ตอนที่ 123
บทที่ 123 วิธีการเช่นนี้ มันอ่อนหัดเกินไป
October 28, 2026
ที่ผู้ดูแลจงและเฉินฝูมาในครั้งนี้ เป็นธรรมดาที่จะไม่ได้มาเพื่อขอโทษ และยิ่งไม่ได้มาเพื่อเป็นแขกดื่มชาเท่านั้น
พวกเขามีภารกิจใหม่ที่ต้องให้สุนัขรับใช้ที่จงรักภักดีอย่างตระกูลหลี่ไปดำเนินการ
“พรุ่งนี้ก็ถึงงานประชุมสุดยอดเศรษฐกิจเมืองฉือแล้ว พวกเราหวังว่าตระกูลหลี่จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อดึงพันธมิตรของวังซื่อกรุ๊ปมาให้ได้ รวมทั้งพวกที่ยืนอยู่ตรงกลาง นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของหลี่ซือกรุ๊ป ถ้าหากสูญเสียโอกาสนี้ไป หลี่ซือกรุ๊ปของพวกคุณจะต้องเดินสู่ความตกต่ำหรือแม้กระทั่งหายไปจากกลุ่มธุรกิจของเมืองฉือ เหมือนอย่างตระกูลหลินมหาเศรษฐีของเมืองฉือเมื่อก่อนหน้านี้”
“ยังไงซะก็ตั้งใจทำงานให้ดี ไม่อย่างนั้นอย่าคิดว่าจะได้ผลประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าหากพวกคุณคว้าโครงการก่อสร้างหมู่บ้านในเมืองมาได้ เช่นนั้นอนาคตของตระกูลหลี่จะต้องเป็นไปด้วยดีแน่”
ไม่พูดไม่ได้ว่า ผู้ดูแลจงคนนี้พูดได้เรียบง่ายชัดเจน ในความหมายเดียวกันนี้ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นพูด อาจไม่ตรงประเด็นสักเท่าไหร่นัก
แต่ผู้ดูแลจงกลับให้คำพูดง่าย ๆ เพียงไม่กี่ประโยคปลุกหนอนจอมตะกละในใจของหลี่เยว่ขึ้นมา
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า ทำไมลูกชายของตัวเองถึงไม่ฟังเตือนแบบนั้น
ไม่ใช่ว่าตัวเองโง่เขลา แต่เป็นคนพวกนี้เจ้าเล่ห์เกินไปจริง ๆ ทุกก้าวเดินล้วนโจมตีบนจุดสำคัญของตระกูลหลี่ของพวกเขา
ในวันนี้ สถานการณ์ของตระกูลหลี่ไม่ค่อยจะดีนัก ตัวอย่างเช่นในสายตาของใครบางคน สามารถพูดได้ว่าตระกูลหลี่ได้ค่อย ๆ ถดถอยไป ถ้าหาเป็นแบบนี้ต่อไป ผลที่ตามมาจะต้องน่าเป็นห่วงมากแน่ ไม่ว่าใครก็ยากจะจินตนาการถึงอนาคตของตระกูลหลี่ เพราะยังไงหนึ่งในสี่ และในวันนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นหนึ่งในสาม
ทุกอย่างนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะตระกูลวัง ศัตรูที่ตระกูลหลี่ไม่เคยเห็นอยู่ในสายตามาก่อน
ตอนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ศัตรูแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือพอ ๆ กัน!
ผู้ดูแลจงเองก็คิดแบบนี้ นับเป็นความเสียใจครั้งใหญ่ที่สุดของพวกเขาที่ตระกูลวังถูกกองทุนมูลนิธิโตว๋โนว่อะไรนั่นยึดคืน ถ้ารู้แต่แรกก็น่าจะแย่งมาถึงจะถูก
แน่นอน ถ้าหากไม่มีกองทุนมูลนิธิโตว๋โนว่อะไรนั่นสนับสนุน ตระกูลวังที่ว่าก็ไม่มีเงินทุนที่จะมาแข่งขันกับตระกูลวัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเข้ามาในขอบเขตสายตาของคนตระกูลหลี่อย่างพวกเขาได้เลย
“มันช่างตลกสิ้นดี”
ผู้ดูแลจงส่ายหน้าติดต่อกัน
มาถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าผู้นำของกองทุนมูลนิธิโตว๋โนว่ที่ว่านั้นเป็นใครมาจากไหน รู้เพียงว่าเฉินอีเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับใครสักคนในกองทุนมูลนิธิโตว๋โนว่ และอาศัยจุดนี้ถึงเข้าตระกูลวังได้
“แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมมักรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่เฉินฝูพูด เฉินอีคนนี้เป็นถึงบุคคลที่เกือบจะถูกซินกุ้ยกรุ๊ปแห่งวอลล์สตรีทเชื้อเชิญในปีนั้น เขาจะเข้าเป็นพนักงานธรรมดา หรือพูดได้แม้กระทั่งว่าต่ำด้วยของวังซื่อกรุ๊ปได้ยังไง”
ความหวั่นเกรงที่ผู้ดูแลจงมีต่อเฉินอีนั้น มากกว่าที่เขาคิดเสียอีก
ซินกุ้ยกรุ๊ป
ไม่ได้หมายถึงบริษัท หรือกลุ่มบริษัทแห่งหนึ่ง
แต่หมายถึงองค์กรที่ประกอบด้วยเยาวชนมากความสามารถที่โดดเด่นที่สุดจากทางตะวันออกและตะวันตกในระยะเวลาสิบปีมานี้ ความสำคัญของมันไม่ต้องบอกก็รู้ได้
เฉินอีในตอนนั้นอายุยังน้อยก็มีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน เป็นธรรมดาที่จะอยู่ในเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมของซินกุ้ยกรุ๊ปแห่งวอลล์สตรีท และยังเคยได้รับบัตรเชิญ
หลายปีมานี้ ตระกูลเฉินก็อยากจะหาบัตรเชิญนั้นให้เจอ จากสิ่งของที่เฉินอีทิ้งเอาไวในตอนนั้น เพื่อให้นายน้อยของตระกูลเฉินในตอนนี้เข้าร่วมซินกุ้ยกรุ๊ปแห่งวอลล์สตรีทได้ มีเพียงเช่นนี้ถึงจะทำให้ตระกูลเฉินก้าวขึ้นไปข้างหน้าอีกหลายขั้นได้
แต่นี่ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว พวกเขากลับไม่พออะไรเลย ดังนั้นเมื่อเฉินอีได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพวกเขาถึงได้มีความคิดนี้ขึ้นมา
เดิมทีคิดจะจับเฉินอีเอาไว้ จากนั้นค่อยบีบให้สารภาพ ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเอาบัตรเชิญของซินกุ้ยกรุ๊ปมาให้ได้ มีเพียงวิธีนี้ถึงจะทำให้ตระกูลเฉินก้าวขึ้นไปข้างหน้าได้
แต่ตอนนี้ถึงพบว่า ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เฉินอีได้กลายเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ของกองทุนมูลนิธิโตว๋โนว่ องค์กรการกุศลที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนนี้ ต่อให้เป็นนายน้อยตระกูลเฉินของพวกเขา ผู้มีความสามารถที่อยู่ข้างกายนายหญิงตระกูลเฉิน กลับทำอะไรเฉินอีไม่ได้