ตอนที่ 1178
บทที่ 1178 อายุห้าพันสี่ร้อยล้านปี
October 22, 2026
บทที่ 1178 อายุห้าพันสี่ร้อยล้านปี
“ถูกต้อง ข้ายังทำไม่สำเร็จ เจ้าก็ยิ่งไม่มีทางสำเร็จได้ หากว่าเจ้ายืนกรานอยากลองพยายาม ข้าก็จะรอดู”
เจ้านวฟ้าบุพกาลเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้ขุ่นข้องต่อบรรพชนเต๋าเลย
บรรพชนเต๋าพลันโบกมือคราหนึ่ง เบี้ยตัวหนึ่งลอยลงไป เกิดคลื่นพายุพัดสะเทือนดินแดนของเจ้านวฟ้าบุพกาล เจ้านวฟ้าบุพกาลวางหมากตามลงไป ตัวเบี้ยกลายเป็นขุนเขาลูกหนึ่ง ขวางตะหง่านท่ามกลางลมพายุ ทำให้สายลมกระจายตัวออกไป
สองผู้สร้างมรรคาเดินหมากกันต่อไป ดินแดนที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาบางคราก็พินาศลง บางคราก็ปรากฏขึ้นใหม่ คล้ายจะไม่อาจตัดสินแพ้ชนะไปได้ชั่วนิรันดร์
….
ณ โลกปฐมยุค ในแดนยมโลก
ท่ามกลางหมอกภูตผีเลือนสลัว เมืองที่ยิ่งใหญ่อลังการแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านทรงอำนาจ ราวกับมีเทพผีที่สุดแสนยิ่งใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดของยมโลก ร่างกายในส่วนที่เผยออกมาเพียงพอจะสร้างความอกสั่นขวัญหายให้แก่สิ่งมีชีวิตสามัญได้
มีป้ายแขวนไว้เหนือประตูเมือง จารึกอักษรสามคำที่ใหญ่โตยิ่งกว่าขุนเขาเอาไว้ วังยมราช!
ภายในโถงชั้นแรกของวังยมราช หยางเทียนตงนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ ในมือโบกพัดขนนกอันหนึ่งไว้ มีเพลิงสีครามลุกไหมอยู่บนขนนก ยามที่โบกพัดจะเกิดความหนาวเย็นชวนสะท้าน
“วันนี้น่าเบื่อเสียจริง”
หยางเทียนตงพลันทอดถอนใจออกมา แต่ก่อนอยากจะมาที่โลกปฐมยุค แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเบื่อขึ้นมาอีกแล้ว
เขาดูแลยมโลกของโลกปฐมยุค ไม่ว่าผู้ทรงพลังจากโลกภายนอกหน้าไหนอยากจะเข้าสู่โลกปฐมยุคล้วนต้องมาขอร้องเขาทั้งสิ้น
หากบอกว่าตอนนี้นอกจากท่านอาจารย์ของเขาแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องกริ่งเกรงผู้ใดอีกก็ไม่ใช่เรื่องเกินไปเลย
อำนาจอันเป็นนิรันดร์นำมาซึ่งความว่างเปล่าไร้สิ้นสุด
ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงอริยะมหามรรค ทว่าก็ต้องเผชิญความอ้างว้างเดียวดายของผู้สูงส่งไร้ศัตรูเช่นกัน
ในช่วงที่เบื่อหน่าย หยางเทียนตงชอบนึกย้อนกลับไปในอดีต จมจ่อมอยู่กับการผจญภัยในกาลก่อน
ในขณะที่หยางเทียนตงเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง เงาร่างหนึ่งก็ร่อนลงมา
เป็นสื่อหยวนหงเหมิง
หยางเทียนตงเหลือบมองเขาทีหนึ่ง ไม่ได้ใส่ใจเลย
สื่อหยวนหงเหมิงเอ่ยว่า “ข้าคือสื่อหยวนหงเหมิง ต้องการกลับชาติไปเกิดในโลกปฐมยุค อยากเห็นรูปการณ์ของโลกปฐมยุค ร่างจริงของข้าจะไม่ล่วงล้ำเข้าไป เพียงจะส่งเจตจำนงเสี้ยวหนึ่งเข้าไปเท่านั้น ที่มาแจ้งเรื่องกับเจ้าโดยเฉพาะก็เพราะเห็นแก่หน้าของเทพผู้สร้าง”
หยางเทียนตงรู้สึกว่านามของสื่อหยวนหงเหมิงดูคุ้นๆ อยู่บ้าง เขานึกดูอย่างละเอียด มิใช่เทพมารอนธการตนนั้นที่ผสานรวมเข้ากับหานฮวงหรอกหรือ เป็นผู้สร้างมรรคาหน้าใหม่นั่นเอง
แม้จะเผชิญหน้ากับผู้สร้างมรรคา หยางเทียนตงก็ไม่ตระหนกแม้แต่น้อย
เขาเอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “ในเมื่อเป็นผู้สร้างมรรคา ได้ขออนุญาตจากเทพผู้สร้างหรือยัง”
“เทพผู้สร้างไหนเลยจะใช่คนที่ไปเข้าพบได้ เจ้าทำได้อย่างนั้นหรือ”
“เช่นนั้นก็แปลว่าเจ้าไม่มีวาสนา”
หยางเทียนตงโบกพัดพลางเอ่ยยิ้มๆ เขารู้ดีว่าท่านอาจารย์ของตนอยู่ในอาณาเขตเต๋า แต่นอกจากศิษย์สำนักซ่อนเร้นแล้วผู้ใดจะเข้าไปได้อีกเล่า
“ไยไม่ให้หานฮวงไปหาเทพผู้สร้างเล่า”
“ไปแล้ว แต่เทพผู้สร้างไม่อยู่ที่อาณาเขตเต๋า ร่างแยกของเขาแจ้งว่าร่างจริงอยู่ในโลกปฐมยุค หากข้ากลับชาติไปเกิด จะไปเข้าพบเทพผู้สร้างด้วยตัวเอง”
สื่อหยวนหงเหมิงขมวดคิ้วเอ่ยวาจา พญายมเบื้องหน้านี้ทำให้เขาไม่สบอารมณ์ยิ่ง
เป็นแค่พญายมตัวเล็กๆ ก็กล้าสร้างความลำบากใจให้เขาเช่นนั้นหรือ
แต่พอใคร่ครวญถึงว่าอีกฝ่ายคือศิษย์ของเทพผู้สร้าง เขาก็จำเป็นต้องอดทนไว้
หยางเทียนตงครุ่นคิดเล็กน้อย เอ่ยตอบว่า “ก็ได้ แต่ร่างจริงของเจ้าต้องอยู่ในตำหนักนี้”
“อืม”
สื่อหยวนหงเหมิงตอบรับคำหนึ่ง เดินไปนั่งขัดสมาธิลงในมุมหนึ่งของตำหนัก แยกเจตจำนงเสี้ยวหนึ่งออกมาแล้วส่งเข้าสู่สังสารวัฏแห่งโลกปฐมยุค
หยางเทียนตงไม่มองเขาอีก เริ่มระลึกถึงอดีตต่อไป
เมื่อเวลาผ่านนานไป ปรากฏผู้กลับชาติมาเกิดขึ้นในวังยมราชอย่างต่อเนื่อง หยางเทียนตงจัดการไปทีละคนๆ
หมื่นปีต่อมา
เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เป็นหานเจวี๋ย
หยางเทียนตงเหลือบมองส่งๆ แวบหนึ่ง เดิมทีไม่ได้ใส่ใจ แต่ทันทีที่มองเห็นอีกฝ่ายชัดเจนก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
“อา…อาจารย์…”
หยางเทียนตงเอ่ยเสียงสั่น หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจเขา
สื่อหยวนหงเหมิงที่นั่งอยู่มุมห้องลุกขึ้นมา ทั้งสองหายตัวไปจากตำหนัก
หยางเทียนตงถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาไม่ได้พบกับหานเจวี๋ยมานานเหลือเกิน นานจนสายสัมพันธ์เหินห่างไป ความรู้สึกในยามที่เขาได้เห็นหานเจวี๋ยกลับมีเพียงความหวาดกลัวและหวั่นวิตก ดังนั้นพอหานเจวี๋ยจากไป เขาถึงได้รู้สึกสบายใจ
ส่วนหานเจวี๋ยกับสื่อหยวนหงเหมิงจะไปทำอะไรนั้น เขาไม่สนใจเช่นกัน
….