดลงไปมากเช่นกัน มิหนำซ้ำ ยังถูกระดมโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน
ตูม ตูม ตูม!
เสียงระเบิดดังไม่ขาดสาย
ค่ายกลป้องกันก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงภายใต้การโจมตีที่น่าพรั่นพรึงนี้
หลังจากนั้นไม่นาน
พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังกึกก้อง ค่ายกลได้พังทลายลงโดยทันที ก่อนจะเผยให้เห็นประตูที่อยู่ห่างออกไปประมาณสามเมตร
เมื่อมองลอดประตูเข้าไป ก็สามารถมองเห็นเป็นตำหนักโบราณเก่าทรุดโทรม และภายในที่ถูกบดบังอย่างคลุมเครือ
ทันใดนั้น พลันมีพลังอณูแห่งชีวิตจำนวนมากเล็ดลอดออกมาตามประตู
“มันเป็นซากปรักหักพังจริง ๆ ด้วย!”
เมื่อเห็นฉากนี้ ทั้งสองก็ยิ้มขึ้นมาทันที
ในเวลาต่อมา
พวกเขาบินเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อเข้ามายังด้านใน
ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ถึงพลังอันน่าเกรงขามที่พุ่งปะทะเข้าที่ใบหน้า
ในเวลาเดียวกัน พลังที่มองไม่เห็นก็พัดผ่านตามมาราวกับคลื่นในมหาสมุทร ทำให้ดวงตาของเขามืดบอดลง
วินาทีต่อมา เขาก็กลับมามองเห็นอย่างชัดเจนอีกครั้ง ก่อนที่ฉากรอบข้างจะเปลี่ยนไป
ต่อหน้าต่อตาเขา…
เดิมสถานที่นี้เป็นซากปรักหักพังของตำหนักที่ทรุดโทรม
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตำหนักใหม่เอี่ยมที่เต็มไปด้วยรัศมีน่าเกรงขามเปล่งแสงออกมา
เป็นเวลาเดียวกัน
บริเวณรอบตำหนักเต็มไปด้วยขุนเขาที่ตั้งตระหง่าน มีเสียงนกร้องและกลิ่นหอมจากดอกไม้มากมาย หญ้าวิญญาณมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มีสัตว์โบราณหายากและดูแปลกตามากมายโบยบินอยู่บนท้องฟ้า ไกลออกไปมีเสียงระฆังก้องกังวานอยู่
คล้ายเป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น ก็มีลำแสงมากมายพุ่งออกมาจากตำหนัก และบินไปทางด้านหลังของภูเขา
ลำแสงเหล่านี้เป็นผู้ปลุกพลังทั้งหมด รัศมีของพวกเขาแข็งแกร่งมาก อย่างน้อยสุดก็ขั้นราชันย์ยุทธ์ หรือแม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์สูงสุดก็ปรากฏในหมู่พวกเขา