ตอนที่ 848
ตอนที่ 848 ถุงผ้าไหมถุงที่สองของชายชรา
September 20, 2026
โฉวซือเส่ากับรองแม่ทัพอวี๋ต่างเป็นคนที่มีสายตาเฉียบคมและรู้งาน ต่างปรึกษาหารือเรื่องแผนการกันอย่างสมเหตุสมผล หลังจากที่โฉวซือเส่านำวิธีการติดต่อของหอซ่อนดาบกับองครักษ์อินทรีมอบให้แก่มู่หรงฉีแล้ว ทั้งสองก็แยกย้ายไป
ภาระบนตัวของมู่หรงฉีนั้นหนักอึ้ง มิสามารถทิ้งไว้ได้นาน เขามิเพียงจะต้องบัญชาการให้องครักษ์อินทรีกับหอซ่อนดาบไล่ตามหัวหน้าเหอและได้รับข่าวสารเป็นคนแรกเท่านั้น ยังต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดในยามวิกฤต และรับมือให้ถูกต้องที่สุดตามสถานการณ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อเหลือเพียงสองคน ภายในห้องก็เงียบสงัดขึ้นมาทันที เปลวเทียนสั่นไหว เสียงพระเคาะปลาไม้พลางสวดมนต์ด้านหน้าก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
อวิ๋นเช่อนอนหลับฝันหวานอยู่ในมุ้งในห้อง ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำ และยังมีเสียงกรนเบาๆ
มู่หรงฉีเลิกมุ้งเบาๆ ยังคงอาลัยอาวรณ์มิอยากจาก
ทั้งสองออกมาจากห้อง ก่อนชิงฮวนจะเอ่ยถามเขา “คิดถึงลูกชายของท่านหรือ”
มู่หรงฉีโอบนางเข้ามาในอ้อมแขน “มิได้คิดถึงลูกชาย คิดถึงเจ้าต่างหาก นอกจากการสู้รบแล้ว ยามพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกในทางทิศตะวันตก หรือท้องนภาเต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ ตลอดเวลาทุกนาที ความคนึงหา ความห่วงใย ความกังวล ข้าเดินทัพสู้รบมาหลายปี มิเคยพะวงใจกับเมืองหลวงเช่นนี้มากเท่านี้มาก่อนเลย”
เหตุใดชิงฮวนจะไม่รู้สึกเช่นนั้นล่ะ?
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ความกังวลและความยุ่งเหยิงทั้งหมดก็ได้รับการปลดปล่อยและพรั่งพรูออกมาราวกับน้ำป่าไหลหลากภายในชั่วพริบตาในวินาทีที่เห็นเขา
นางเอนกายซบอกของมู่หรงฉีเบาๆ เงี่ยหูฟังเสียงเต้นของหัวใจที่มีชีวิตชีวา และประทับฝ่ามือลงไปบนหัวใจของเขา
ในอ้อมกอดของเขา มีบางอย่างเต้นตึกตัก
ชิงฮวนเพิ่งจะนึกถึงธุระขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าถาม “เสด็จพ่อให้ถุงผ้าไหมท่านมาสองถุงมิใช่รึ”
มู่หรงฉีพยักหน้า “ตอนที่ข้าเปิดถุงผ้าไหมถุงแรกถึงจะรู้ว่าในนั้นมีกลอุบายอยู่”
“แล้วอีกถุงหนึ่งเขียนว่าอันใด?”
มู่หรงฉีส่ายหน้า “ในถุงผ้าไหมถุงแรกบอกว่า ห้ามเปิดถุงผ้าไหมถุงที่สองนอกจากจะสุดวิสัยเท่านั้น”
ชิงฮวนกระพริบตาปริบๆ “แล้วหลังจากนั้นท่านก็มิได้เปิดมันจริงๆ หรือ?”
มู่หรงฉีพยักหน้า “ใช่น่ะสิ มิเช่นนั้นมันก็จะเป็นขัดคำสั่ง”
ช่างเป็นเด็กที่ซื่อสัตย์เสียจริง นั่นเป็นเหตุผลว่าเหตุใดชายชราผู้เป็นฮ่องเต้ถึงมอบถุงผ้าไหมให้เขา แทนที่จะให้ตน
ชิงฮวนยื่นมือไปทางเขา “เอาถุงผ้าไหมมาให้หม่อมฉัน”
“จะทำอันใด?”
“ก็ต้องเปิดมันดูน่ะสิ จะได้รู้ว่าข้างในเขียนอะไรไว้”
มู่หรงฉีรีบปรามทันที “มิได้ ถ้าหากเสด็จพ่อรู้เข้า จะต้องกริ้วเป็นแน่”
ชิงฮวนจึงทำมันด้วยตัวเอง โดยการล้วงถุงผ้าไหมออกมาจากอ้อมแขนของมู่หรงฉีที่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างอยู่ดีกินดี
“หม่อมฉันบอกท่านไว้ก่อนเลยว่า ตามที่หม่อมรู้จักเสด็จพ่อมา ในถุงผ้าไหมของเขามิได้เขียนอันใดไว้เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เดาว่าคงเป็นกลอุบายหลอกเราสองคน จะดีกว่าหากเราเปิดออกมาดูก่อน จะได้เลี่ยงหายนะได้”
มู่หรงฉีส่ายหน้าอย่างช่วยมิได้ “นั่นเสด็จพ่อของข้านะ จะเป็นเช่นนั้นได้เยี่ยงไร?”
ชิงฮวนพูดจบเองด้วยความมั่นใจ ก่อนจะกลัดกลุ้ม
เพราะถุงผ้าไหมของชายชราทำมาให้คนรำคาญใจ
ถุงผ้าไหมตัดเย็บด้วยไหมสีเหลืองเนื้อบางเฉียบ ผนึกด้วยลายปักที่ซับซ้อนและเย็บแบบพิเศษ ถ้าหากจะเปิดเอง จุดประสงค์เพื่อเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา ต้องตัดถุงผ้าไหมที่ผูกไว้ หรือดึงด้ายที่เย็บไว้ด้านบนออก และจะทำให้มันกลับไปเป็นสภาพเดิมได้ยาก
เมื่อกลับไปแล้ว หากชายชราผู้เป็นฮ่องเต้ถามขึ้นมา และเอาถุงผ้าไหมกลับไป แค่มองว่าปากถุงถูกเปิดแล้ว จะว่าตนรีบร้อนหรือไม่ ?
นางพลิกดูซ้ำไปซ้ำมา ราวกับกำลังถือชิ้นเนื้อที่ใกล้จะเข้าปาก แต่มิรู้ว่าจะเอาเข้าปากอย่างไร อยากจะทิ้ง ก็ทิ้งมิลง
มู่หรงฉีพูดอย่างกระดากอาย “อันที่จริงข้าก็อยากรู้สิ่งที่อยู่ข้างในถุงผ้าไหมถุงที่สองเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่มันเปิดมิได้”
นั่นเป็นความจริง ชิงฮวนเม้มริมฝีปาก หยิบไฟฉายออกมาจากแหวน ส่องไปยังถุงผ้าไหมโดยตรง บิดปลายนิ้วและมองซ้ายมองขวา
ไหมสีเหลืองที่ใช้ทำถุงผ้าไหมบางมาก บางจนตัวอักษรด้านในทะลุออกมาจางๆ ภายใต้แสงที่ฉาย
ชิงฮวนค่อยๆ เปิดมันออกทีละนิด จากนั้นก็ออกแรงคลี่มันออก คิ้วนั้นขมวดเป็นปม ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างมากขึ้น