ตอนที่ 1781
บทที่ 1781 ต้นร้ายปลายดี
October 28, 2026
“ดีขึ้นหรือยัง?” เขาเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน แรงมือเปลี่ยนไปตามระดับการขมวดคิ้วของเธอ
ติงยียีหลุบตามองพื้น แล้วพูดขึ้นอย่างฉับพลัน “หน้าฉันเปลี่ยนไปแล้ว นายไม่รู้สึกว่ากำลังปฏิบัติต่อคนปลอมๆคนหนึ่งหรือ?”
มือที่ลูบบาดแผลตรงหน้าผากชะงักไป ก่อนจะเพิ่มแรงบีบหนักขึ้น เธอเจ็บจนต้องกุมศีรษะไว้อีกครั้ง
เย่เนี่ยนโม่โค้งตัวลงมาจ้องตาเธอ “ตอนที่เธอยังเป็นติงวั่งโยวฉันเจ็บปวดมาก ทางหนึ่งฉันก็รู้สึกว่าต้องซื่อสัตย์ต่อติงยียี ฉันไม่เชื่อว่าความรู้สึกของฉันจะถูกผู้หญิงที่เจอกันชั่วเวลาสั้นๆเพียงครั้งสั่นคลอนเอาง่ายๆ แต่ความจริงคือเมื่อเห็นเธอบาดเจ็บฉันก็รู้สึกเสียใจ คนที่ฉันรักคือติงยียี ทั้งตัวคนและจิตวิญญาณ”
“ตอนที่ฉันบาดเจ็บนายเคยสนใจบ้างไหม? ตอนที่ฉันไม่ใช่ติงยียี?” ในใจของติงยียีบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด ตั้งแต่ต้นจนจบเธอมีไฟสุมอกที่เย่เนี่ยนโม่จำตัวเองไม่ได้อยู่ตลอด
เย่เนี่ยนโม่ถอนหายใจ ดวงตาจดจ้องเธอแน่วแน่ “ฉันสนใจ ถึงได้ร้อนรน ฉันไม่มีวันที่จะทำเรื่องที่ผิดต่อติงยียี ถึงแม้ฉันจะพบว่าตัวเองห่วงใยผู้หญิงอีกคนเกินขอบเขตไปแล้วก็ตาม”
คำหวานลึกซึ้งอ่อนโยนไหลเข้าสู่หัวใจของติงยียีช้าๆราวกับสายน้ำ เธอรู้ว่าตนเองหวั่นไหวได้ง่ายมาก แต่เรื่องของความรัก ใครเล่าจะรักษาสติปัญญาเอาไว้ได้?
ฝ่ามือถูกกุมขึ้นอีกครั้ง เย่เนี่ยนโม่แม้กระทั่งน้ำเสียงก็แฝงไปด้วยรอยยิ้ม “ครั้งนี้ต่อให้เธอหนีไปฉันก็จำเธอได้”
“จำได้อย่างไร?” ติงยียีถามด้วยความสงสัย
เบื้องหน้าพลันดำมืด ร่างอุ่นร้อนชิดใกล้เข้ามา เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำของเย่เนี่ยนโม่เสียดสีผิวกายเงาวาวของเธอ ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับรอยลงที่ลำคอ เขายิ้มร้ายโดยไม่พูดอะไร
ไม่ไกลนัก เงาของคนผู้หนึ่งวูบไหวผ่านไป ท่วงท่าเร็วจนเห็นไม่ชัด ทิ้งไว้เพียงซากใบไม้ร่วงที่ถูกฉีกแหลกละเอียดเต็มพื้น
ที่โรงแรม อ้าวเสว่เข้ามาก็ถูกซือซือตบเข้าฉาดหนึ่ง “ฉันบอกแล้วว่าสองสามวันนี้ถ้าไม่มีคำสั่งของฉันเธอห้ามออกไปข้างนอกตามใจ เธอไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้ตระกูลเย่กับตำรวจกำลังตามหาเธอกับฉันอยู่!?
อ้าวเสว่โดนตบจนหน้าหัน มองดูใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกหน้าในกระจก ภาพของเย่เนี่ยนโม่กับติงยียีซ้อนทับขึ้นมาในหัว
เธอกุมใบหน้าของตัวเองอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาทันที เล็บเรียวยาวทิ้งรอยข่วนไว้บนผิวขาวผ่องรอยแล้วรอยเล่า “ตอนนี้ฉันคือใครกันแน่! ติงยียีหรือว่าอ้าวเสว่! ฉันไม่ต้องการใบหน้านี้แล้ว!”
“หยุดมือ!” ซือซือหยุดยั้งเธอด้วยความตื่นตระหนก “ให้เย่เนี่ยนโม่มองดูใบหน้าที่คุ้นเคยนี้ ก็เหมือนหักหลังติงยียี ใบหน้านี้ของเธอจะเป็นฝันร้ายของพวกเขาทั้งชีวิต!”
ซอกเล็บอ้าวเสว่เต็มไปด้วยหยาดเลือด เธอได้ยินก็หยุดการเคลื่อนไหว พุ่งตัวไปข้างกายซือซือ “แม่ แม่ยังทำให้หนูกลับไปตระกูลเย่ได้หรือ?”
“แน่นอน!” ซือซือพูดอย่างลำพอง “อย่าลืมสิ เพื่อช่วยชีวิตท่านนายเย่เธอถึงได้ถูกชายชุดดำลักพาตัวไป อีกอย่างเธอเป็นลูกสาวของเย่เฮ่าหรัน เพียงแค่ข้อนี้ เซี่ยชีหรั่นกับเย่เนี่ยนโม่ก็ไม่มีทางที่จะละทิ้งเธอไปจริงๆหรอก!”
ในที่สุดนัยน์ตาอ้าวเสว่ก็มีแสงสว่าง “ถ้าอย่างนั้นหนูต้องทำยังไง?”
ซือซือยิ้มแนบชิดไปข้างหูเธอ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย บอกแผนการของตนออกมา
“มันจะได้ผลหรือ?” อ้าวเสว่ไม่มั่นใจอยู่บ้าง
ซือซือเดินไปแต่งหน้าตัวเองที่โต๊ะเครื่องแป้ง แล้วพูดอย่างเฉยชา “อย่าได้สงสัยในคำพูดของฉัน เชื่อฉัน ฉันจะทำให้เธอได้ทุกสิ่งทุกอย่างของตระกูลเย่ เอาละ ตอนนี้เธอกลับไปที่ห้องเสีย”
อ้าวเสว่ออกจากห้องไปอย่างมึนชา แม่ของเธอผู้นี้ไม่ยอมเผยโฉมอีกด้านของตนเองให้ลูกสาวเห็น เธอถึงขึ้นไม่เคยเห็นสภาพที่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ไม่ได้แต่งหน้าของเขามาก่อน
เพิ่งใช้คีย์การ์ดเปิดประตู อ้าวเสว่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างห้องกับทางเดิน ในห้องมืดมิด ต่างกับระเบียงทางเดินสว่างไสวชัดเจน ใจเธอตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
เธอรีบปิดประตู เอนพิงประตูแล้วหอบหายใจเสียงดัง เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าเป็นเวลาปกติเธอคงวางสายอย่างไร้เยื่อใยไปแล้ว แต่วันนี้เธอกลับรับสาย
“อ้าวเสว่” เสียงของสวีเห้าเซิงแฝงไปด้วยความกังวลและปลอบโยน “ในที่สุดเธอก็รับสาย เธอเป็นยังไงบ้าง ได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า?”
อ้าวเสว่กลอกตา ก่อนจะโกหกไปตามจิตใต้สำนึก “เธอขังฉันไว้ ฉันฉวยโอกาสตอนเธอไม่อยู่ หาโทรศัพท์จนเจอ”
“เธออยู่ที่ไหน!” สวีเห้าเซิงถามอย่างร้อนใจ
“ฉันไม่รู้ โทรศัพท์ของฉันเหมือนจะแบตหมดแล้ว” อ้าวเสว่รีบวางสาย หอบหายใจเฮือกใหญ่ ตอนนี้เธอไม่สามารถพบใครได้ทั้งนั้น
ในหัวพลันปรากฏเงาร่างของคนคนหนึ่งขึ้น สีหน้าของเธอมีความหวังขึ้นมาเหมือนกับสัตว์ที่จมน้ำแล้วถูกช่วยชีวิตเอาไว้ได้ เธอทิ้งคีย์การ์ดแล้ววิ่งออกไปข้างนอก
เธอวิ่งมาถึงสถานที่คุมขัง ยืนอยู่นอกประตูที่หนาวเหน็บและเข้มงวดกวดขันก่อนจะรู้ว่าตัวเองไม่อาจไปหาเหยียนหมิงเย้าได้เลย เธอรู้ว่าตอนนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะปลอบใจตนเองได้
รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงแสงบนทางเดินที่ส่องอยู่ด้านหลังของเธอ สุนัขที่อยู่หลังกำแพงคล้ายจะได้กลิ่นคนแปลกหน้าร้องเห่าขึ้นมา ทำให้สถานที่กว้างโล่งมีกลิ่นอายชีวิตขึ้นมาสายหนึ่ง
เธอเดินกลับเข้าไปในรถ ขดตัวนั่งบนเบาะ แสงจันทร์ส่องทะลุหน้าต่างรถมาบนร่างอ่อนแอของเธอ น้ำตาไหลรินอย่างอดไม่อยู่ เธอปล่อยน้ำตาไหลอย่างไม่เกรงใจ ในค่ำคืนนี้เธอไม่ใช่หญิงชั่วร้าย เป็นเพียงจิตวิญญาณโดดเดี่ยวเดียวดายเท่านั้น
สิบโมงเช้า สถานที่คุมขังต้อนรับครอบครัวชุดแรกที่มาเยี่ยมนักโทษ เห็นอ้าวเสว่ เหยียนหมิงเย้าก็ตกใจเล็กน้อย “ติงยียีหน้าเธอเป็นอะไรไป?”
อ้าวเสว่ลูบใบหน้าตัวเองอย่างเพิ่งรู้ตัว หลังแตะโดนคราบเลือดบางๆรอยหนึ่งก็ยิ้มอย่างโศกเศร้า “ฉันทำเองน่ะ”
เหยียนหมิงเย้ามองเธออย่างละเอียด “มาหาฉันทำไม? ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเธอ” เขาชะงักไป แล้วพูดต่อในทันที “แน่นอนว่าถ้าจู่ๆเธอก็อยากจะแก้แค้นแทนเพื่อนของเธอขึ้นมา ฉันก็ไม่ถือสา”
“ฉันเป็นคนฆ่าชิวไป๋” อ้าวเสว่พูดอย่างสงบ
เหยียนหมิงเย้าตะลึง “เธอกำลังพูดอะไรอยู่?”