ตอนที่ 592
ตอนที่ 592 ทั้งคู่สมรู้ร่วมคิดกัน
September 20, 2026
เหลิ่งชิงฮวนหลบอยู่บนหลังคา มองดูจินเอ้อร์โผล่หัวออกมาจากกำแพงสูงของจวนสกุลจิน ก็ได้รู้ว่าตนเดาถูก
แม้ว่านางจะมิคุ้นกับจินเอ้อร์นัก แต่นางรู้ดีว่าจินเอ้อร์เป็นคนเยี่ยงไร
จินซ่างซูควบคุมเขาได้เหมือนท้องฟ้าเดือนมิถุนายน พอนึกขึ้นมาได้ก็ดุด่าทุบที กักบริเวณ พอโกรธก็ปล่อยเขาไปตามเวรตามกรรม เหนื่อยจะดูแล
ดังนั้นจินเอ้อร์จึงกลัวบิดาของตัวเองสุดขั้วหัวใจ แต่ก็ใจถึง ตราบใดที่สร้างปัญหาไว้ ก็จะกระโดดกำแพงหนีไป รอให้เขาใจเย็นลง แล้วตนก็ค่อยกลับมาสารภาพผิด
ครานี้ ปัญหาที่สร้างไว้มิใช่เรื่องเล็กเลย เมื่อรองแม่ทัพอวี๋มาถึงที่นี่ เขาก็ได้ข่าว แน่นอนว่าเขามิยอมให้โดนจับง่ายๆ และมิปล่อยให้จินซ่างซูด่าทอทุบตีตนเป็นแน่ จึงใช้วิธีการเดิม โดยการใช้กลยุทธ์การหลบหนีจากจวนสกุลจินเพื่อหลีกเลี่ยง
ตำแหน่งนี้เป็นเส้นทางการหลบหนีของจินเอ้อร์ มีบันไดอยู่ในกำแพง และมีเชือกห้อยอยู่ตรงกำแพงด้านนอก หลังจากที่เขาลงมาได้อย่างปลอดภัย เด็กรับใช้ก็จะเก็บของทั้งหมดออกไป
เหลิ่งชิงฮวนมองดูเขาหย่อนก้นลงไปด้วยท่าทีเงอะๆ งะๆ ก่อนจะหันไปโบกมือให้ทหารอารักขาที่อยู่ไกลๆ ทหารอารักขาจึงรีบปล่อยมือทันที แล้วสุนัขดุร้ายตัวหนึ่งก็วิ่งไปพร้อมเห่าตลอดทาง
จินเอ้อร์ตกใจผงะอยากจะปีนกลับไป แต่มือเท้าอ่อนแรงไปหมด แล้วร่วงลงบนพื้นดัง “ตุ้บ” สุนัขดุตัวนั้นก็กระโจนเข้ามากัดต้นแขนของเขาเพียงครั้งเดียวก็แทบจะฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ
เขากรีดร้องอย่างน่าเวทนา ทำให้ข้ารับใช้ที่ทำหน้าที่ลาดตระเวรในจวนสกุลจินตื่นตระหนกตกใจ ทุกคนถือไม้กระบองไล่ต้อนสุนัขดุร้ายตัวนั้นและตีมันจนตาย
จินเอ้อร์แยกเขี้ยวยิงฟัน และดูเหมือนว่าหน้าแข้งจะหัก ทุกคนต่างมิมีใครกล้าขยับเขยื้อนเขาอย่างบุ่มบ่าม และรีบไปตามหมอมาแทน
คนเป็นหมอทำการตวรจขาของเขา และยืนยันว่ากระดูกหัก แต่มิถึงขั้นบาดเจ็บร้ายแรง ค่อยๆ รักษาไป ใช้เวลาสักสามเดือนก็จะหายในมิช้าก็เร็ว
หมอจัดการกับน่องของเขา ใช้ไม้หนีบขา จากนั้นก็มองดูบาดแผลที่ต้นขาของเขา พลางขมวดคิ้วและเงียบไปมิได้เอ่ยวาจาใด
จินซ่างซูก็รีบปรี่เข้ามาด้วยใจที่เป็นกังวล “แผลของไอ้ลูกหมานี่มีอันใดผิดปกติรึ?”
คนเป็นหมอส่ายหัว ใบหน้าเคร่งขรึม “ขอถามสักหน่อยว่า ท่าทางรูปพรรณสัณฐานของสุนัขดุร้ายที่กัดคุณชายตัวนั้นเป็นเยี่ยงไรรึ”
คนรับใช้จึงชี้ไปทางสุนัขตัวนั้นที่ตายแล้ว “ดวงตาแดงก่ำ น้ำลายไหล มิสนใจใยดี อย่างกับหมาบ้าน่ะขอรับ”
หมอเดินไปเปิดเปลือกตาของสุนัขดุร้ายตัวนั้นและอ้าปากมันอีกครั้ง มองดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “เกรงว่ามันจะแย่แล้วล่ะ”
“เป็นอันใดรึ?”
“สุนัขดุร้ายตัวนี้เป็นบ้าไปแล้ว คนที่ถูกมันกัดมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้”
“พิษสุนัขบ้ารึ?” จินซ่างซูเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง
“ขอรับ หลังจากได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าแล้ว ก็จะมีอาการปวดหัว เป็นไข้ กระสับกระส่าย กลัวน้ำ กลัวลม หายใจลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นโรคนี้ยังมิมีทางรักษา เป็นโรคที่รักษามิหายขอรับ”
ประโยคนั้นทำให้เสียงครวญครางโหยหวนของจินเอ้อร์ที่กำลังร้องไห้อย่างต่อเนื่องหยุดลงทันที ชีวิตมนุษย์มันช่างเป็นเรื่องตลกอันใดกัน
จินซ่างซูพูดขึ้นมาอย่างกังวล “มิมีวิธีป้องกันอันใดเลยรึ”
คนเป็นหมอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “มันก็มิใช่ว่าจะมิมีวิธี ในตำราแพทย์ทมีบันทึกไว้ว่า หากถูกสุนัขดุร้ายกัด ก็ให้เอาสมองของสุนัขดุร้ายตัวนั้นมาทาที่บาดแผล เช่นนี้ก็สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ ทว่ามันก็ยังป้องกันได้มิสมบูรณ์นัก พูดอีกอย่างก็คือ...”
หมอชำเลืองมองไปยังศพของสุนัขดุร้ายที่นอนอยู่บนพื้นที่ถูกคนรับใช้ตีเข้าตรงกลางศีรษะไปเมื่อครู่นี้ เลือดและหนองไหลนองพื้น ใช้แล้วใครจะรู้ล่ะว่ามันจะได้ผล ?
จินซ่างซูมองไปตามสายตาของเขา แล้วก็ร้อนรนใจจนเหงื่อออกหน้าผาก ตีอกชกหัวด้วยความเจ็บใจ “แล้วจะทำเยี่ยงไรดี”
แม้จะบอกว่าถูกสุนัขดุร้ายกัด จะมิติดเชื้อร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กันไว้ก็ดีกว่าแก้ นี่มิใช่เรื่องเล่นๆ เลย