ตอนที่ 515
บทที่ 515 หมายปองปรารถนา สามอริยะแห่งสำนักซ่อนเร้น
October 22, 2026
บทที่ 515 หมายปองปรารถนา สามอริยะแห่งสำนักซ่อนเร้น
ปีนี้หานทั่วอายุสิบสามปีแล้ว
ภายในโถงใหญ่ หานเจวี๋ย หานทั่ว และชิงหลวนเอ๋อร์กำลังกินข้าวด้วยกัน เพื่อฉลองวันเกิดให้กับหานทั่ว
หานทั่วมีความสุขมาก แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะวันเกิด หรือเพราะสิ่งอื่นใด ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อด้วยความปรีดา
ชิงหลวนเอ๋อร์คีบอาหารให้หานเจวี๋ย หานเจวี๋ยถือจอกเหล้า พลางไต่ถามเรื่องการเรียนในช่วงนี้ของหานทั่ว
มนุษย์ในปัจจุบันมีการวางโครงสร้างทางการศึกษาแล้ว อ่านตำราศึกษาปรัชญา เพื่อไปสอบเป็นขุนนาง
หานทั่วตอบไปตามความจริง หานเจวี๋ยสังเกตได้ว่าเขาไม่ได้สนใจในเรื่องนี้สักเท่าไร
“ท่านพ่อ วันเกิดของท่านคือวันใดหรือขอรับ” หานทั่วเปลี่ยนหัวข้อสนทนากะทันหัน
หานเจวี๋ยตอบ “ข้าจำไม่ได้มานานแล้ว”
“เหตุใดถึงจำไม่ได้ล่ะขอรับ ท่านพ่อท่านแม่ของท่านล่ะ หมายถึงท่านปู่ ท่านย่าของข้าน่ะขอรับ”
“ข้าไม่มีพ่อไม่มีแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วละ”
“หา?”
หานทั่วตกตะลึง จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าตนแทบไม่ได้สนใจบิดาของตนเลย คิดแต่จะฝึกเป็นเซียนอย่างเดียว
ชิงหลวนเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เจ้าจงจำให้ดี พ่อของเจ้าลำบากตรากตรำมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย วันหน้าเมื่อเจ้าเติบใหญ่ก็จงกตัญญูต่อท่านพ่อไว้ให้มากล่ะ”
หานทั่วพยักหน้า และกล่าวอย่างภาคภูมิ “วันหน้าข้าจะฝึกตนจนกลายเป็นเซียน มีชีวิตเป็นอมตะ และจะทำให้พวกท่านได้อยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน ไม่แก่ไม่เฒ่าเลย!”
“ทั่วเอ๋อร์ช่างมีจิตใจทะเยอทะยานจริงๆ”
ชิงหลวนเอ๋อร์ลูบศีรษะของชิงหลวนเอ๋อร์ด้วยความรักใคร่
หานเจวี๋ยจิบสุราเล็กน้อย พลางมองสองแม่ลุกด้วยรอยยิ้ม
หลังจากเพียรบำเพ็ญมานานกว่าสามหมื่นปี ได้สัมผัสชีวิตมนุษย์เช่นนี้บ้างก็ไม่เลวเหมือนกัน แต่อย่าได้สร้างความรู้สึกอันใดให้ติดค้างในใจจะดีกว่า
เพราะชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยความไม่แน่ไม่นอน ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญ ที่สามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้
สามปีต่อมา หานทั่วอายุสิบหกปี
เมืองป้องบูรพาเผชิญกับวิกฤตอีกครั้ง คลื่นอสูรกายที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนบุกเข้ารุกราน เมืองรอบข้างต่างถูกทำลายย่อยยับ ข่าวลือแพร่กระจายมาสู่เมืองป้องบูรพา สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว
เจ้าเมืองเมืองป้องบูรพาเริ่มบังคับเกณฑ์ไพร่พลไปร่วมกองทัพ ชายหนุ่มอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปล้วนแต่ถูกเกณฑ์ไปรบ หานทั่วเองก็เช่นกัน
หิมะตกหนักอีกครั้ง บดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ เมืองทั้งเมืองราวกับถูกห่มทับด้วยอาภรณ์สีขาว
หานเจวี๋ยมาเที่ยวโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมแรกที่เขามาเยือนเมื่อครั้งเพิ่งมาถึงเมืองป้องบูรพาใหม่ๆ ในวันธรรมดาเขาชอบมาที่นี่
และยังมานั่งเล่นในที่ประจำข้างหน้าต่างชั้นสอง คอยเฝ้ามองผู้คนเดินผ่านไปมา
เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ผู้คนที่สัญจรในเมืองดูบางตาลงไปมาก ส่วนใหญ่ต่างสัญจรไปมาอย่างรีบร้อน
“สหายน้อย ไม่ได้เจอกันนาน ผมเจ้าหงอกขาวไปเสียแล้ว กาลเวลาช่างไม่ปรานีใครจริงๆ”
เสียงหัวเราะลอยมา เห็นเพียงนักพรตเฒ่าที่หานเจวี๋ยเคยเจอในตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองป้องบูรพาครั้งแรกผู้นั้น ยังคงเสียมารยาทเชิญตัวเองนั่งลงเบื้องหน้าของหานเจวี๋ยเช่นเดิม
หลังจากหลายปีผ่านไป หานเจวี๋ยก็จงใจปล่อยให้เส้นผมบนศีรษะเปลี่ยนเป็นผมหงอกขาวบางเส้น แม้หน้าตาจะยังหล่อเหลา แต่ก็ไม่อ่อนเยาว์อีกต่อไป
หานเจวี๋ยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสต่างหากที่เรือนผมยังขาวโพลน ไม่ลดน้อยลงจากตอนนั้นเลย”
นักพรตเฒ่ายิ้มและกล่าวว่า “เหมือนเดิม?”
หานเจวี๋ยพยักหน้าน้อยๆ
นักพรตเฒ่ารินเหล้าให้ตนเอง จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดูท่าทางสหายน้อยคงจะไม่ใช่คนธรรมดา เมืองป้องบูรพากำลังจะถูกทำลาย เจ้าก็ยังคงเฉยเมยได้อยู่ หรือว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อให้หลุดพ้นจากโลกีย์กันหนอ”
หานเจวี๋ยย้อนถาม “แล้วเจ้าเล่า”
“ข้าเองก็แปลงกายลงมาเป็นมนุษย์ เที่ยวจาริกไปทั่วโลกมนุษย์ เพื่อขัดเกลาจิตใจของตนเอง”
“เจ้าฝ่าด่านระดับใดอยู่”
“ระดับฝ่าเทพ สหายน้อยคงจะอยู่ในระดับฝ่าเซียนสินะ เจ้ากับข้ามีชะตาต้องกัน วันหน้าเจ้าไปแสวงหามหามรรคที่สำนักอิงสวรรค์ของข้าได้”
นักพรตเฒ่าลูบเคราของตนเองพลางกล่าวไปด้วย สีหน้าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยกล่าวขอบคุณ ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือเมินเฉยเสียทีเดียว
ทั้งสองเริ่มสนทนากัน
ในที่กำลังพูดคุยกันนั้น ก็มีเสียงของอสูรกายดังขึ้นมาจากภายนอก เสียงสะเทือนเลื่อนลั่น
ชาวเมืองที่สัญจรไปมาอยู่เบื้องล่างต่างรีบหนีด้วยความตื่นตระหนก ทว่าหานเจวี๋ยและนักพรตเฒ่ายังคงร่ำสุราอย่างสนุกสนาน ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์การไปเยี่ยมเยือนสถานที่อันห่างไกลสุดขอบโลก
[เฉินหยาจื่อเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจการแจ้งเตือนดังกล่าว
เวลาผ่านไปนาน
เฉินหยาจื่อลุกขึ้นจากไป ทิ้งท้ายเอาไว้หนึ่งประโยค “คนเรามีแต่บ่วงพันธนาการ หากต้องการจะหลุดพ้นจากพันธนาการนั้น ก็ต้องไร้ซึ่งความปรารถนาทั้งปวง”
คำพูดของเขาสะกิดใจหานเจวี๋ยเล็กน้อย
ไร้ซึ่งความปรารถนาทั้งปวง!
นี่เป็นขอบเขตพลังที่มนุษย์เซียนทั่วไปล้วนปรารถนาจะไปถึง เพื่อหลุดพ้นจากผลกรรม
หานเจวี๋ยเพียงแต่รู้สึกถูกดลใจ ไม่ถึงขั้นซาบซึ้งแต่อย่างใด
มรรคของเขาไม่ใช่รูปแบบไร้ซึ่งความปรารถนา ตรงกันข้าม มันเต็มไปด้วยความปรารถนา!