ตอนที่ 567
บทที่ 567 ซูฉีฟื้นคืนชีพ เห็นแสงตะวันอีกครั้ง
October 22, 2026
บทที่ 567 ซูฉีฟื้นคืนชีพ เห็นแสงตะวันอีกครั้ง
เมื่อมองลงไปจากมุมสูง ธารน้ำแข็งไร้ขอบเขตดูราวกับกระจกที่แตกร้าว รอยปริแตกนับไม่ถ้วนแผ่ขยายตัดสลับกลายเป็นหุบเหว ไอดำที่เล็ดลอดออกมากลายเป็นคลื่นหมอกโขมงพวยพุ่ง ขจัดความขาวโพลนทั่วพื้นที่ออกไป
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีสิ่งใหญ่โตมโหฬารอันใดกำลังจะทะลุพื้นออกมา
เวลานี้เอง
แสงทองมากมายส่องทะลุเมฆหมอก หลังจากเมฆหมอกสลายตัวไป เงาร่างที่ส่องแสงเจิดจ้าบาดตาก็ปรากฏขึ้นบนยอดเมฆาทีละร่าง เป็นเทพเซียนจากเผ่าสวรรค์
ผู้นำคือฟางเหลียง แม่ทัพเทพสวรรค์และยอดแม่ทัพเทพยืนอยู่ข้างกายเขา
ฟางเหลียงทอดสายตามองด้านล่าง ถามว่า “พวกเจ้ามองเบาะแสออกหรือไม่”
ยอดแม่ทัพเทพขมวดคิ้วเอ่ยว่า “คล้ายมารทว่ามิใช่มาร กลับเหมือนเผ่าอสูรที่สิ้นผ่าพันธุ์ไปในมหาเคราะห์ครั้งก่อน”
แม่ทัพเทพสวรรค์พยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด น่าจะเป็นเผ่าอสูร ได้ยินว่ายามที่เซวี่ยหมิงเหอจะดับสูญเคยสำแดงพลังวิเศษลึกลับอย่างหนึ่ง ต้องการหวนกลับมา”
ฟางเหลียงตกอยู่ในห้วงความคิด
ธารน้ำแข็งในรัศมีหลายสิบล้านลี้พังถล่ม หมอกน้ำแข็งที่พวยพุ่งล่องลอยสู่นภา ตระการตาน่าตะลึง
ท่ามกลางไอหมอกหนาทึบมองเห็นเงาร่างน่าสะพรึงอยู่เลือนราง ยากจะแยกแยะตัวตนที่แท้จริงได้
ฟางเหลียงโบกมือกล่าวว่า “จับตัวเจ้าสิ่งชั่วร้ายนี้!”
ยอดแม่ทัพเทพและแม่ทัพเทพสวรรค์พุ่งลงไปทันที เทพเซียนที่เหลือรีบตามหลังไป
….
ภายในเขตเซียนร้อยคีรี หานเจวี๋ยเพิ่งเริ่มแสดงธรรมได้ไม่ถึงปี
เขาพลันรับรู้ถึงกลิ่นอายทรงพลังที่ล่องลอยมาจากสุดเขตตอนเหนือ อย่างน้อยก็เป็นครึ่งอริยะ ไม่ด้อยไปกว่าสือตู๋เต้าเลย
หานเจวี๋ยไม่ได้หยุด แสดงธรรมพร้อมกับทอดสายตามองไกลออกไป
คณะที่มีฟางเหลียงเป็นผู้นำถูกตัวตนลึกลับนั้นข่มอย่างรุนแรง ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
หานเจวี๋ยไม่คิดจะลงมือช่วยเหลือ อีกอย่างฟางเหลียงไม่ใช่ลูกชายเขา ในเมื่อไปเตร็ดเตร่อยู่ด้านนอก ก็มีราคาที่ต้องจ่าย
หานเจวี๋ยไม่สามารถปกป้องศิษย์ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นได้ อีกทั้งฟางเหลียงไม่เคยกลับมาเลย หากมิใช่เพราะค่าความประทับใจไม่เคยลดลง เขาคงสงสัยว่าฟางเหลียงทรยศแล้ว
ไม่นานนัก หลี่เต้าคงก็ตามไปสมทบจากชั้นฟ้าที่ยี่สิบสาม การต่อสู้ฉากใหญ่น่าตื่นตะลึงอุบัติขึ้น
หลายพันปีผ่านไป หลี่เต้าคงแข็งแกร่งขึ้นอีกมากนัก ความเข้าใจในหมื่นกระบี่ก่อกำเนิดลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ด้อยไปกว่าตัวตนลึกลับนั้นเลย
ในเมื่อฝีมือพอๆ กัน เช่นนั้นหลี่เต้าคงก็ไม่มีทางแพ้
หานเจวี๋ยเริ่มทุ่มสมาธิแสดงธรรม
การแสดงธรรมครั้งนี้ดำเนินไปหนึ่งร้อยปี
แสดงธรรมหนึ่งร้อยปี ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนมีความก้าวหน้า แต่ตบะของเหล่าศิษย์สืบทอดไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด
หานเจวี๋ยแสดงธรรมมหามรรคต้นกำเนิดไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว สิ่งที่สมควรตระหนักรู้ก็ตระหนักรู้กันแล้ว แสดงธรรมอีกมากแค่ไหนก็ยากจะบังคับให้เข้าใจได้
ท่ามกลางความมืดมัว คุณสมบัติและทักษะความเข้าใจเสมือนโซ่ตรวนแห่งมรรคาสวรรค์ที่ผูกล่ามเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นไว้
หมู่ศิษย์ในนามยามนี้ยังมิมีระดับเทพปรากฏกายขึ้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพิ่งระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏเท่านั้น
หากเป็นไปตามแนวโน้มนี้ ท่ามกลางบรรดาศิษย์ในนามนับล้านคงจะปรากฏครึ่งอริยะมาสักคน
หานเจวี๋ยครุ่นคิดพลางกลับไปที่อารามเต๋า
เขานั่งบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร เริ่มตรวจดูจดหมาย
เวลานี้เอง เขาพลันสัมผัสถึงบางอย่างได้ จึงหลับตาลง
ภายในโลกอนธการ ซูฉีกำลังเรียกหาหานเจวี๋ย
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วขึ้นมา “มีเรื่องอันใด”
กลายเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลมาได้สักระยะ กายเนื้อของซูฉีควบรวมตัว ไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตแล้ว
“อาจารย์ เมื่อไรข้าจะได้ออกไปขอรับ ปราณฟ้าบุพกาลของที่นี่ทำให้ข้าก้าวหน้าไม่ได้แล้ว” ซูฉีรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
ถึงอย่างไรเขาก็เคยตายมาก่อน เขาจึงกังวลว่าหานเจวี๋ยจะไม่ปล่อยเขาออกไปอีก
ซึ่งหานเจวี๋ยก็คิดเช่นนี้จริงๆ
“ตอนนี้เจ้าควบคุมโชคร้ายได้หรือยัง”
“ได้แล้วขอรับ!”
หานเจวี๋ยจับสัมผัสดูอย่างละเอียด ซูฉีเก็บงำไว้ได้ดีมากจริงๆ ไม่เล็ดลอดออกมาเลย
เขาเริ่มใคร่ครวญดู
ซูฉีตกอยู่ในความกระวนกระวาย กลัวหานเจวี๋ยจะไม่ตอบตกลง
เขานึกย้อนกลับไปถึงเรื่องผิดพลาดเหล่านั้นที่ตนเคยกระทำ ยิ่งไม่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น