ตอนที่ 649
บทที่649 สู้ไม่ได้ก็ควักปืน
October 28, 2026
บทที่649 สู้ไม่ได้ก็ควักปืน
ตอนที่ประตูลิฟต์เปิดออก ชั่วขณะนั้นสายตาของเฉินเป่ยล็อกไว้ที่รถออฟโรดด้านนอกอาคารสามคันนั้นแล้ว...รถออฟโรดยี่ห้อตงเฟิงที่แข็งแกร่ง? นี่...เป็นรถออฟโรดสมรรถนะเหนือชั้นที่กองทัพพิเศษของหัวเซี่ยถึงสามารถใช้งานได้
สายตาของเขาล็อกไปบนป้ายทะเบียนรถออฟโรดสามคันนั้น...พื้นขาว...ตัวอักษรแดง
ด้านหน้าป้ายทะเบียนประทับอักษรตัวใหญ่ที่เป็นสีแดงสองตัว—เกิงG
กองทหารเยี่ยนจิง...หน่วยรักษาการณ์ติดอาวุธ
ในชั่วขณะนี้สายตาของเฉินเป่ยเย็นยะเยือกถึงขั้นสุด แม้แต่กลุ่มกองทัพบก...ยังถูกพวกเขาแทรกแซงแล้วเหรอ?
ความตื่นตัวของเฉินเป่ยพุ่งสูงถึงขีดสุด... เขาเดินไปหน้าประตูใหญ่ทีละก้าว...ในแต่ละเท้าที่ก้าวออกมานั้น ลมหายใจของเขายิ่งอ่อนลง...แต่...จิตสังหารในแววตาเพียงหนึ่งเดียวยิ่งรวมตัวเพิ่มขึ้น นี่...คือการระวังตัวเป็นครั้งแรกที่แท้จริง...ตั้งแต่เขากลับมาหัวเซี่ย...
“พวกนาย มาหาฉันมีธุระอะไรงั้นเหรอ?” เสียงของเฉินเป่ยนิ่งสงบมาก สงบถึงขั้นสุด
ในเวลานี้ ประตูรถออฟโรดยี่ห้อตงเฟิงที่จอดอยู่ตรงกลางคันนั้นเปิดออกกะทันหัน
ผู้ชายสวมเครื่องแบบทหารคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากรถ หลังจากผู้ชายคนนี้ลงรถแล้ว...เหล่าทหารกลุ่มหนึ่งในเหตุการณ์ต่างเคารพเกรงขามในชั่วขณะนั้น...นั่นคือความเคารพและเชื่อฟังที่มาจากก้นบึ้งหัวใจ
ชั่วขณะที่เฉินเป่ยเห็นผู้ชายสวมเครื่องแบบทหารคนนี้...หัวใจเขาเต้นแรงทันใด
เฉินเป่ยอึ้งทึ่งไปทั้งตัวพอสมควร...สายตาของเขาจ้องผู้ชายคนนี้ไม่ขยับ...ความทรงจำในอดีต...เหมือนกับกำลังผุดขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง...
เขาจำผู้ชายคนนี้ได้ ตอนนั้น...ที่กองทัพของเยี่ยนจิง พวกเขามีโชคชะตาได้เจอกันครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้ผูกพันลึกซึ้ง แต่เฉินเป่ยกลับจำเขาได้
ตระกูลฉิน ฉินเกอ
ตอนนั้นฉินเกอเป็นดาวดวงใหม่ทางทหารชั้นสูงสุดของกลุ่มกองทัพบก บุกตะลุยสู้ได้พอฟัดพอเหวี่ยง กวาดล้างทั้งกองทัพ พลังรุ่งโรจน์พุ่งพรวด ส่วนเฉินเป่ย...คือทหารโดดเด่นที่ซ่อนตัวในหน่วยลึกลับ
พวกเขาสองคน คนหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง กวาดล้างด้วยจิตใจเด็ดเดี่ยว อีกคนหนึ่งอยู่ที่มืด ไร้ศัตรูสูงตระหง่าน ราวกับดาวเด่นทางทหารสองดวงที่สะท้อนแสงแวววาวให้กันและกัน
เฉินเป่ยมองอินทรธนูบนไหล่ฉินเกอแวบหนึ่งด้วยสายตาล้ำลึกซับซ้อน ด้านบนติดสัญลักษณ์สะดุดตานั้นไว้อย่างเด่นชัด: สองแถบหนึ่งดวง นึกไม่ถึง...ไม่เจอเจ็ดปี คุณชายตระกูลฉินท่านนี้...คาดไม่ถึงจากผู้หมวด จะเลื่อนขึ้นไปเป็นพันเอกแล้ว เลื่อนขั้นรวดเร็วระดับนี้ ทำได้เพียงใช้คำว่าสยองขวัญมาบรรยายเลยทีเดียว
เจ็ดปีผ่านไป ฉินเกอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับเทพเจ้าแห่งสงครามคนเดิมที่พอสู้ได้อย่างทัดเทียมกันในตอนนั้น
นึกถึงตรงนี้...ในแววตาของเฉินเป่ยแอบมีความหมายเสียใจน่าประหลาดอยู่บ้าง...ทหารเจอกัน...ปัจจุบันนี้...กลับต้องปะทะกันด้วยมีดเหรอ?
ในขณะที่เฉินเป่ยจ้องฉินเกออยู่ พันเอกที่อายุน้อยสุดของเยี่ยนจิงท่านนี้ก็กำลังจ้องเฉินเป่ยเช่นกัน...
สายตาฉินเกอจ้องเฉินเป่ยไม่ขยับ ไม่รู้ทำไม...ผู้ชายตรงหน้าคนนี้...ถึงแอบทำให้เขามีความรู้สึกคล้ายว่าเคยรู้จักอย่างหนึ่ง...?
ความรู้สึกแบบนี้ราวกับ...เคยเจอกันเมื่อหลายปีก่อน? ความทรงจำที่มีความหมาย แต่กลับ...รู้สึกว่าแปลกหน้าอยู่บ้าง...
สายตาของฉินเกอแข็งทื่อเล็กน้อย เก็บซ่อนความสงสัยเอาไว้ในใจ ทั้งตัวเขาตรงดิ่งทรงพลังราวกับต้นสน ท่วงท่าของทหารปล่อยออกมาแบบไร้รูปร่าง ทำให้คนใจสั่น
“นายคือเฉินเป่ย?” เสียงฉินเกอถามอย่างจริงจัง มีความหมายจู่โจมที่เรียบง่ายแต่ดุเดือดนิดๆ
เฉินเป่ยได้ยินแล้วตะลึงนิดหน่อย...เขาจำตัวเองไม่ได้? วินาทีนี้ ในหัวสมองเฉินเป่ยครุ่นคิดไม่หยุด ความตกใจและความสงสัยกำลังก่อตัวขึ้น
“น้องสาวฉัน ฉินหยาง ถูกนายลักพาไป?” เสียงฉินเกอยิ่งหนักหน่วงอีกระดับ บีบเคล้นถาม
ซู่! ได้ยินคำพูดประโยคนี้ ชั่วขณะนั้นสายตาของเฉินเป่ยตะลึงค้างแล้ว น้องสาว...ฉินหยาง? นี่...ในเวลานี้เฉินเป่ยยังไม่ตอบสนองเข้ามาสักเท่าไร...สรุปมันเรื่องอะไรกันแน่?
“นาย...มาเพราะน้องสาวของนาย?” เฉินเป่ยถามอย่างระแวงที่สุด
ฉินเกอจ้องเฉินเป่ยตาไม่กะพริบ ค่อยๆ พยักหน้า
วินาทีนี้ สมองของเฉินเป่ยกำลังหมุนวนฉับไว คาดคะเนไม่หยุด...ที่ฉินเกอคนนี้มา...คาดไม่ถึงเพราะน้องสาวของเขา?...อย่างนั้นก็หมายความว่า...เขาไม่รู้จักสถานะที่แท้จริงของเขา? ฉินเกอ...ไม่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลกลุ่มนั้น?
“นาย...ไม่รู้จักฉันเหรอ?” เฉินเป่ยถามขึ้นอย่างระแวงนิดๆ ถึงแม้ว่าในใจจะแอบคาดการณ์ไว้แล้ว...แต่เฉินเป่ยยังคงมีความระแวงอยู่...อิทธิพลกลุ่มนั้นของเยี่ยนจิงช่างสยดสยองและเหี้ยมโหดเหลือเกิน...ไม่รู้ว่าพวกเขาแทรกซึมเข้าไปในองค์กรที่มีอิทธิพลมากเท่าไร...เฉินเป่ยจึงไม่สามารถวางใจได้เด็ดขาด
สายตาฉินเกอตะลึงเล็กน้อย ส่ายหน้า “เหมือนรู้จัก...แต่ก็ไม่เคยรู้จัก วันนี้เป็นการเจอครั้งแรก และเป็นครั้งสุดท้ายด้วย”
เฉินเป่ยจ้องสายตาของเขาเขม็ง ราวกับอยากมองร่องรอยสักนิดจากในแววตาของเขาออกมา...สายตาของฉินเกอเคร่งขรึมดูน่าเคารพ ไม่มีกระเพื่อมหวั่นไหวแต่อย่างใด ละเอียดลึกซึ้งไร้ที่เปรียบ
ในขณะนี้ความระวังในใจเฉินเป่ยถึงค่อยๆ ผ่อนลง...ดูแล้ว...เป็นตนเองที่เข้าใจผิดไป...ฉินเกอคงแค่มาตามหาน้องสาวเขา ไม่ใช่เพราะสถานะของตนเอง...
แต่ว่าในขณะเดียวกัน มุมปากของเฉินเป่ยเผยยิ้มเยาะตนเองที่สังเกตไม่ออก...หายไปนานขนาดนี้แล้ว รหัสลับและชื่อของตนเอง...กลัวว่าจะถูกคนกลุ่มนั้นของเยี่ยนจิงลืมไปตั้งนานแล้วมั้ง...แม้แต่ฉินเกอยังจำตนเองไม่ได้เลย...แต่บางทีนี่อาจเป็นโชคชะตาที่ลิขิตมา...เจ็ดปีก่อน การพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวของเฉินเป่ยและฉินเกอ สิ่งที่ฉินเกอจำได้มีเพียงชื่อลับในการปฏิบัติงานในหน่วยของเขาเท่านั้น...
เพราะข้อจำกัดพิเศษของหน่วยลึกลับ ชื่อแท้จริงของเฉินเป่ย...เกรงว่าทั้งเยี่ยนจิงออาจจะมีไม่กี่คนที่รู้...ดังนั้น เขาถึงถูกกำจัดไปหมดเกลี้ยงเช่นนี้...ถึงที่สุดเช่นนี้ เพราะเดิมทีชื่อของเขาไม่มีคนรู้...ร่องรอยข้อมูลของเขายิ่งไม่มีใครคนใดสามารถค้นหาได้...ดังนั้นเขาจึงหายตัวไปแบบนี้...
ตอนนั้นเฉินเป่ยโชคดีหนีรอด...แม้แต่หน้าตายังถูกทำลาย...ปัจจุบันนี้หน้าตาของเฉินเป่ยผ่านการผ่าตัดศัลยกรรมมาครั้งแล้วครั้งเล่า...ถึงพอฟื้นฟูใบหน้าในตอนนั้นได้...บางทีในหลายปีมานี้ เขาคงเปลี่ยนไปมากเกินไปล่ะมั้ง...แต่จำไม่ได้คือดีที่สุด ถ้าถูกฉินเกอจำสถานะได้...อย่างนั้นเกรงว่าเรื่องราวจะยิ่งร้ายแรงขึ้น
“เฉินเป่ย ฉันไม่สนว่าเธอกับนายเป็นอะไรกัน...ข่าวลือฉาวโฉ่พวกนั้นฉันก็ไม่อยากสนใจด้วย วันนี้ ฉันมีเพียงคำขอเดียว...ส่งเธอมา” เสียงฉินเกอเรียบง่ายทรงพลังไร้ที่เปรียบ มีอาการสั่นแบบพูดไม่ถูก เหมือนทำให้คนไม่มีทางต่อต้าน
เฉินเป่ยกลับมาจิตใจสงบดังเดิม ค่อยๆ จุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้น พูดแบบลุ่มลึก “ฉันไม่รู้จัก”
ฉินเกอไม่ได้พูดอะไร หมายความว่ายอมรับในปริยาย สายตาของเขาจ้องเฉินเป่ยตรงๆ พ่นสองคำออกมา “ส่งคน”
เฉินเป่ยพ่นควันบุหรี่ออกมา หัวเราะนิ่งๆ “พี่ใหญ่ พวกนายครอบครัวนี้บีบบังคับคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ว่าเดิมทีฉันไม่รู้จักไง...พวกนายทำแบบนี้ เกรงว่าไม่ค่อยดีมั้ง? ตอนนี้เป็นสังคมเปิดกว้างสนับสนุนอิสระนะ”
“ใครเป็นพี่ใหญ่นาย?” สายตาฉินเกอแข็งทื่อ มีความหมายเย็นชา “ความอดทนของฉันมีจำกัด รีบส่งหยางออกมา ไม่อย่างนั้นอย่าโทษว่าฉันรุนแรง”
เฉินเป่ยหัวเราะอย่างไม่สนใจ “พี่ใหญ่ บอกว่าไม่รู้จักก็ไม่รู้จักสิ นายต้องให้ฉันยอมรับว่ารู้จัก นี่...ไม่ค่อยดีมั้ง?”
อากาศเหมือนเปลี่ยนไปกดทับอยู่บ้าง
เฉินเป่ยเอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงไว้ ในปากคาบบุหรี่ ลักษณะท่าทางอันธพาลไร้ขอบเขต
“นายจะไม่ยอมส่งคนมา?” เสียงฉินเกอเปลี่ยนไปเย็นชาหลายระดับ ท่าทางที่น่าครั่นคร้ามของทหารนั้น เหมือนกำลังปลดปล่อยในชั่วพริบตาเดียว
ซู่! ทหารที่เรียงสองแถวเป็นระเบียบด้านข้างนั้นล้อมเข้ามาทันที ล้อมรอบแบบต่อสู้ที่เป็นวงแน่นหนาน่าสะพรึงกลัว ท่วงท่าดูเย็นเฉียบ
นี่คือทหารแท้จริงกลุ่มหนึ่ง...ทหารที่ผ่านการฝึกฝนที่โหดเหี้ยมมากลุ่มหนึ่ง
เฉินเป่ยกวาดสายตาผ่านเหล่าทหารกลุ่มนี้แวบหนึ่ง สายตาของแต่ละคนล้วนหนักแน่นเป็นพิเศษ เป็นทหารเยี่ยมกลุ่มหนึ่ง ดูแล้วหลายปีมานี้ฝีมือนำทหารของฉินเกอมีการพัฒนาขึ้นมามากๆ ทหารกลุ่มนี้ แต่ละคนดูเป็นทหารดี ผู้ที่ไร้ศัตรูในสนามรบ สะสมประสบการณ์มานาน เพียงใช้สายตามอง ย่อมสามารถแยกแยะความสามารถออก
หน้าประตูอาคาร จางหยุ่งกับเหล่าพนักงานรักษาความปลอดภัยกลุ่มนั้นต่างตกใจฉากที่น่าสะพรึงกลัวนี้จนอึ้งค้างกันไปหมดแล้ว
บรรดาทหารที่ลักษณะท่าทางดุดันกลุ่มนี้...ล้อมรอบพี่เฉินเอาไว้ตรงกลางกัน...นี่คืออยากทำอะไร?
เฉินเป่ยหัวเราะนิ่งๆ ควันบุหรี่ที่มุมปากค่อยๆ ล่องลอยอยู่ในอากาศ เหมือนว่าจิตใจของเขาในเวลานี้ดูเล่นแง่ไร้ขอบเขต เดิมทีเขาเหมือนไม่เห็นทหารกลุ่มนี้อยู่ในสายตาเลย
ท่วงท่าฉินเกอสูงตรง จ้องเฉินเป่ยสายตาไม่กะพริบ พูดจาเรียบง่ายแต่ทรงพลัง “ฉันไม่อยากใช้ความรุนแรง แต่ถ้านายยังทำผิดแล้วไม่รู้อีก งั้นคงได้แต่ขอโทษแล้ว”
“ขอโทษนะ...” เฉินเป่ยค่อยๆ ส่ายหน้า “ฉันไม่รู้จัก”
ซู่! บรรยากาศเงียบงันถึงที่สุด
ในชั่วพริบตาเดียว บรรดาทหารกลุ่มนั้นลงมือฉับพลัน
เหล่าทหารเครื่องแบบลายพรางพุ่งโจมตีเข้ามาในชั่วขณะนั้น ใช้วิธีการทางทหารแบบมาตรฐานเข้าจับกุมคว้าไว้โดยตรง อยากให้เฉินเป่ยยอมจำนน
เห็นการกระทำที่คุ้นเคยนี้เข้า...กระบวนท่าที่คุ้นเคย...แววตาของเฉินเป่ยหมุนวนเล็กน้อย...นี่คือกองทัพที่ไม่เห็นมานานแล้ว
มุมปากเฉินเป่ยฉีกเส้นรัศมีวงกลมขึ้น เขาไม่ได้ต่อต้านแต่อย่างใด ยังยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเฉยเมยขนาดนี้
ทหารหลายคนนั้นจับกุมเขาในชั่วขณะนั้น กดกระดูกไหปลาร้าลงโดยตรง แขนทั้งสองของเฉินเป่ยถูกพลิกล็อกเอาไว้แน่น ข้อต่อข้อมือ...คอ ข้อต่อเข่า ถูกฝ่ายตรงข้ามล็อกไว้ทั้งหมด ขยับเขยื้อนไม่ได้