ตอนที่ 464
ตอนที่ 466
October 22, 2026
ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ – ตอนที่ 466 เขาหมื่นวิญญาณ ตอนที่ 466 เขาหมื่นวิญญาณ โดย Ink Stone_Fantasy “แผ่นดินจงเทียนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีกลุ่มอิทธิพลมากมาย แต่มีมนุษย์เราเป็นหลัก และในกลุ่มอิทธิพลของเหล่ามนุษย์ ก็มีสี่ยอดนิกายใหญ่เป็นหัวหน้า แหล่งที่มาของประวัติศาสตร์ว่ากันว่าสามารถสืบสาวต้นสายไปถึงสมัยบรรพกาลได้ กลุ่มอิทธิพลที่สังกัดก็มีมากมายนับไม่ถ้วน สาขาที่มีประวัติหมื่นปีอย่างสำนักเสียงมหัศจรรย์เรา ก็มีมากถึงสามสิบหกสาขา นอกจากมนุษย์แล้ว ยังมีสถานที่บางแห่งที่ถูกครอบครองโดยเผ่าปีศาจและเผ่าอื่นๆ จนกระทั่งว่ากันว่า เผ่าที่มีอำนาจในนั้น เกือบจะเทียบเท่ากับสี่ยอดนิกายใหญ่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจดูหมิ่นได้……” หญิงชุดขาวเล่าให้คนทั้งสองที่อยู่ด้านหลังฟัง
ส่วนหลิ่วหมิงก็ฟังจนรู้สึกตกตะลึงพรึงเพริด
นิกายขนาดใหญ่อย่างนิกายยอดบริสุทธิ์ มีมากถึงสี่นิกาย ทั้งยังมีเผ่าอื่นๆ ที่ไม่มีอิทธิพลไม่ด้อยไปกว่าสี่ยอดนิกายใหญ่!
สิ่งนี้เหนือความคาดหมายของหลิ่วหมิงไปมาก
สองสามชั่วยามผ่านไป ข้างเนินเขาสีขาวเทาที่ไม่สูงมากนัก หญิงชุดขาวหยิบจานเข็มทิศออกมาอันหนึ่ง หลังจากปล่อยพลังเวทใส่เข้าไปแล้ว เข็มที่อยู่บนนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนไหว และส่งเสียงดังหวึ่งๆ
ทันใดนั้น ลำแสงสีขาวก็พุ่งออกจากจานเข็มทิศ และจมหายไปในเนินเขา
เกิดเสียงดังโครมคราม จากนั้นเนินเขาก็สั่นสะเทือน และปรากฏทางเข้าที่สูงจั้งกว่าๆ
หลิ่วหมิงกับเจียหลานเดินตามหญิงชุดขาวเข้าไปด้านใน พวกเขาเดินผ่านทางเดินที่ยาวร้อยกว่าจั้งกับชั้นจำกัดหนาแน่น จนมาถึงหน้าแท่นหินที่ดูเก่าๆ แท่นหนึ่ง
ใจกลางแท่นหินมีค่ายกลส่งตัวขนาดเล็กที่มีสีเงินจางๆ และใจกลางค่ายกลก็มีหลุมขนาดเท่านิ้วมืออยู่หนึ่งหลุม บริเวณรอบๆ มีลวดลายจิตวิญญาณจำนวนหนึ่งกำลังเปล่งประกายอยู่
หญิงชุดขาวแสดงท่าทีบ่งบอกให้ทั้งสองเดินเข้าไปในค่ายกล จากนั้นนางก็หยิบผลึกหินฟ้าออกมาก้อนหนึ่ง และวางลงบนหลุมเบาๆ
ต่อมาก็มีแสงสีขาวเปล่งประกาย จากนั้นทั้งสามก็หายไปจากที่เดิม
ตลอดการเดินทาง พวกเขาทั้งสามบ้างก็เหินเวหา บ้างก็อาศัยกลส่งตัวบางแห่ง ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ยังใช้เวลาครึ่งปีถึงมาถึงเขตใจกลางแผ่นดินใหญ่ในที่สุด และค่อยๆ เข้าใกล้เขาหมื่นวิญญาณที่เป็นที่ตั้งของนิกายยอดบริสุทธิ์
…….
วันนี้ บนอากาศที่อยู่ห่างจากเขาหมื่นวิญญาณไปไม่ไกล นกกระดาษที่มีแสงสีฟ้าขาวเปล่งประกาย กำลังพุ่งเข้ามาจากขอบฟ้าที่อยู่ไกลๆ
ส่วนหน้าของนกกระดาษ จะมองเห็นหญิงชุดขาวยืนอยู่รำไร ดวงตาดำขลับของนางกำลังทอดมองไปยังเทือกเขาที่อยู่ไกลๆ
มีชายหญิงสองคนนั่งอยู่ด้านหลังของนาง พวกเขากำลังมองไปยังเทือกเขาที่ทอดยาวติดต่อกัน
พวกเขาก็คืออวี้ชิง หลิ่วหมิง และเจียหลานที่ข้ามน้ำข้ามภูเขาจากเขตทะเลหนานไห่ จนมาถึงสถานที่แห่งนี้
บริเวณที่หลิ่วหมิงกวาดสายตามองผ่านในระยะไม่กี่สิบลี้ ล้วนเป็นยอดเขาขนาดสูงต่ำที่เรียงติดต่อกันไม่ขาดสาย บนเขาแต่ละลูกต่างก็มีไอหมอกสีขาวสลัวลอยวนเวียนอยู่รำไร
เมื่อผ่านอากาศที่ดูธรรมดาแห่งนี้ มันก็กระเพื่อมออกราวกับเป็นผิวน้ำ จนหลิ่วหมิงรู้สึกว่าทุกอย่างตรงหน้าพร่ามัว
ขณะที่เรียกสติกลับมาได้นั้น ก็ค้นพบว่าทิวทัศน์ตรงหน้าแตกต่างจากก่อนหน้านั้นโดยสิ้นเชิง และนกกระดาษก็พาพวกเขาเข้าไปในพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง
เขากวาดสายตามองด้วยความประหลาดใจ แต่ค้นพบว่ารอบด้านล้วนเป็นยอดเขาทอดยาวติดต่อกันที่สูงใหญ่กว่าก่อนหน้านั้นมาก และตรงปลายยอดเขาขนาดใหญ่ที่เข้าใกล้นั้น มีป้ายศิลาค้ำฟ้าที่สูงพันจั้งตั้งตระหง่านอยู่ บนป้ายศิลามีอักขระสีดำขนาดใหญ่ที่ดูเรียบง่ายและทรงพลังสลักอยู่ ‘นิกายยอดบริสุทธิ์’
ภายใต้การส่องสะท้อนของดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดแสงสีเงินระยิบระยับ อักขระสีดำบนนั้นทำให้รู้สึกถึงความเคร่งขรึมและน่าเคารพ
ขณะนั้นเอง พลันมีอินทรียักษ์สีขาวสองตัวบินออกมาจากยอดเขา บนตัวของมันแต่ละตัว ต่างก็มีชายหนุ่มสวมชุดนักพรตสีฟ้ายืนอยู่หนึ่งคน เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ก็บินมาถึงตรงหน้านกกระดาษ และขวางทางพวกเขาไว้
“ไม่ทราบสหายทั้งหลายมีนามว่าเยี่ยงไร ที่นี่เป็นเขตของนิกายเรา ผู้ที่ไม่ใช่คนในนิกายและไม่ได้รับอนุญาต ไม่อาจมุ่งไปด้านหน้าได้” นักพรตหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปีที่ยืนอยู่บนอินทรีตัวซ้ายกวาดสายตามองอวี้ชิงซือไท่ จากนั้นก็ค่อยๆ โค้งคารวะก่อนกล่าวออกมา
ดูเหมือนชายหนุ่มจะอายุน้อยกว่าหลิ่วหมิงสองสามปี บนตัวของเขาแผ่กลิ่นไอระดับของเหลวออกมา แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งระดับแก่นแท้อย่างอวี้ชิง เขากลับไม่แสดงตัวต่ำต้อย และก็ไม่แสดงตัวโอหังออกมา
สิ่งนี้ทำให้หลิ่วหมิงจ้องมองคนผู้นี้ด้วยตาที่เป็นประกาย
“ข้าชิงอวี้ เป็นผู้คุมกฎของสำนักเสียงมหัศจรรย์ ครั้งนี้พาผู้น้อยมาสองคน เพื่อจะขอเข้าพบศิษย์พี่จางแห่งยอดเขาเมฆาหยก” พอกล่าวจบอวี้ชิงซือไท่ก็พลิกฝ่ามือหยิบจี้หยกสีเขียวออกมา และโยนไปให้ชายหนุ่มที่อยู่ทางซ้าย
พอชายหนุ่มรับจี้หยกมาแล้ว ก็ปล่อยพลังเวทลงบนนั้น หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก็คืนมันให้กับอวี้ชิงซือไท่
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้มีของยืนยันอย่างอื่นหรือไม่?” ชายหนุ่มที่อยู่ทางซ้ายหันไปส่งเสียงให้ชายหนุ่มหน้าอ่อนวัยสองสามประโยค จากนั้นก็เอ่ยปากถามขึ้นมาอีกครั้ง
อวี้ชิงซือไท่เห็นทั้งสองระมัดระวังเช่นนี้ นางก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด หลังจากยิ้มบางๆ แล้ว ก็ทำท่ามือและยกขึ้นมา