ตอนที่ 15
บทที่ 15 มิใช่ว่าเจ็บป่วยจนใกล้สิ้นลมหรอกหรือ?!
October 28, 2026
หลังจากครุ่นคิด ไป๋หลี่จิ่นคิดว่าประโยคที่ซูหนิงซีกล่าวว่า"ข้าอยากกลับบ้าน" เพียงเพราะเมื่อนางอยู่ในจวนซู นางไม่ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นดังนั้นนางจึงหวนนึกถึงฮูหยินซูผู้ล่วงลับจากไปแล้ว
ในใจจึงนึกสงสารนางมากยิ่งขึ้น
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากซูหนิงซีไปโรงหมอเพื่อรับยา ระหว่างทางกลับนางเผอิญพบกับไป๋หลี่ชู ทั้งสองเดินเที่ยวเตร่ด้วยกันตลอดวัน จากนั้นจึงกลับจวนสกุลซูด้วยความอิ่มเอมใจ
ตลอดวันซูหนิงซีไม่ได้อยู่ที่จวน ซูหนิงซานและนางเฉียวรับรู้เรื่องนี้ แต่พวกนางต้องพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งไป๋หลี่จิ่นยังคอยหนุนหลังและปกป้องนาง สองแม่ลูกจึงมิกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
นับตั้งแต่ซูหนิงซีเปลี่ยนไป หลิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายนางพลอยซึมซับไปด้วย นับวันนางยิ่งได้เรื่องได้ความมากยิ่งขึ้น
มิได้ขลาดเขลา เมื่อเห็นใครก็ตามภายในจวน นางทำตัวราวกับหนูเจอแมว แอบหลบซ่อนตัวไม่กล้าพูดคุยกับผู้ใด ทว่าปัจจุบันนี้นางกลายเป็นหนึ่งเดียวกับบ่าวภายในจวนแล้ว ทั้งยังสามารถคุ้มกันสถานการณ์ของสวนป่าไผ่ได้ดีเลยทีเดียว
ทันทีที่ซูหนิงซีกลับมายังสวนป่าไผ่ หลิ่วเอ๋อร์รีบเร่งฝีเท้าเข้ามาต้อนรับนางด้วยท่าทีมีลับลมคมใน "คุณหนู คุณหนูกลับมาแล้ว!"
"บ่าวได้ยินเรื่องบางอย่างมาเจ้าค่ะ อยากจะบอกกับคุณหนู บ่าวรอคุณหนูตลอดทั้งวันเลยนะเจ้าคะ!"
ใบหน้าของหลิ่วเอ๋อร์เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางกำลังเอ่ยนินทา
"ย่า มีเรื่องใดมีจะลับลมคมในปานนั้นเล่า?"
ซูหนิงซีเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หลิ่วเอ๋อร์ยกมือขึ้นทาบปากของนางพลางหัวเราะ นางชี้ไปยังลานจวนของซูหนิงซานและเอ่ยเสียงเบา "บ่าวได้ข่าวมาว่าช่วงนี้องค์รัชทายาทไม่เยี่ยมเยียนนางเลยเจ้าค่ะ นางไม่รู้ว่าช่วงนี้ต้องทำตัวเยี่ยงไร ช่วงสองวันนี้นางโกรธเป็นฟืนไฟทั้งยังมีอาการร้อนในร่วมด้วย หมอยาเพิ่งจากไปเมื่อครู่นี้เองเจ้าค่ะ"
ครั้นได้ฟังเรื่องนี้ ซูหนิงซีไม่ได้รู้สึกแปลกใจเสียเท่าไร
ในใจของซูหนิงซานคิดยื้อแย่งไป๋หลี่เหิงไปจากนางไม่ใช่เพียงเพราะสถานะไท่จื่อเฟย[1]หรอกหรือ?
เพื่อที่จะได้ไป๋หลี่เหิงมาครอบครอง ซูหนิงซานนางยอมเสียสละทุกสิ่ง แม้นกระทั่งชื่อเสียงและความสาวสำหรับนางต่างก็พลันหายไปภายในพริบตา
ทุกวันนี้เป็นเพราะไป๋หลี่จิ่น ไป๋หลี่เหิงจึงมิกล้าทำให้ซูหนิงซีลำบากใจและอับอาย
คาดเดาว่าอาจเป็นเพราะเขาหมดความสนใจในตัวซูหนิงซาน ดังนั้นหลายวันมานี้จึงมิได้มาเยี่ยมเยียนซูหนิงซานเลย ทุกคราที่ซูหนิงซานเข้าไปภายในวังหลวง ไป๋หลี่เหิงปฏิเสธที่จะพบนาง กล่าวอ้างว่าเขาต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการปกครองแคว้นต่างๆ
ซูหนิงซานทั้งกังวลและหวาดกลัว นางจะต้องร้อนใจเป็นแน่แท้
เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเรียบของซูหนิงซี หลิ่วเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ "คุณหนู เหตุใดคุณหนูดูไม่ประหลาดใจเลยเจ้าคะ?"
"ไหนจะมีเรื่องให้ข้าประหลาดใจเล่า? เรื่องที่นางโดนไป๋หลี่เหิงปฏิเสธ มิใช่ว่าไม่ช้าก็เร็วอย่างไรมันก็ต้องเกิดขึ้นมิใช่หรือ?"
รอยยิ้มของซูหนิงซีเยียบเย็น
.....
ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีมืดครึ้ม ฮ่องเต้ส่งคนไปเรียกไป๋หลี่จิ่นให้มาเข้าเฝ้าและเหตุผลนั้นทำให้ไป๋หลี่จิ่นมิสามารถหลีกเลี่ยงได้
ที่แท้ มิรู้ว่าผู้ใดได้เอ่ยถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ กล่าวว่าเซ่อเจิ้งอ๋องชมชอบในตัวคุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลซูมาช้านาน เพื่อช่วงชิงคุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลซู เขามิลังเลแม้แต่น้อยที่จะต้องสู้รบและฉีกหน้าไป๋หลี่เหิงหลานชายของตน...
เมื่อฮ่องเต้ได้รับฟังเรื่องนี้ก็รู้สึกสับสนมึนงงเช่นกัน แต่พลันนึกได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ซูหนิงซีริเริ่มเสนอถอนการหมั้นหมาย ท่าทีของไป๋หลี่จิ่นเองก็แปลกประหลาดไปเล็กน้อย
ในยามนี้เมื่อฮ่องเต้ได้ย้อนนึกถึงจึงรู้แจ้งกระจ่างในฉับพลันและตระหนักได้ว่านั่นคือความรัก!
เมื่อครุ่นคิดแล้ว ฮ่องเต้ยังคงต้องการให้ไป๋หลี่จิ่นแสดงความเห็น
"อ๋องเจ็ด ข้ากำลังคิดว่าจะเลือกวันมงคลจัดพิธีอภิเษกให้แก่เจ้าและแม่นางซูผู้นั้น เลือกฤกษ์งามยามดีให้พวกเจ้าด้วย เจ้าคิดว่าอย่างไร?"
ไป๋หลี่จิ่นโบกมือสะบัดไปมาในทันที "เสด็จพี่ มิต้องหรอก"
"เหตุใด?"
เมื่อเห็นว่าไป๋หลี่จิ่นปฏิเสธในทันใด ฮ่องเต้ฉงนชั่วขณะ "ไม่ใช่ว่าเจ้าชอบแม่นางผู้นั้นมานานแล้วหรอกหรือ?"
"อ๋องเจ็ดเอ๋ย ตอนนี้อายุเจ้าก็ไม่น้อยแล้ว อายุเจ้าจวนจะเป็นท่านปู่ได้แล้ว เหตุใดยังลังเลอยู่อีกเล่า?"
ฮ่องเต้คลางแคลงใจเป็นอย่างมาก