ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 แกกำลังเรียกใครว่าลูกผสม?
September 30, 2026
วีกำลังพิจารณากับเรื่องนี้อยู่ จากนั้นเขาก็พยักหน้าด้วยเสียงฮึมฮำว่า “พ่อฮะ ผมได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว พ่อพูดถูก ผมไม่สามารถที่จะตัวติดกับคุณคนสวยและขัดขวางการทำงานของเธอ โดยเฉพาะถ้าวันไหนที่คุณน้ำขิงเขายุ่ง”
ถัดจากเขาคือน้ำขิงที่ยิ้มอยู่อย่างงงๆ เขาพูดได้ดีมากสำหรับเด็กอายุเท่านี้ จนแทบจะลืมไปเลยว่าเขาเป็นแค่เด็กวัยเตาะแตะ
เมื่อได้ยินว่าพ่อของเขาตกลงเรื่องอาหารกลางวัน วีก็ยิ้มกว้างออกทันที ความเศร้าได้หายไปจากดวงตาของเขาขณะที่ก็ส่งเสียงร้องอย่าร่าเริง “เย้! นั่นหมายความว่าผมจะได้ไปกินข้าวกับคุณคนสวย!”
ริมฝีปากของน้ำขิงขดเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนขณะที่เธอก้มลงและเช็ดคราบน้ำตาให้กับเด็กน้อย ระหว่างที่เธอกำลังทำแบบนั้น วีก็รัวคำถามอย่างไม่หยุดหย่อนใส่เธอ และหนึ่งในนั้นก็คือ “คุณคนสวยฮะ ปกติคุณทำงานที่นี่เหรอฮะ? ผมขอเยี่ยมชมสถานที่นี้ได้ไหมฮะ?
ไม่รอที่จะให้น้ำขิงได้ตอบกลับ เคนก็รีบแทรกขึ้นมาทันที “ได้สิครับ นายน้อยวี!”
น้ำขิงรีบเห็นด้วย “ได้สิจ๊ะ เธอสามารถเยี่ยมชมที่นี่ได้ถ้าเธอต้องการ ฉันจะเป็นไกด์ส่วนตัวให้เธอเอง” พอเธอพูดไปแบบนั้น เธอก็อุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมาไว้ที่สะโพกจากนั้นเธอก็พาเขาไปดูแต่ละแผนกของอาคารบริษัทออเคสตรา
จากที่กล่าวไป หน้าที่ไกด์กะทันหันของเธอมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล เนื่องจากธันวาอยู่ข้างหลังพวกเขาตลอดเวลา
เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบที่วีสบายใจเกินไปที่อยู่กับเธอ ดังนั้นเธอจึงอุ้มเด็กชายไว้โดยที่ไม่แสดงความรักใคร่เอ็นดูใดๆ
อย่างไรก็ตาม วีดูเหมือนจะคิดต่างไปจากนั้น เขาทำราวกับเป็นปลาได้น้ำ เขาใช้แขนข้างหนึ่งโอบไปที่คอของเธออย่างธรรมชาติที่สุดในโลก พร้อมกับมองไปรอบๆอย่างสงสัย ถามเธอเกี่ยวกับทุกอย่างที่เขาสนใจและได้เห็นจากระยะไกล และน้ำขิงก็ตอบคำถามเขาอย่างอดทน
เกือบจะเป็นเวลาเที่ยงวันแล้วที่การทัวร์ของพวกเขาได้สิ้นสุดลงเสียที และน้ำขิงก็คิดว่ามันถึงเวลาสำหรับมื้ออาหารกลางวันแล้ว แต่ในขณะที่เธอกำลังจะพูดสิ่งนี้ออกมา พนักงานต้อนรับก็เดินเข้ามาหาเธอและพูดเบาๆว่า “คุณรณพีร์คะ มีคนมาขอพบค่ะ”
น้ำขิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ใครมาขอพบฉันเวลาพักเที่ยงกันนะ?
อย่างไรก็ตาม เธอวางวีลงและพูดกับธันวาอย่างสุภาพว่า “สักครู่นะคะ ท่านประธานโยธาบดี ฉันจะไปดูว่าใครมาหาฉันน่ะค่ะ” จากนั้นเธอก็มุ่งหน้าไปยังแผนกต้อนรับเพื่อดูว่าเป็นใคร
น้ำขิงไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอเข้ากับพี่สาวคนละแม่ของเธอ ชมพู และแม่เลี้ยงของเธอ ลียา ในขณะที่เธออยู่โต๊ะพนักงานต้อนรับ
เมื่อเห็นพวกเขา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เธอกำหมัดแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เธอสามารถเดาได้เลยว่าพวกเขามาทำไมที่นี่ก่อนที่พวกเขาจะอธิบายด้วยซ้ำ พวกนี้มาที่นี่เพราะเรื่องเงินชดเชยหกล้านแน่นอน!
ซึ่งนั่นเป็นการคาดเดาของเธอนั้นถูกต้อง พวกเขามาหาเธอที่นี่เพราะเรื่องเงินชดเชยหกล้าน
ลียาเอื้อมมือไปจับแขนน้ำขิง เล็บของเธอนั้นจิกลงไปที่เนื้อน้ำขิงพร้อมร้องตะโกนเหมือนคนบ้า “นางเด็กนี่! ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าแกจะไร้หัวใจขนาดนี้ แกกล้ากล่าวหาชมพูและปล่อยให้ลูกฉันต้องรับผิดชอบความเสียหายที่มีมูลค่าตั้งหกล้าน!”
ลียาต้องจ่ายเงินไปพอสมควรเพื่อให้ชมพูได้ขึ้นไปอยู่บนเรือลำนั้นด้วยหวังว่าจะสามารถแนะนำลูกสาวของเธอให้กับสังคมชนชั้นสูงและดึงดูดใจบรรดาเศรษฐีที่มีภูมิหลังอันทรงเกียรติมาได้บ้าง อย่างไรก็ตาม แทนที่เธอจะบรรลุเป้าหมายนั้น กลับกลายเป็นว่าชมพูต้องแบกรับค่าเสียหายถึงหกล้าน ซึ่งเงินจำนวนนั้นมหาศาลพอที่แทบจะบดขยี้ตระกูลรณพีร์ให้แหลกเป็นจุล
น้ำขิงยิ้มมุมปากเมื่อเธอได้ยินข้อกล่าวหาที่ไร้เหตุผลนี้และตอบอย่างเย็นชาไปว่า “ฉันจะพูดให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้นะ ลียา ลูกสาวของเธอต่างหากล่ะที่ทำให้ไวโอลินอันแสนมีค่าของนายหญิงโยธาบดีพังก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่ม เพราะฉะนั้นมันก็สมเหตุสมผลแล้วนี่ที่คุณจะต้องชดใช้”
ลียาตะคอกด้วยความโกรธเคือง “แกมันนังเด็กซุ่มซ่ามที่แค่เดินยังสะดุดขาตัวเองล้ม แถมหลังจากที่แกทำไวโอลินพัง แกก็แกยังโยนความผิดไปให้พี่สาวแกอย่างหน้าด้านๆ! สามัญสำนึกของแกมันหายไปไหนหมดน้ำขิง?” ด้วยความเดือดจัด เธอหยุดหายใจไปสักพักแล้วเตือนอย่างชาญฉลาด “นังโสเภณีเด็ก ถ้าแกไม่ยอมควักเงินหกล้านภายในวันนี้ งั้นก็อย่ามาโทษฉันว่าฉันทำเกินไปแล้วกันนะ!”
“ฮะ! งั้นมารอดูกันว่าคุณจะกัดได้เจ็บเหมือนที่เท่าที่เห่าไม๊!”