ตอนที่ 635
บทที่635 แกกล้าข่มขู่ฉัน
October 28, 2026
บทที่635 แกกล้าข่มขู่ฉัน
“ไม่ต้อง ผมไม่เป็นไร” เฉินเป่ยพูดอย่างแข็งแกร่งและทรหด
ถึงแม้เป็นอะไรจริง เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร...เขาไม่สามารถให้หลีชิงเยียนแม่สาวคนนี้เป็นกังวลได้
“ไปเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน” เฉินเป่ยพูดเสียงละมุน ดึงมือของหลีชิงเยียนอยากออกไป
ใบหน้าหลีชิงเยียนขมวดตึงเบาๆ เหมือนเจ็บปวดอยู่บ้าง
ดวงตาที่แหลมคมของเฉินเป่ยกวาดมอง พบว่าบนเท้าของเธอบวมแดง...
“ยัยโง่...ทำไมคุณถึงไม่ระวังขนาดนี้...” เฉินเป่ยโค้งตัวลงด้วยความปวดใจ บีบถูเท้าที่เปล่าเปลือยของเธอเบาๆ...จากนั้นไม่มัวเหลวไหล โอบเอวเธออุ้มขึ้นโดยตรง อุ้มเธอไว้แบบนี้แล้วเดินไปถึงด้านหน้ารถไมบัค
วางหลีชิงเยียนไว้บนที่นั่งข้างคนขับแบบเบาๆ เฉินเป่ยนั่งยองตัวลง นวดเท้าเปล่าที่เจ็บเคล็ดบวมแดงด้วยความระมัดระวัง...
ในเวลานี้ ทันใดนั้น...แสงไฟรถที่สว่างดวงหนึ่งเปล่งประกายมาแต่ไกล
สายตาของเฉินเป่ยแข็งทื่อกะทันหัน
รถเบนท์ลีย์มูลซานสีดำคันหนึ่งค่อยๆ ขับมาจากระยะไกล เหยียบเบรกทันที...จอดอยู่ที่ข้างถนน
ประตูรถเบนท์ลีย์มูลซานเปิดออก เซวอี้ที่ใส่ชุดสูทก้าวลงจากประตูลงด้วยความตื่นตระหนกตกใจ รีบเดินเข้ามาทางนี้
“ประธานหลี เกิดอะไรขึ้นครับ? คุณไม่เป็นไรนะครับ?” เสียงของเซวอี้มีความตกใจและห่วงใย รีบเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
เฉินเป่ยลุกขึ้นฉับพลัน ดึงคอเสื้อของเขาเอาไว้ คว้าทั้งตัวของเขาขึ้นมา เหมือนกับคว้าเหยื่อไว้อย่างนั้น กดทั้งตัวเซวอี้ไว้บนประตูรถเบนท์ลีย์คันนั้นของเขาเอาไว้อย่างแรก
ประตูรถถูกแรงมหาศาลกดทับจนบุบลงเปลี่ยนรูปไปบ้างแล้ว...
เซวอี้สีหน้าซีดเซียวไปหมด ลูกตาถลึงจ้องเฉินเป่ยเขม็ง
“ปล่อยมือ....!” เซวอี้ถูกเฉินเป่ยจับกดไว้ สีหน้าเย็นยะเยือกพูดเดือดดาล
สายตาเฉินเป่ยจ้องเซวอี้ด้วยสายตาเย็นชา พูดเยาะเย้ยอย่างล้ำลึก “นักฆ่าที่แกส่งมามีความสามารถแค่นี้เองเหรอ?”
ซู่! พอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเซวอี้ก็เปลี่ยนฉับพลัน
“ฉันไม่เข้าใจว่าแกกำลังพูดอะไร? นักฆ่ากลุ่มนี้ไม่ใช่คนที่ฉันส่งมา ฉันไม่รู้!” สีหน้าเซวอี้น่าสะพรึงกลัวอึมครึมพูดอธิบาย “ฉันได้ยินเสียงปืนกับเสียงระเบิดรุนแรงมาจากทางนี้ ถึงได้รีบร้อนเข้ามา! แกอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น!”
เฉินเป่ยหรี่ดวงตาขึ้น จ้องเขาแบบล้ำลึกทอดยาว “งั้นเหรอ?”
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!” เซวอี้ตะโกนแบบโมโห เห็นได้ชัดว่าทั้งตัวโกรธเคืองอย่างยิ่ง...เหมือนกำลังปกปิดอะไรไว้...แต่การปิดซ่อนของเขาเหมือนจะลึกมาก...แม้แต่เฉินเป่ย...ยังมองเบาะแสจากในแววตาของเขาไม่ออกเลยสักนิดเดียว
“ดูแล้ว คงต้องให้ฉันใช้กำลังสักหน่อยล่ะ...” เฉินเป่ยค่อยๆ ยกหมัดขึ้นมา เส้นเลือดที่แขนปูนนูนขึ้น แรงอาฆาตปลดปล่อยออกมาจากบนตัวเขาในชั่วขณะนั้น
ในที่นั่งข้างคนขับของรถเบนท์ลีย์ เลขาฯจางจื่อหลานวิ่งออกมาด้วยความสับสนทำอะไรไม่ถูก รีบมาห้าม “อย่า!”
“หยุดนะ!” ด้านหลัง เสียงท่านประธานเทพธิดาหลีชิงเยียนก็ดังขึ้นเช่นกัน
ดวงตาเฉินเป่ยแข็งทื่อ ไม่ได้หยุดแต่อย่างใด ปล่อยหมัดหนึ่งออกไปอย่างแรง
“ตึง!” หมัดของเฉินเป่ยต่อยไปบนตัวรถเบนท์ลีย์อย่างรุนแรง ระเบิดโจมตีด้วยพลังมหาศาล ตัวรถเบนท์ลีย์ยุบลงอย่างหนัก กระจกหน้าต่างรถถูกโจมตีรุนแรงจนแตกร้าวไปแถบหนึ่ง
ชั่วขณะนี้ สีหน้าเซวอี้ดูซีดเซียว เหงื่อหยดหนึ่งไหลร่วงลงจากหน้าผาก
เฉินเป่ยกวาดมองเฉินเป่ยแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก ราวกับการจ้องมองของปีศาจจากนรก
หัวใจของเซวอี้เต้นแรงฉับพลัน รู้สึกเพียงว่าสั่นไปทั้งตัว นั่นคือการสั่นเทาที่มาจากจิตวิญญาณ
“เฉินเป่ย กลับมา” เสียงหลีชิงเยียนตะโกนบอกอย่างเคร่งเครียด
เฉินเป่ยถึงค่อยๆ ปล่อยคอเสื้อของเซวอี้ออก ถอยกลับไปที่ข้างกายของหลีชิงเยียนช้าๆ
เซวอี้หายใจหอบเฮือกใหญ่ไปหมด เมื่อสักครู่ตอนที่โดนเฉินเป่ยคว้าไว้นั้น...เขาเหมือนจะหยุดหายใจลงแล้ว ความรู้สึกแบบนั้น...ทำให้เขารู้สึกถึงการคุกคามของความตายนิดๆ
เลขาฯจางจื่อหลานรีบเดินเข้ามาตรงหน้าเซวอี้ ประคองเขาไว้ด้วยความระมัดระวัง
เซวอี้หายใจหอบเฮือกๆ สีหน้าซีดเผือด เขาพูดแบบจริงจัง “ประธานหลีครับ เรื่องนี้...ไม่ใช่ผมทำเด็ดขาด... ผมเซวอี้ขอสาบานต่อฟ้า!”
ใบหน้าหลีชิงเยียนสงบนิ่ง ดวงตาจ้องเขาไปแบบสงบนิ่งขนาดนี้ คล้ายว่าอยากมองบางสิ่งจากในดวงตาเขาให้ออก
เซวอี้จัดเสื้อให้เรียบร้อย ลักษณะที่ดูไม่พูดโกหกเด็ดขาด
“ประธานหลี...ผมขอสาบาน การลอบสังหารครั้งนี้...เป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน! ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการที่ผมเชิญคุณมาทานอาหารมื้อเย็นครั้งนี้!!” เสียงของเซวอี้หนักแน่นมาก และล้ำลึกมาก แต่เดิมทีกลับทำให้คนมองข้อเท็จจริงไม่ออก
อาหารเย็นมื้อหนึ่งในวันนี้ เดิมทีเห็นได้ชัดว่าน่าประหลาดใจอยู่บ้าง..เซวอี้เชิญหลีชิงเยียนทานข้าวโดยกะทันหัน...ที่โต๊ะอาหารเจรจาร่วมงานไม่ผ่าน...ต่อมาระหว่างทางที่หลีชิงเยียนกลับไปเจอการลอบสังหารเข้า? โดยเฉพาะส่งมือปืนซุ่มยิงมาสิบห้าคนเต็มๆ การสังหารทั้งหมดถูกจัดเตรียมมาครบครันต่อเนื่องเช่นนี้ นี่...เป็นเพียงเรื่องบังเอิญฉากหนึ่ง?
“เซวอี้ แกเชื่อคำพูดที่ตัวแกเองพูดมาเหรอ?” เฉินเป่ยพันแขนเสื้อขึ้น ท่วงท่าเย็นชาอยากจะมีเรื่อง
เซวอี้สีหน้าลุ่มลึกไร้ที่เปรียบ ค่อยๆ พูดว่า “ฉันบอกแล้ว เรื่องนี้...ไม่เกี่ยวกับฉันเด็ดขาด นักฆ่ากลุ่มนี้เป็นใคร...เดิมทีฉันไม่รู้จัก...ประธานหลี ผมแนะนำให้คุณรีบแจ้งตำรวจ เรื่องนี้ มอบให้ตำรวจจัดการ ถึงปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดครับ!”
แจ้งความ? เรื่องนี้ถ้าแจ้งความ...จะมีประโยชน์จริงเหรอ? ดวงตาหลีชิงเยียนจ้องเซวอี้อยู่ตั้งนาน...
“ประธานหลี ขอให้คุณเชื่อใจผมด้วย!” เซวอี้พูดจาแบบจริงจังหนักแน่น สีหน้าของเขาเคร่งขรึม เหมือนไม่ได้พูดโกหกแต่อย่างใด
หลีชิงเยียนพยักหน้าเบาๆ พูดด้วยเสียงน่าดึงดูด “ประธานเซว ฉันเชื่อคุณค่ะ”
เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศเงียบสงบอยู่บ้าง
“ประธานหลี ตอนนี้ผมจะติดต่อสถานีตำรวจ ให้พวกเขาเข้ามาตรวจสอบ คุณวางใจได้ ผมจะต้องหาความจริงเรื่องนี้ออกมาให้ได้แน่!” เซวอี้พูดอย่างหนักแน่นไร้ที่เปรียบ จากนั้นล้วงมือถือออกมา เห็นว่าจะต่อสายไปที่โทรศัพท์ของสถานีตำรวจ
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” หลีชิงเยียนพูดเสียงน่าดึงดูดขึ้นกะทันหัน
“ประธานเซว ไม่ต้องหรอกค่ะ เรื่องนี้...จบตรงนี้เถอะค่ะ...ร่างกายฉันไม่ค่อยสบาย ขอกลับก่อนแล้วกันนะคะ” เสียงหลีชิงเยียนนิ่งเรียบ ค่อยๆ พูดขึ้น
“ประธานหลี...เรื่องนี้...ผมคิดว่ารอตำรวจมา...แล้วลงบันทึกประจำวันไว้...” เซวอี้กำลังอยากพูดเกลี้ยกล่อมหลีชิงเยียน
เฉินเป่ยกลับก้าวขึ้นมาก่อนทันใด สายตาเย็นยะเยือกไร้ที่เปรียบ ราวกับมีเจตนาสังหารที่สั่นเทา
คำพูดของเซวอี้หยุดชะงักในชั่วขณะนั้น...เขาถูกสายตาอาฆาตสั่นเทาแบบนี้ของเฉินเป่ยทำเอาสั่นหวาดกลัวค้างแล้ว
เฉินเป่ยไม่สนใจเขาอีก มุดเข้าในรถไมบัค สตาร์ทรถขึ้น ค่อยๆ ขับออกไป...
เหลือเพียงเซวอี้ที่ยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าอึมครึมไม่สงบ เขากวาดตามองที่เกิดเหตุลอบสังหารทีหนึ่ง...ในแววตามีความล้ำลึกที่ซับซ้อนน่าประหลาดแวบผ่าน…
ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ หยิบมือถือขึ้น ต่อสายไปยังโทรศัพท์ของสถานีตำรวจหู้ไห่แล้ว
“ผมอยากแจ้งความ”
...
ช่วงกลางคืน รถไมบัคค่อยๆ ขับอยู่ท่ามกลางถนน
ในรถดูเงียบสงบอยู่บ้าง หลีชิงเยียนเอามือกอดหน้าอก บนใบหน้างดงามมีความซับซ้อนที่ลุ่มลึก
เธอในเวลานี้ผ่อนคลายเข้ามาจากสถานการณ์ลอบสังหารที่อกสั่นขวัญแขวนเมื่อสักครู่นี้...กลับคืนสู่ความสุขุมแบบควรจะเป็นแล้ว
การลอบสังหารในวันนี้ น่าสงสัยอย่างหนัก ทำให้ในใจเธอซับซ้อนตกใจ
“นายคิดว่าการลอบฆ่าครั้งนี้...เป็นเซวอี้บงการเหรอ?” หลีชิงเยียนนั่งอยู่ในเบาะข้างคนขับ ถามขึ้นเสียงเบา
เฉินเป่ยลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ค่อยๆ พูดว่า “ผมก็ไม่แน่ใจ”
ได้ยินคำตอบของเฉินเป่ย ใบหน้าหลีชิงเยียนอดตะลึงไม่ได้...ทุกครั้งที่เธอเจอปัญหายุ่งยากใดๆ...ล้วนสอบถามเฉินเป่ย...ส่วนเฉินเป่ยก็จะให้คำตอบที่แม่นยำสร้างสรรค์ออกมาทันใด...
แต่ว่าวันนี้...เฉินเป่ย...คาดไม่ถึงเขาบอกว่าไม่รู้?
“ผมมองไม่ออกจริงๆ...” เฉินเป่ยขับรถไปพลางค่อยๆ พูดอธิบาย “ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ในวันนี้...ล้วนพุ่งเป้าไปยังเซวอี้...รวมทั้งฉากหลังจากที่เขาลอบฆ่าล้มเหลวนั้น กลับเข้ามาลบล้างความน่าสงสัยของตัวเอง...”
“นายหมายความว่าเซวอี้คือผู้บงการเบื้องหลัง?” หลีชิงเยียนดวงตาแข็งทื่อ
“ไม่...ความหมายของผมคือ...ผมมองไม่ออก...” เสียงของเฉินเป่ยมีความลุ่มลึกที่ซับซ้อน “จากในตาของเขา ผมมองเบาะแสใดๆ ไม่ออก...ผู้ต้องโทษคนหนึ่ง ถ้าเขาทำความผิดแล้ว ในตาของเขาควรจะเผยความกังวลและการปิดบังอำพรางความจริงออกมา...แต่ดวงตาของเขานิ่งสงบมาก”
“จากในมุมมองด้านจิตวิทยา...เขาเหมือนไม่มีพิรุธในใจ...ไม่มีการกระทำที่หวาดผวาและหลบเลี่ยงใดๆ ดังนั้น...ผมเลยมองไม่ออก” เฉินเป่ยดวงตาเปลี่ยนไปทอดยาวซับซ้อน เซวอี้คนนี้ เขามองไม่ออกจริงๆ เหมือนว่ามีของอะไรที่ก่อกวนความคิดของเขา เพียงแค่...เวลานี้เขาคิดไม่ออกเลย
ใบหน้าหลีชิงเยียนแข็งทื่อ พูดแบบสงสัยประหลาดใจ “นายเรียนความรู้จิตวิทยาพวกนี้มาจากที่ไหนกัน?” เฉินเป่ยกระแอมแบบกระอักกระอ่วน รีบเปลี่ยนหัวข้อ “ไม่ว่าจะพูดยังไง เซวอี้น่าสงสัยมากที่สุด วันหลังคุณต้องระวังเขาไว้”
...