ตอนที่ 64
ตอนที่ 64
October 22, 2026
ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ – ตอนที่ 64 ศพกระดูก ตอนที่ 64 ศพกระดูก โดย Ink Stone_Fantasy จากนั้นเงาร่างสีขาวก็กระโดดพรวดออกไปจากตัวของปีศาจตนนี้
เงาร่างสีขาวนี้ก็คือแมงป่องกระดูกขาวตนนั้นนั่นเอง
เสียงดัง “ฟู่!”
ลูกเปลวไฟสีแดงลูกหนึ่งหล่นลงจากบนอากาศ พริบตาเดียวศพของปีศาจก็ตกอยู่ในเปลวไฟอันคุโชน
หลิ่วหมิงอยู่บนเมฆเทาที่สูงสามสิบกว่าจั้ง ถือห่อหนังสัตว์ขนาดไม่ใหญ่มากอยู่ห่อหนึ่งมองลงไปด้านล่างด้วยสีหน้าที่ไร้ความปรานี
ลูกเปลวไฟที่เขาเพิ่งพุ่งยิงออกไปเมื่อครู่นั้น เขาตั้งใจใส่พลังไปกว่าครึ่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้หลังจากเปลวไฟด้านล่างมอดดับไปแล้วบนพื้นทรายยังคงเหลือโครงกระดูกแวววาวหลายชิ้น
แมงป่องกระดูกขาวเคลื่อนไหวอีกครั้ง แล้วกระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็ว จับกระดูกในนั้นขึ้นมากัดแทะท่อนหนึ่ง
ตอนนี้หลิ่วมิงถึงค่อยๆ เหาะลงมา แล้วเปิดห่อหนังสัตว์หยิบกระดูกทั้งหมดใส่ลงไปในนั้น
ตอนนี้ในห่อหนังสัตว์ดูเหมือนจะมีกระดูกทั้งหมดไม่เกินสิบกว่าชิ้น
หลิ่วหมิงมองกระดูกปีศาจเหล่านี้ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
เกินออกมาจากอาณาเขตครอบครองของแมงป่องกระดูกขาวแล้วทะเลทรายแห่งนี้มีปีศาจระดับต่ำจำนวนไม่น้อย ตัวนี้เป็นตัวที่สามที่เขาได้สังหารไป และด้วยเหตุนี้ถึงได้โครงกระดูกมาน้อยขนาดนี้ เพราะเขาเพิ่งค้นพบภายหลังว่าไม่ใช่ว่ากระดูกสัตว์ทั้งหมดจะทำให้พลังของแมงป่องกระดูกขาวเพิ่มมากขึ้นได้ แต่ต้องเป็นกระดูกปีศาจที่แข็งแกร่ง และดูเหมือนจะแฝงไปด้วยแก่นพลังยอดเยี่ยม
และในปีศาจระดับต่ำตนหนึ่งจะมีกระดูกชนิดนี้แค่สามสี่ชิ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หลิ่วหมิงแอบร้องทุกข์อยู่ในใจไม่หยุด
ถ้าหากว่าใช้ความเร็วระดับนี้รวบรวมกระดูกปีศาจล่ะก็เวลาที่เหลืออยู่คงไม่พอใช้ สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกกังวลขึ้นมา
พอเขารอจนแมงป่องกระดูกขาวกลืนกินกระดูกในปากลงไปแล้ว ก็ยกห่อหนังสัตว์เตรียมพร้อมที่จะทะยานขึ้นฟ้าไปหาปีศาจตนอื่นอีกครั้ง
แต่ในขณะนั้นเอง เขาพลันได้ยินเสียงดังสะเทือนจากท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไป เมฆสีดำกับสีเทาสองก้อนเหาะพุ่งมาจากที่ไกลๆ
หลิ่วหมิงตกตะลึง รีบเพ่งมองออกไป
เมฆเทาก้อนที่นำหน้ามีเงาร่างอรชรยืนอยู่ เมฆดำก้อนหลังกลับมีกลิ่นอายสังหารโหดเหี้ยมออกมา และส่งเสียงคำรามต่ำอยู่ตลอด
เห็นได้ชัดว่าเมฆเทาก้อนหน้าไม่ได้เร็วกว่าเมฆดำก้อนหลัง แต่ทุกครั้งที่เมฆดำคิดที่จะตามมาประชิดเงาร่างอรชรก็ปล่อยเส้นสีแดงแสบตาเส้นหนึ่งพุ่งออกไป ทำให้เมฆดำก้อนหลังจำเป็นต้องหลบหลีก ดูเหมือนมันจะหวาดกลัวกับเส้นสีแดงมาก
ผู้หนึ่งไล่ตาม ผู้หนึ่งหนี พริบตาเดียวก็ถึงด้านบนของบริเวณทะเลทรายดำ
“เอ๋! นางนั่นเอง”
หลิ่วหมิงหรี่ตาทั้งสอง ในที่สุดก็มองเห็นใบหน้างดงามของเงาร่างอรชรบนเมฆเทา นางคือเจียหลานนั่นเอง เขารู้สึกตะลึงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
นางถูกไล่ล่าจนมุมขนาดนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าปีศาจด้านหลังอย่างน้อยก็มีพลังระดับขุนพล หรือจะกล่าวได้ว่ามีแค่ศิษย์จิตวิญญาณขั้นปลายเท่านั้นถึงจะพอต้านทานมันได้บ้าง
หลิ่วหมิงลังเลเล็กน้อย ช่วงเวลานั้นไม่รู้ว่าตนเองควรจะยื่นมือเจ้าไปช่วยหรือไม่
และในขณะนั้นเอง พลันเหตุการณ์บนท้องฟ้าได้เปลี่ยนแปลงไป
เมฆดำหลบเส้นแดงของเจียหลานที่พุ่งมาได้ แล้วก็พุ่งหอกกระดูกสีดำขนาดยาวจั้งกว่าๆ ออกมาเช่นกัน หลังจากมันกะพริบก็พุ่งไปอยู่ห่างจากด้านหลังของเมฆเทาหลายจั้งอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนเจียหลานจะได้ป้องกันตัวไว้ก่อนแล้ว นางทำท่ามือด้วยมือข้างหนึ่ง เมฆเทาเปลี่ยนทิศทางในทันทีแล้วเหาะออกไปด้านข้างประมาณจั้งกว่าๆ และหลบหอกกระดูกด้านหลังได้พอดี
และในขณะนั้นเอง เมฆดำด้านหลังก็ส่งเสียงคำรามของปีศาจออกมาทันที หอกกระดูกด้ามหนึ่งลางเลือนแล้วกลายเป็นเงาหอกดำสองเส้น
เงานี้หักเลี้ยวกลับมา แล้วทะลุผ่านไปบนไหล่ของเจียหลานด้วยความรวดเร็ว
หลังจากมีเสียงดังขึ้น ไหล่ของนางก็ปรากฏบาดแผลขึ้นมาหนึ่งรู และดูเหมือนจะทำให้เขาลืมควบคุมพลังเวทจนเมฆดำใต้ร่างของนางสลายไปแล้วนางก็ตกลงมาจากบนนั้น
หลิ่วหมิงเห็นเช่นนี้ก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เขายกมือข้างหนึ่งขึ้น โซ่สีดำยาวๆ เส้นหนึ่งดีดตัวออกไปพันร่างดรุณีน้อยที่อยู่สูงจากพื้นไม่ถึงเจ็ดแปดจั้งไว้ ก่อนที่จะกระตุกแขนเสื้อดึงนางมาตรงหน้าของตนเอง
“เจ้านี่เอง!”
สีหน้างดงามของดรุณีน้อยดูขาวซีดผิดปกติ แต่พอเห็นชัดว่าเป็นหลิ่วหมิงก็พูดออกมาเบาๆ
“คือข้าน้อยเอง ศิษย์พี่เจียหลาน ท่านไม่เป็นไรนะ” หลิ่วหมิงฝืนยิ้มแล้วกล่าวออกมา
“ข้าไม่เป็นไร เมื่อครู่ข้าแค่สูญเสียการควบคุมพลังเวทตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว” สีหน้าประหลาดใจบนใบหน้างดงามของดรุณีน้อยหายไปอย่างรวดเร็ว และหยิบยันต์สีเขียวอ่อนผืนหนึ่งออกมาจากตัวแล้วแปะลงไปยังรูเลือดตรงหัวไหล่ทันที
เสียงดัง “ฟู่!” แสงสีเขียวอบอุ่นลอยขึ้นมา เลือดบนไหล่ที่ไหลอยู่หยุดไหลในทันทีทั้งยังค่อยๆ สมานเข้าหากัน
และในขณะนั้นเอง เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายพิฆาตก็ดังมาจากบนท้องฟ้า เมฆก้อนนั้นเปลี่ยนทิศทางแลัวพุ่งมาทางหลิ่วหมิงทันที