ตอนที่ 166
ตอนที่ 166
September 17, 2026
พ่อบ้านซุนยืนฟังซูเสี่ยวหลิงกำลังแนะนำกับคนอื่น ว่าผักดองเปรี้ยวสามารถนำไปต้มกับปลา ต้มกับเต้าหู้ หรือทำอาหารอื่น ๆ ได้ เขายิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ฟังดูน่ากินทั้งนั้น เดี๋ยวข้าจะซื้อเนื้อปลากลับไปบ้าง”
พ่อบ้านซุนไม่เห็นซูซานหลาง จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เหตุใดถึงมิเห็นพี่ซานหลางเล่า?”
จ้าวซื่อยิ้มบาง ๆ ตอบว่า “เขาไปที่โรงเตี๊ยมแล้ว เพื่อดูว่าพอจะนำผักดองเปรี้ยวเหล่านี้ลงในตำรับอาหารได้หรือไม่”
พ่อบ้านซุนชะงักไปครู่หนึ่ง มิคาดคิดว่าซูซานหลางจะมีความเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้
เมื่อได้สติกลับมา เขายกนิ้วหัวแม่มือขึ้นพร้อมกล่าวว่า “พี่ซานหลางช่างมีหัวคิดดีเยี่ยม เรื่องนี้ต้องสำเร็จเป็นแน่!”
พ่อบ้านซุนซื้อแล้วก็กลับไป การค้าก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิม
จ้าวซื่อนึกในใจว่า นี่อาจเป็นเพราะพ่อบ้านซุนเป็นพ่อบ้านของตระกูลใหญ่ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงไม่น้อยในเมืองนี้
เขาย่อมซื้อแน่นอน ผู้คนที่เห็นก็พากันคิดว่าสิ่งนี้ดี จึงต่างพากันมาแวะดู เมื่อได้ลองชิมแล้วเห็นว่ารสดี ต่างก็พากันซื้อกลับไปบ้านทีละคน
เฉินต้านิวกับเฉินเอ้อร์นิวมือมือไม้คล่องแคล่วว่องไว แม้ในช่วงแรกจะยังไม่ค่อยถนัด แต่เมื่อปรับตัวได้ก็ทำได้ดีขึ้นมาก ใบหน้าของทั้งสองแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย แต่ยังคงยิ้มตอบ พร้อมทั้งส่งไม้เสียบอาหารให้ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อผู้ซื้อลองชิมแล้วแต่ไม่ซื้อ พวกนางก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็สามารถยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัย”ได้อย่างอ่อนโยน
ซูเสี่ยวหลิงยิ่งกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
จ้าวซื่อนึกในใจว่า วันนี้อาจขายได้เร็วกว่าวันวาน พรุ่งนี้ควรนำของมาขายให้มากขึ้นอีกหน่อย
ที่นี่ไม่มีสิ่งให้ต้องกังวลอีก นางก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงซูซานหลาง นางไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นเช่นไร ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้เขาประสบแต่ความราบรื่นและปลอดภัยทุกประการ
ขณะเดียวกัน ซูซานหลางที่เพิ่งถูกปฏิเสธจากโรงเตี๊ยมสองแห่งแรก ครั้นถึงโรงเตี๊ยมแห่งที่สาม ในที่สุดเถ้าแก่ก็ยอมออกมาพบเขา
โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีนามว่า ‘ ฝูหมั่นไหล ’ ดูเหมือนจะเปิดมานานหลายปีแล้ว เถ้าแก่เป็นชายชราอาวุโสแซ่หนิว
ซูซานหลางยกมือคำนับก่อนกล่าวขึ้นว่า “เถ้าแก่หนิว ข้ามีนามว่าซูซานหลาง เป็นพ่อค้าผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดแห่งปากตรอกถนนตะวันตก ร้านของข้ามีนามว่า ‘ สือโหย่วเว่ย ’ นี่คือผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดจากร้านของข้า ข้ามีความประสงค์จะเจรจาธุรกิจกับโรงเตี๊ยมของท่าน”
เถ้าแก่หนิวยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนกล่าวว่า “เจ้าคิดจะใช้ผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดมาเจรจาการค้าอย่างนั้นหรือ? เกรงว่าคงมิอาจสำเร็จได้หรอก ของเช่นนี้ทางโรงเตี๊ยมรของเราก็สามารถทำเองได้ อีกทั้งยังมีเหลือเฟือจนกินไม่หมดอยู่แล้ว”
ผักดองเปรี้ยวและผักดองเค็มเช่นนี้ โรงเตี๊ยมไหนเลยจะขาดของเช่นนี้ได้เล่า
เพียงเพราะซูซานหลางมีรอยยิ้มอ่อนโยนและดูเป็นมิตร จึงมิได้ไล่เขาออกไป อีกทั้งเวลานี้ผู้ซื้อในโรงเตี๊ยมก็น้อยนัก การพูดคุยกับเขาสักสองสามประโยคย่อมมิได้เสียเวลาในการทำงานแต่อย่างใด
ซูซานหลางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะยังคงยิ้มและกล่าวว่า “ข้าทราบดี แต่ผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดของข้านั้นมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์หาใดเทียม ขอเพียงเถ้าแก่หนิวเมตตาให้โอกาสข้าสักครั้ง ลองชิมดูเถิด หากชิมแล้วไม่ถูกใจ ข้าจะรีบจากไปทันที โดยมิรบกวนกิจการค้าขายของท่านแม้แต่น้อย”