ตอนที่ 341
บทที่ 341 มรดกตกทอดจากสำนัก และ การกลับมาของหยกเบิกนภา!
October 22, 2026
บทที่ 341 มรดกตกทอดจากสำนัก และ การกลับมาของหยกเบิกนภา!
สำนักวิถีอากาศ และโถงผู้อาวุโส
ผู้อาวุโสสูงสุดในคราบชายชราผู้มีหนวดและเคราสีขาวกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ที่ด้านซ้ายและขวาของเขามีเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงกว่าสิบคนกำลังนั่งเรียงรายเป็นแถวกันอยู่ หรือแม้แต่บรรพบุรุษของสำนักเองก็ยังตาม ๆ กันมา และรวมกันอยู่ที่นี่
บรรพบุรุษเหล่านี้เป็นเสาหลักของสำนักวิถีอากาศ เป็นผู้ก่อตั้งที่ทำให้สำนักวิถีอากาศกลายมาเป็นมหาอำนาจแห่งเขตแดนนภามรกตนี้ได้ พวกเขาแต่ละคนมีพลังที่แก่กล้า ขั้นต่ำก็เป็นถึงขั้นเทวะยุทธ์หมดแล้ว สูงสุดก็เป็นถึงขั้นมหาเทวะยุทธ์
ในอดีต พวกเขาต้องเจอเข้ากับวิกฤตกาลครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับสำนัก ทำให้สำนักถึงกับสิ้นสลายไป
ทว่าในวันนี้
ทุก ๆ คนได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง โดยหวังว่าจะได้พบลูกศิษย์ของพวกเขาที่ยังหลงเหลืออยู่
“ศิษย์ฉู่โม่ว ยินดีที่ได้พบท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านผู้อาวุโสและท่านบรรพบุรุษครับ!”
ฉู่โม่วที่ยืนอยู่ในโถง เผชิญหน้ากับทุกสายตาด้วยท่าทีเยือกเย็น โค้งคำนับและกล่าวทักทาย
“เงยหน้าขึ้นเถิด แล้วทำตัวตามสบาย”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักยกมือขวาขึ้นและพูดด้วยเสียงเบา
เพื่อให้ฉู่โม่วนั่งลงได้
“ขอบคุณครับ ท่านผู้อาวุโสสูงสุด”
ฉู่โม่วโค้งหัวให้อีกครั้ง จากนั้นจึงค่อย ๆ นั่งลงไป
ชายชราผู้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักถอนหายใจด้วยความโล่งอกและเหลียวมองลงมา ภาพที่ฉู่โม่วนั่งขัดสมาธิลงไปบนฟูก ยืดหลังตรงเสมือนต้นสน และสวมชุดสีขาวเสมือนภูเขาหิมะที่มั่นคง ปลดปล่อยบารมีออกมาจากตนจนไม่ว่าใครมองก็ตระหนักได้ว่าไม่ควรสบประมาทคนคนนี้
ยิ่งในฐานะที่เขาเป็นศิษย์อันดับหนึ่งในตอนนี้
ไม่ว่าเขาจะมีรูปลักษณ์เช่นใด เหล่าผู้อาวุโสในสำนักก็ย่อมดีใจอยู่แล้ว
เช่นนั้นแล้วตอนนี้
สีหน้าของทุก ๆ คนจึงไม่มีการแสดงอะไรออกมาเป็นพิเศษ
“ฉู่โม่ว เธอสามารถบอกพวกฉันได้ไหม ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับสำนักวิถีอากาศ?”
หลังจากที่ได้สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักก็กล่าวถามออกมา
ได้ยินเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนเหล่านี้คงจะได้เห็นภูมิหลังของเขาบ้างแล้วแน่ ๆ
เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงตอบกลับ “ผมไม่รู้อะไรมากเป็นพิเศษหรอกนะครับ มันเป็นเพราะว่าช่วงที่ผมกำลังสำรวจเขตแดนลับอยู่ ผมเผอิญเข้าไปเจอกับภูเขาที่ถูกปกป้องด้วยค่ายมนตราของสำนัก ก่อนจะได้หลุดเข้าไปในดินแดนที่เหนือเกินกว่าจะจินตนาการถึงได้”
จากนั้น
เขาก็ไม่ได้ปกปิดอะไรทั้งนั้น และเล่าเรื่องทุกอย่างที่เขาพบเจอให้ฟัง
“เป็นเช่นนั้นนี่เอง”
“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เสมือนว่าอยู่ในฝันที่ยาวนาน คล้ายกับหยดน้ำค้างที่รวบรวมเรื่องราวเอาไว้ เป็นฝันร้ายที่ไม่น่าหวนคิดถึง… ฉันคาดการณ์ไว้ว่า สิ่งที่เธอเห็นนั้น น่าจะเป็นความทรงจำสุดท้ายของบรรพบุรุษของสำนักวิถีอากาศที่อยู่ในวาระนั้นก่อนที่พวกเขาจะสิ้นชีวิตไป แต่สำหรับพวกเราในที่นี้ สิ่งที่ได้รับรู้ คือความฝันที่ไม่อาจจะก้าวไปถึงได้…”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักตระหนักและเข้าใจในสิ่งที่ฉู่โม่วพูด
ในส่วนของผู้อาวุโสระดับสูงกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับอีกมากมาย ณ ตอนนั้น พวกเขากำลังแสดงสีหน้าเหลือเชื่อแบบสุด ๆ ชัดเจนว่าพวกเขาเชื่อเรื่องนี้กันได้ค่อนข้างยาก
โชคดี
ที่พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่ว ๆ ไป จึงสามารถฟื้นคืนสติได้อย่างรวดเร็ว
หลงเหลือไว้เพียงความเศร้าโศกบนใบหน้า
ยังไงเสีย
ไม่ว่าใคร หากครั้งหนึ่งเคยได้รู้ว่าสำนักที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่และทรงพลังของพวกตนจะถูกทำลายจนย่อยยับในภายภาคหน้า ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะไม่รู้สึกหดหู่เช่นนี้
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าสำนักวิถีอากาศที่ยั่งยืนมาเกือบหมื่นปีของพวกเรา จะต้องถูกลบหายออกจากหน้าของประวัติศาสตร์เช่นนี้!”
“ยากที่จะคิดจริง ๆ ว่าวิกฤตกาลอันใดที่ทำให้อนาคตของพวกเรานั้นต้องล่มสลายได้ขนาดนี้ พวกเราเป็นสำนักขนาดใหญ่กันเลยนะ!”
“ไม่น่าเชื่อ!”
กลุ่มเสียงที่แสดงความตกตะลึง ประหลาดใจและยากที่จะยอมรับดังขึ้น
และในตอนนี้
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักผู้ได้สติกลับคืนมาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น “สหายน้อยฉู่โม่ว ฉันต้องขอบคุณเธอมากจริง ๆ ที่ช่วยให้พวกเราตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันขอบคุณมากจริง ๆ …อย่างไรก็ตาม ฉันเองก็มีเรื่องที่อยากจะขออีกหนึ่งอย่าง และหวังว่าสหายน้อยของฉันจะสามารถตอบรับมันได้”
“ได้โปรดเอ่ยมาเลยครับ”
ในตอนนั้น ฉู่โม่วรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าและยินยอมโดยไม่ลังเล
“ในเมื่ออนาคตของสำนักวิถีอากาศของฉัน ย่อมต้องถูกทำลายลง มันคงยากที่สิ่งตกทอดของพวกฉันจะถูกส่งต่อให้ถึงมือของผู้ที่คู่ควรกับมันจริง ๆ”
“ฉันในฐานะผู้ปกครอง อยากจะส่งมอบมรดกแห่งสำนักวิถีอากาศให้แก่เธอ และหวังว่าสักวันหนึ่งในอนาคต หากเธอได้พบกับศิษย์ผู้เหลือรอดแห่งสำนักวิถีอากาศเข้า เธอจะมอบสิ่งนี้ให้แก่เขา… ฉันไม่อยากให้สำนักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงมหาอำนาจ… ต้องหยุดลงแต่เพียงเท่านี้!”
“แน่นอนว่า ฉันมีสิ่งของตอบแทนมอบให้ สหายน้อยฉู่โม่ว เธอยังสามารถฝึกฝนได้… พรสวรรค์ของเธอนั้นล้ำเลิศ แม้แต่สวีอวิ้นเอ๋อร์ก็ไม่อาจทัดทานเธอได้ ฉันเองก็อยากจะให้เธอเป็นผู้สืบทอดมรดกชิ้นนี้ แต่ดูเหมือนว่าพวกฉันคงไม่ได้เห็นความสำเร็จและแสดงความยินดีให้เธอได้”
พูดเช่นนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนมุมปากของชายชรา
ซึ่งทางฉู่โม่วเองก็เผยรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมาด้วย
เขาพูดตอบ “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ผมจะจดจำเอาไว้ครับ ถ้าเมื่อใดที่ผมได้พบลูกศิษย์แห่งสำนักวิถีอากาศในอนาคต ผมจะส่งต่อมรดกชิ้นนี้ไปให้อย่างแน่นอน!”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพยักหน้าช้า ๆ จากนั้นจึงเริ่มทำการส่งต่อมรดกสืบทอด
ชายชรายกมือขวาขึ้นและชี้ไปที่หว่างคิ้วของฉู่โม่วที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
ทันใดนั้น
ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ว่ามีข้อมูลของบางสิ่งบางอย่างค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นภายในห้วงความคิดของเขา
สิ่งนี้เป็นข้อมูลของเจตจำนงลับและวิธีเข้าถึงพร้อมกับวิธีการฝึกฝนร่างกายลับอีกมากมาย และสิ่งนี้ถือเป็นมรดกสืบทอดแห่งสำนักวิถีอากาศ ซึ่งปริมาณของวิธีการเหล่านี้สามารถรองรับการฝึกฝนได้จนถึงขั้นเทวะยุทธ์หรือมหาเทวะยุทธ์ได้เลย
มันเป็นสิ่งที่สำนักวิถีอากาศค้นพบและเป็นกองกำลังสำคัญที่ยิ่งใหญ่มาได้ตลอดหลายพันปีนี้
หากสิ่งนี้แพร่กระจายออกไป แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็สามารถทำให้ผู้ปลุกพลังอีกมากมายรวมถึงกองกำลังอีกมากมายตกอยู่ในภวังค์แห่งความโลภแน่นอน
แต่ในตอนนี้
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวิถีอากาศผู้นี้ กำลังถ่ายทอดมาให้คนนอกอย่างฉู่โม่วโดยที่ไม่ปิดบังแต่อย่างใด
ทว่า
ด้วยความที่มันเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งถูกเติมเต็มในชั่วพริบตา มันเลยทำให้เรื่องบางอย่างเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ในทันที ส่งผลให้สมองของเขาทำงานอย่างหนักเพื่อขจัดความขมุกขมัวที่ไม่สามารถเข้าถึงนี้ได้ และเพราะแบบนี้มันเลยทำให้เขาสูญเสียความนิ่งสงบไปครู่หนึ่งด้วย
โชคดีที่ความรู้สึกเหล่านี้มลายหายไปอย่างรวดเร็ว
พักหนึ่ง
ฉู่โม่วก็สามารถแบกรับสิ่งสืบทอดทั้งหมดมาได้ และห้วงจิตของเขาก็ค่อย ๆ ฟื้นสภาพกลับคืนมา
“ฟู่…”
เขาถอนหายใจด้วยความผ่อนคลายและปาดเหงื่อที่ไหลซึมลงมาจากหน้าผาก