ตอนที่ 1790
บทที่ 1790 คำอวยพรจากพ่อแท้
October 28, 2026
เห็นสีหน้าเขาปกติ ติงยียีนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดขึ้นว่า “ฉันไปเยี่ยมคุณป้ามา เธอแก่ขึ้นมากเลย”
นัยน์ตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆในที่สุดก็มีระลอกคลื่นขึ้นมา เหยียนหมิงเย้าเต็มไปด้วยความละอายใจ แต่ก็ไม่พูดอะไร
ออกมาจากเรือนจำ สายเรียกเข้าจากเย่เนี่ยนโม่ก็โทรเข้ามาพอดี “เธออยู่ไหน?”
“เรือนจำ ฉันมาถามเหยียนหมิงเย้าเกี่ยวกับเรื่องของชิวไป๋”
เย่เนี่ยนโม่เงียบไปครู่หนึ่ง “รอฉัน”
40 นาทีต่อมา รถปอร์เช่สีขาวคันหนึ่งปรากฏอยู่ที่ทางเข้าเรือนจำ เพราะขับเร็วเกินไป บนตัวรถสีขาวจึงมีโคลนกระเซ็นใส่
เห็นเธอปลอดภัยดี เย่เนี่ยนโม่ก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก “ต่อไปอยากรู้อะไรก็มาถามฉัน อยากไปไหนก็ให้ฉันไปเป็นเพื่อน”
“ฉันอยากรู้ความเกี่ยวพันระหว่างคนชุดดำคนนั้นกับอุบัติเหตุรถยนต์ของชิวไป๋” ติงยียีมองเขาอย่างตึงเครียด ฝ่ามือมีเหงื่อออกมา
เย่เนี่ยนโม่รู้ว่าปิดบังเธอไม่ได้ จึงได้แต่พูดว่า “ที่คนชุดดำนั่นปรากฏตัวในสถานที่เกิดเหตุไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดอาจมีความจริงที่ถูกปกปิดไว้อีกอย่าง และในฐานะพยาน การกระทำของเก๋อเฟิ่งเห็นชัดว่าเกินเลยไปจากการแสดงออกที่พยานคนหนึ่งพึงมีไปแล้ว แต่ว่าจับเขาได้แล้ว ข้อเท็จจริงเรื่องที่ฉันคิดไว้ใกล้จะชัดเจนแล้วละ”
ติงยียีถูมือ เธออยากให้เย่เนี่ยนโม่พาเธอไปหาเก๋อเฟิ่ง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตนเองทำเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคต่อเย่เนี่ยนโม่หรือเปล่า
มือถูกจูงไป เย่เนี่ยนโม่เปิดประตูรถ เธอพูดอย่างมึนงง “จะไปไหน?”
“ไปหาคนที่เธออยากเจอ” เย่เนี่ยนโม่ช่วยเธอคาดเข็มขัดนิรภัยให้ดีค่อยปิดประตู
ในห้องพักของโรงแรม เก๋อเฟิ่งแกะซองขนมปังพลางพ่นขนมที่กินไปแล้วในปากออกมา “ฉันอยากดื่มกาแฟสตาร์บัคส์ พวกนายไปซื้อมาให้ฉันเร็วๆ”
บอดี้การ์ดส่งสายตาไปถามเย่ป๋อ ฝ่ายหลังส่ายหน้า ส่งสัญญาณให้เขาไม่ต้องไปสนใจ
เก๋อเฟิ่งเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขา ก็อารมณ์เสียขึ้นมา “พวกนายมีเรื่องขอร้องฉันยังไม่จัดหาของกินดื่มดีๆมาให้ฉันอีก?”
เย่ป๋อก้าวเข้าไป มองลงมาที่เขา เขาถอยหลังไปอย่างหวาดกลัวเล็กน้อย “นายจะทำอะไร! ฉันจะบอกให้ว่านี่เป็นสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย พวกนายทำอย่างนี้เดิมทีก็เป็นการละเมิดกฎหมายแล้ว”
“หุบปาก” เย่ป๋อพูดออกมาสองคำอย่างเย็นชา ตอนนี้เองประตูก็ถูกผลักเปิด
ติงยียีมองเด็กหนุ่มเสเพลข้างหน้าคนนี้ ไม่เชื่อว่าคุณสมบัติของนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งจะต่ำถึงเพียงนั้นได้
พอเก๋อเฟิ่งเห็นเย่เนี่ยนโม่ ความเย่อหยิ่งกำแหงถึงได้เหือดหายไปบ้าง ขยับเท้าลงมาจากโต๊ะกลาง ร่างกายก็ไม่เอนอยู่บนโซฟาทั้งหมดแล้ว
“เก๋อเฟิ่งฉันอยากถามนาย ตอนนั้นที่นายบอกว่าเหยียนหมิงเย้าขับรถชนคนเป็นสิ่งที่นายเห็นด้วยตาตัวเองหรือเปล่า” ติงยียีถามเสียงอ่อนโยน
เก๋อเฟิ่งกวาดตาขึ้นลงมองเธอปราดหนึ่ง เห็นเป็นผู้หญิงสะสวยที่ไม่มีแรงโจมตีคนหนึ่ง ท้องก็โตขึ้นมา “ทำไมฉันต้องบอกเธอด้วย? เธอเป็นเมียเก็บของเขาหรือ?”
เพิ่งสิ้นเสียงท้องน้อยของเขาก็ถูกฟาดอย่างแรงไปรอบหนึ่ง เขาไถลตกจากโซฟา กุมท้องร้องโหยหวนด้วยความเจ็บ เย่เนี่ยนโม่มองเขากับโซฟาที่สกปรกเลอะเทอะอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง ก่อนพูด “เปลี่ยนห้อง”
ห้องใหม่ เย่เนี่ยนโม่ประคองไหล่ติงยียีนั่งลงบนโซฟา มองลงมาที่เก๋อเฟิ่งซึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะกลาง
“พวกคุณจะตีผมไม่ได้นะ” เก๋อเฟิ่งยืดคอพูด
เย่เนี่ยนโม่พูดอย่างสบายๆ “นายรู้ไหมว่าฉันมีวิธีมากมายที่ทำให้นายเจ็บปวดได้ โดยที่บนผิวหนังไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้สักนิด”
เก๋อเฟิ่งหดคอลงเล็กน้อย แววตามีความหวาดกลัวขึ้นมา “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น ตอนนั้นผมแค่เห็นเขาเท่านั้น ผมยังนึกว่าพวกคุณกับเขาเป็นพวกเดียวกัน ตอนนี้คิดจะจับผมมาแก้แค้น”
เย่เนี่ยนโม่ยกมือ เย่ป๋อหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งเดินมาหน้าเขา ในรูปถ่าย คนชุดดำคนหนึ่งอยู่ในซอกมุมหนึ่ง เผยออกมาแค่ดวงตาคู่หนึ่งเท่านั้น
“ผมไม่รู้จักเขา ไม่เคยมีบุคคลสำคัญอย่างนี้มาหาผมเลย” เก๋อเฟิ่งพูดเสียงดัง
เย่เนี่ยนโม่โอบติงยียีลุกขึ้นมา “อดอาหารเขาสองวัน”
“พวกคุณจะจับผมมาขังไว้โดยพลการไม่ได้จะ ผมจะแจ้งตำรวจ!” เก๋อเฟิ่งโวยวายเสียงดัง คิดจะก้าวไปข้างหน้าแต่ก็หวาดกลัวเย่เนี่ยนโม่
เย่เนี่ยนโม่เดินไปถึงประตู เอียงหน้าเล็กน้อย สีหน้ายโสอวดดี “ฉันทำได้”
เดินออกจากโรงแรม ติงยียียังกังวลใจอยู่เล็กน้อย “พวกเราทำอย่างนี้มันไม่ดีหรือเปล่า?”
“บางครั้งก็ไม่มีดีหรือไม่ดี มีแค่ผลลัพธ์น่าพอใจหรือไม่” เย่เนี่ยนโม่พูดอย่างเย็นชา ไม่อยากให้เธอพัวพันกับอารมณ์ด้านลบมากเกินไป เขาจึงเป็นฝ่ายเสนอเรื่องไปทานอาหารขึ้นมา
ทั้งสองเพิ่งมาถึงร้านอาหารพอนั่งลงเย่เนี่ยนโม่ก็รับโทรศัพท์จากสวีเห้าเซิง วางสายแล้วเขาก็ลุกขึ้น “พวกเราอาจจะไม่ได้กินข้าวแล้วละ”
“ทำไมเหรอ?” ติงยียียืนตามขึ้นมา
เย่เนี่ยนโม่จูงมือเธอเดินไปข้างนอก “ลุงสวีเหมือนจะมีเรื่องด่วน”
ในบ้านสวีเห้าเซิง ติงยียีนั่งเงียบข้างเย่เนี่ยนโม่ มองของที่วางอยู่ข้างหน้าโดยไร้สุ้มเสียง
“ลูกพ่อ ฉันรู้ว่าเธอไม่สนใจของนอกกายพวกนี้ แต่ว่านี่เป็นการอวยพรขั้นพื้นฐานที่สุดในฐานะพ่อคนหนึ่ง เธอก็รับไว้เถอะ” สวีเห้าเซิงเคลื่อนเช็คไปหน้าติงยียี
น้ำเสียงของเขาแทบจะเป็นการขอร้อง ติงยียีเอ่ยปากปฏิเสธไม่ได้ ในใจเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
มือถูกกุมขึ้นมา มือของเย่เนี่ยนโม่ที่ประสานกับนิ้วทั้งห้าของเธอค่อยๆเพิ่มน้ำหนักขึ้น
“ขอบคุณค่ะ” ในที่สุดเธอก็ยอมประนีประนอมรับไว้
สวีเห้าเซิงพรูลมหายใจออก นัยน์ตาที่มองดูเย่เนี่ยนโม่ก็มีความชื่นชมเพิ่มขึ้นหลายส่วน “ต่อไปพวกเธอใช้ชีวิตให้ดี พ่อก็วางใจแล้วละ”
บรรยากาศอึดอัดทำให้ติงยียีอยากจะหนีไป แต่ทำได้เพียงขยับตัวไปเบาๆมาบรรเทาความวุ่นวายใจนั้น
เย่เนี่ยนโม่จูงเธอลุกขึ้น “ลุงสวี บริษัทผมยังมีธุระเล็กน้อย ผมไปก่อนนะครับ”