ตอนที่ 60
บทที่ 60 เลื่อนขั้นเป็นจอมยุทธ์!
October 22, 2026
บทที่ 60 เลื่อนขั้นเป็นจอมยุทธ์!
หลังจากกลับมาที่บ้านแล้ว ฉู่โม่วก็เริ่มฝึกฝนต่อ
ในส่วนของพญาหงส์ปีกทองคำ ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินไปของมัน ภายในบ้านจึงไม่มีที่ให้มันอยู่ได้ ครั้นจะให้ไปหาที่อื่นอยู่ภายในฐานก็จะกลายเป็นฝันร้ายของมวลมนุษยชาติไป ดังนั้นฉู่โม่วจึงให้พญาหงส์ปีกทองคำไปฝึกฝนและพักผ่อนอยู่ที่ป่าด้านนอกเมืองด้วยตนเอง
เพราะโลกภายนอกแห่งนี้ไม่มีข้อจำกัดแบบในเขตแดนลับแล้ว ดังนั้นมันจึงสามารถฝึกฝนเพื่อฟื้นพลังของตนเองได้
อันที่จริง
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ออกจากเขตแดนลับ ยามที่ไม่มีอะไรมาคอยกดพลังของมันเอาไว้ พลังของนกยักษ์ตนนี้ก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนมา และเผยให้เห็นว่ามันเป็นถึงอสูรระดับ 3 เลยด้วยซ้ำ
ภายในป่าใหญ่ มีสัตว์อสูรมากมายที่ออกล่าเหยื่อหรือพยายามฝึกฝนตนอยู่ ดังนั้นการฆ่าแกงกันของเหล่าสัตว์อสูรจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และเพราะแบบนี้ ฉู่โม่วจึงไม่ได้ห้ามให้พญาหงส์ปีกทองคำลงมือฆ่าสัตว์อสูรตนอื่นหากมันต้องการที่จะเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 ระดับ 5 ให้เร็วที่สุด
ราชันย์ปีกทองคำพญาหงส์ปีกทองคำนั้นเป็นสัตว์อสูรที่มีความสามารถสูงมาก ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นหากสามารถกลายเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 หรือระดับ 5 ได้เมื่อไร มันจะกลายเป็นตัวช่วยที่พึ่งพาได้อย่างมากในอนาคต
ด้วยเหตุนี้
ฉู่โม่วจึงคอยตามดูการฝึกฝนของมันไปพักใหญ่ ๆ
และหลังจากวันที่ชายหนุ่มกลับมาที่บ้านได้วันเดียว เฉินซีเวยก็กลับบ้านมาด้วยเช่นกัน
ทั้งสองไม่ได้เจอกันพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่กลับมาคราวนี้ เฉินซีเวยเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงแล้ว เธอมีกลิ่นอายที่ทรงพลังมาก ดูท่าการตามเสิ่นจิ้นไปฝึกฝนในป่าจะทำให้หญิงสาวได้อะไรมามากมายเลยทีเดียว
นอกจากนั้น
เฉินซีเวยยังนำข่าวที่น่าตกใจกลับมาฝากฉู่โม่วอีกด้วย
นั่นคือ บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในฐานฉางเฟิง!
เมื่อราว ๆ หนึ่งเดือนก่อน ภายใต้การสืบสวนหาข้อเท็จจริงในฐานฉางเฟิง ในที่สุด พวกเขาก็ได้คำตอบว่าทำไมสัตว์อสูรถึงได้เข้าไปโผล่ในเมืองได้!?
เหตุผลก็คือ ใกล้ ๆ ฐานแห่งนั้นมีสัตว์อสูรระดับ 4 ปรากฏตัวขึ้นมา อีกทั้งมันกำลังจะพัฒนากลายเป็นระดับ 5 อีกด้วย!
หลังจากรู้เช่นนั้นแล้ว เหล่าผู้อาวุโสภายในฐานฉางเฟิงต่างพากันตกตะลึงกันทั้งสิ้น
หากว่าอสูรตนนี้สามารถทลายขีดจำกัดแล้วก้าวขึ้นเป็นอสูรระดับ 5 ได้ พลังของมันจะยิ่งมหาศาล และถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง นั่นหมายถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบบริเวณร่วม ๆ หนึ่งพันห้าร้อยกิโลเมตรจะเปลี่ยนไปมากแน่ ๆ!
และฐานฉางเฟิงที่เป็นถิ่นฐานของมนุษย์จะต้องถูกทำลายลงอย่างแน่นอน!
เพราะงั้นแล้ว
เพื่อที่จะจัดการสถานการณ์ ณ ตอนนี้ให้สามารถควบคุมได้ เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์จากฐานฉางเฟิงจึงต้องออกมารับหน้ากัน รวมถึงมีการขอความช่วยเหลือจากฐานลู่หยางไปเพิ่มด้วย
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อวาน ปรมาจารย์ยุทธ์มากถึงสี่คนถึงออกจากฐานไปพร้อมกัน นั่นก็เพื่อเข้าร่วมกับทางฐานฉางเฟิงในการกำจัดสัตว์อสูรตนนี้ก่อนที่มันจะสามารถทลายขีดจำกัดได้สำเร็จ พวกเขาต้องช่วยกันรั้งมันไว้ก่อนที่มันจะกลายเป็นภัยพิบัติในภายหลัง
“ฐานฉางเฟิงอยู่ห่างกับฐานลู่หยางถึงหนึ่งพันกิโลเมตร ต่อให้ฐานฉางเฟิงจะถูกทำลาย ที่นี่ก็ยังปลอดภัยไปได้อีกสักระยะ เป็นไปได้ เราควรระมัดระวังตัวไว้จะดีกว่า”
ในตอนท้าย เฉินซีเวยก็กล่าวเตือน “ในอนาคตฐานลู่หยางเองก็น่าจะต้องเจอปัญหาไม่ต่างกัน ระหว่างนั้นนายเองก็อยู่บ้านไปก่อนแล้วกัน พยายามอย่าออกไปที่ไหนหากไม่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้วย”
“แล้วเธอล่ะ?”
ฉู่โม่วได้โอกาสถามกลับ
“ฉันเป็นผู้ฝึกยุทธ์นะ เพราะงั้นถ้าช่วงวิกฤตมาถึง ฉันย่อมยืนหยัดสู้อยู่แล้ว!”
เฉินซีเวยพูดเสริม “ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะมีปรมาจารย์ยุทธ์เกือบสิบคนที่เข้าร่วมยุทธการกำจัดสัตว์อสูรตนนี้ สถานการณ์มันไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ยังไงพวกเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนเผื่อว่ามีอะไรผิดพลาด!”
“ฐานลู่หยางในตอนนี้เหลือปรมาจารย์ยุทธ์เพียงคนเดียว นั่นคือ อาจารย์ใหญ่เสิ่น เขาจะคอยควบคุมและจัดการผู้ฝึกยุทธ์ในฐานแห่งนี้เพื่อให้คอยรับมือหากมีสัตว์ร้ายบุกเข้ามาในช่วงเวลานี้”
“เพราะงั้น…”
“ฉันเองก็อาจจะไม่ค่อยได้กลับบ้านสักพักหนึ่งเหมือนกัน นายต้องไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองให้ดีด้วยล่ะ!”
เธอไม่รู้ว่าฉู่โม่วนั้นกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไปแล้ว เพราะงั้นเธอจึงเตือนเขาไว้ด้วยความหวังดี
และเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็ครุ่นคิด เขาวางแผนที่จะสารภาพกับเฉินซีเวยเรื่องที่เขากลายมาเป็นผู้ฝึกยุทธ์อยู่แล้ว
ยังไงเสียพลังกายของชายหนุ่มในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ตอนนี้ก็แข็งแกร่ง ไม่มีภัยอันตรายใด ๆ ที่นอกฐานลู่หยางที่เขาต้องเกรงกลัว และเขาเองก็อยากจะแสดงความแข็งแกร่งของตนให้เธอได้เห็นบ้างแล้วด้วย
ทว่าในขณะที่คิดจะพูดเรื่องนี้ออกไป ฉู่โม่วก็ได้ยินเฉินซีเวยชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “อันที่จริง ตอนที่อาจารย์ใหญ่เสิ่นจิ้นกับฉันออกไปนอกเมืองกัน พวกเราเจอสถานที่ที่อาจจะมีหญ้าวิญญาณลมที่ใช้สำหรับมอบพลังให้คนอื่น ๆ ได้ ฉันตั้งใจจะเอามันกลับมาให้นายแล้ว แต่เพราะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนก็เลยยังไม่ได้หาให้เลย”
“แต่ไม่ต้องห่วง!”
“หลังจากเรื่องนี้จบลง ฉันจะขอให้อาจารย์ใหญ่เสิ่นจิ้นพาฉันออกไปหาสิ่งนี้กลับมาให้นายใหม่อีกครั้งเอง!”
หลังพูดมาเช่นนั้น
เฉินซีเวยก็มองมายังฉู่โม่วด้วยความมั่นอกมั่นใจบนใบหน้าที่สวยสง่า และกล่าวอย่างหนักแน่น “เพราะงั้น…นายต้องไม่ยอมแพ้นะ! ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานที่สุด!”
“อ… อืม…”
เขาทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากพยักหน้าและสูดหายใจเข้าลึก ๆ
จนถึงตอนนี้ เธอยังคงไม่ลืมเรื่องที่จะช่วยตามหาสมบัติบรรพกาลมาเพื่อช่วยปลุกพลังของเขาอยู่เสมอ