ตอนที่ 1786
บทที่ 1786 ครึ่งชีวิตต่อจากนี้ฉันเลี้ยงดูเธอเอง
October 28, 2026
เห็นว่าเขาใส่ใจเรื่องนี้มากจริงๆ ติงยียียิ้มแล้วต่อสายด่วนหาธนาคารICBCเพื่อตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ จากนั้นก็ส่งโทรศัพท์ให้ติงต้าเฉิน
หลังจากที่ติงต้าเฉินได้ยินตัวเลขเหล่านั้นที่ฝ่ายบริการแจ้งจากโทรศัพท์ก็ตกใจจนแม้แต่โทรศัพท์ก็ถือไม่มั่น “ยียี ทำไมลูกถึงมีเงินมากมายขนาดนั้น!”
“พวกนั้นเป็นเงินจากการถ่ายหนังของหนูค่ะ” ติงยียีพูดสั้นๆง่ายๆ เงินหนึ่งล้านที่ตอนนั้นฝู้เฟิ่งหยีให้เธอยังไม่ได้ใช้สักเท่าไหร่ ยังมีอีกหลายล้านนั่นที่สวีเห้าเซิงเคยส่งให้เธอรวมถึงหน้าร้านอีกสองสามแห่ง
ติงต้าเฉินรู้สึกว่าลูกสาวตนเองอนาคตสดใสแล้ว มีหน้ามีตาแล้ว จึงไม่คิดวุ่นวายกับเรื่องนี้อีก ออกไปหาเพื่อนเล่นหมากรุกเพื่อบอกเรื่องมงคลนี้อย่างมีความสุข
หลังจากรอจนเขาออกจากบ้านไป ติงยียีก็หยิบกระเป๋าขึ้นมาตามออกไปข้างนอก เพิ่งลงจากลิฟต์ก็เห็นเย่เนี่ยนโม่พิงอยู่ที่ประตูรถ
“นายรู้ได้ไงว่าฉันจะออกจากบ้าน?” ติงยียีวิ่งไปข้างเขาด้วยความสงสัย
เย่เนี่ยนโม่ช่วยเธอเปิดประตูรถ น้ำเสียงเอาอกเอาใจ ทั้งยังเจ้าเล่ห์อยู่เล็กน้อย “เธอมีเวลาหนึ่งชั่วโมงในการขบคิดปัญหาข้อนี้”
บนรถ ติงยียีครุ่นคิดอย่างตั้งใจ “นายว่าฉันต้องไปสอบใบขับขี่ไหม?”
“ตามใจ” เย่เนี่ยนโม่มองถนนพลางตอบเธอ
ติงยียีแยกนิ้วเขี่ยแตะกันวุ่นวาย “หลังจากแต่งงานไปก็ต้องออกจากบ้านบ่อยๆ จะให้คนขับรถไปส่งฉันตลอดก็ไม่ได้ ถ้ามีลูกอยากพาลูกออกไปซื้อของข้างนอกก็ต้องใช้รถ”
ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ติงยียีมองเย่เนี่ยนโม่อย่างน่าสงสาร
ท่าทางเธอทำให้เย่เนี่ยนโม่ไม่สนใจไม่ได้ จึงถือโอกาสจอดรถชิดข้างทาง สองมือจับศีรษะของเธอ เย่เนี่ยนโม่พูด “คำถามที่ฉันจะถามต่อไปนี้เธอตอบให้ดี”
“ข้อที่หนึ่ง เธอกังวลเรื่องอะไรที่สุด?”
“กลัวว่าจะรบกวนนาย”
“ข้อสอง อยากเรียนขับรถหรือเปล่า”
ติงยียีคิดครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ไม่อยาก”
เย่เนี่ยนโม่ปล่อยเธอ แล้วออกรถอีกครั้ง เขาพูดอย่างสบายๆ “ชีวิตที่เหลือเธอจะทำแค่เรื่องที่ตัวเองอยากทำก็ได้นะ ไม่อยากทำงานก็อยู่บ้านเรียนสิ่งที่สนใจ ทำในสิ่งที่เธออยากจะทำ ไม่อยากเรียนขับรถก็ไม่ต้องเรียน คนขับรถตระกูลเย่รับคำสั่งตลอดเวลา อยากไปเที่ยวก็เก็บกระเป๋า” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ถ้าอยากเที่ยวต้องพาบอดี้การ์ดไปด้วย อย่าทำให้ฉันเป็นห่วง”
ติงยียีฟังเขาพูดมากมายขนาดนั้นในปราดเดียวเป็นครั้งแรก ประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ที่มากกว่าคือความหวานล้ำ ความรักในอุดมคติไม่ใช่การที่มีคนสักคนดูแลเธอเหมือนสมบัติล้ำค่าอย่างนั้นหรือ อยู่กับเขาแล้วไม่มีวันเสียใจ เขาเป็นต้นไม้ใหญ่ กำบังลมฝนให้เธอ เขาเป็นท่าเรือ ให้เธอหยุดพักผ่อน
ถึงวิลล่าของสวีเห้าเซิง เย่เนี่ยนโม่ช่วยเธอปลดเข็มขัดนิรภัย เห็นเธอตื่นเต้นอยู่บ้าง ก็ยื่นมือมาลูบผมเธอจนยุ่งทันที
“โอ๊ย!”
ติงยียีรีบจัดผมของตัวเองมือไม้วุ่นวาย ความตื่นเต้นเมื่อครู่ก็พลันสลายไป
“ไปเถอะ ฉันจะรอเธออยู่ตรงนี้” เย่เนี่ยนโม่พูด
ลงจากรถ รั้วเล็กๆหน้าประตูวิลล่าไม่ได้ล็อก ติงยียีผลักเปิดรั้วกั้น ดอกไม้ในสวนเพิ่งจะรดน้ำไป บนกลีบดอกไม้มีหยดน้ำพร่างพราวและกลิ่นหอมจางๆ
เธอเดินไปถึงหน้าประตูวิลล่า กดกริ่งที่ประตู รออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่มีใครขานรับ เธอได้แต่เดินวนไปถึงสวนด้านหลัง สวนด้านหลังปลูกเครือเถาวัลย์เต็มไปหมด บนผนังอิฐสีแดงมีบันไดค้ำอยู่อันหนึ่ง สวีเห้าเซิงนั่งอยู่บนบันไดกำลังดูอะไรบางอย่างที่อยู่ด้านข้างอย่างจดจ่อ โบกสะบัดสองมือเป็นครั้งคราว
ติงยียีเดินเข้าไปใกล้ ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กที่อยู่บ้านข้างๆดังเข้ามา กระบอกตาเธอไม่รู้ทำไมถึงได้แดงขึ้นมา
สวีเห้าเซิงยังไม่เห็นเธอ ยังคงนั่งมองเด็กฝั่งตรงข้ามอยู่บนบันได กระทั่งติงยียีเหยียบโดนถังน้ำโดยไม่ตั้งใจเข้าเขาถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาทันที
ภายในสวน ทั้งสองจ้องมองกัน ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ สวีห้าวเซิงเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน “ถ้าลูกอยากจะศัลยกรรมกลับไป พ่อช่วยจองศัลยแพทย์ที่ดีที่สุดให้ได้”
ติงยียีส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้วค่ะ นี่ล้วนเป็นโชคชะตา บางทีสวรรค์อาจจะอยากให้ฉันเริ่มต้นด้วยฐานะใหม่อีกครั้งก็ได้”
สวีเห้าเซิงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดในดวงตา “พ่อไร้ประโยชน์ เรื่องพวกนี้พ่อไม่รู้เลยสักเรื่อง ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเสียวเสว่เป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
เห็นคนแก่คนหนึ่งเศร้าใจขนาดนี้ ติงยียีก็ไม่อาจตัดใจโกหกเขาได้ “เธอสบายดี ถูกหาเจอแล้ว ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่สถานพักฟื้น”
“อะไรนะ! รักษาตัวในสถานพักฟื้น! ได้รับบาดเจ็บหรือ!” สวีเห้าเซิงลุกขึ้นทันที โดนต้นไม้ในกระถางที่วางอยู่มุมโต๊ะ
กระถางต้นไม้ตกลงบนพื้นอิฐแตกเป็นเสี่ยงๆ กลุ่มพืชสีเขียวไหวสั่นอยู่ในดินที่แตกสลาย
ติงยียีก้มหน้าดูความยุ่งเหยิงเต็มพื้น จู่ๆก็พูดขึ้นมา “ฉันเข้าใจว่าคุณรักเธอมากกว่าฉันมาโดยตลอด”
สวีเห้าเซิงตะลึง “นั่นเป็นเพราะว่าเธอมีวัยเด็กที่มีความสุข แต่เด็กคนนั้นเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ดังนั้นฉันจึงให้ความสนใจเธอมากกว่าเล็กน้อย”
“ไม่ใช่ว่าเธอมีแหล่งกำเนิดเหมือนกับอาจารย์เซี่ยเหรอคะ ดังนั้นคุณจึงชอบเธอมากกว่าอย่างที่รักใครก็รักคนของเขาด้วยใช่ไหมคะ? ฉันไม่ลืมเรื่องที่คุณให้ฉันปล่อยมือเพื่อเธอหรอกนะ ฉันทนได้ที่คุณไม่รู้ถึงการมีอยู่ของฉันในหลายปีมานี้ แต่ฉันอดทนต่อความลำเอียงของคุณไม่ได้”
สวีเห้าเซิงก้มหน้าลงพูดไม่ออก ติงยียีพูดถูกเรื่องในใจส่วนหนึ่งของเขา เขาชอบอ้าวเสว่มากกว่า ส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าเซี่ยชีหรั่นชื่นชอบอ้าวเสว่ หรืออาจเพราะเขาได้คลุกคลีกับอ้าวเสว่ตอนเด็กๆ นี่ทำให้เขารู้สึกว่าทั้งหมดเป็นฟ้าลิขิต
ภายในสวนเงียบสงัดอีกครั้ง ติงยียีมองกำแพงอิฐสีแดงแล้วพูดอย่างเย็นชา “เธอไม่มีโอกาสอีกตลอดไปแล้ว ฉันกับเนี่ยนโม่เตรียมจะแต่งงานกันวันที่หนึ่งเดือนหน้า อาจารย์เซี่ยกับคุณท่านล้วนเห็นด้วยแล้ว”
สวีเห้าเซิงประหลาดใจเป็นลำดับแรก ก่อนตามมาด้วยความเศร้าใจ ลูกสาวตนเองแต่งงานเขากลับเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่อง เขาอยากแสดงสีหน้ายินดี แต่องคาพยพทั้งห้ากลับแฝงไปด้วยความขื่นขมตลอดเวลา “อย่างนั้นก็ดี อย่างนั้นก็ดี”