ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 บ้าน
September 30, 2026
“บ้านเถ้าแก่มู่นี่อยู่ไกลหรือไม่”
“แค่ครึ่งชั่วยามก็ไปถึง” ติงหยี่เป็นเด็กชายตัวโตที่สุด แต่ก็ยังผอมบางหากเทียบกับเด็กชายวัยสิบสองทั่วไป
“พี่จำอะไรไม่ได้ เจ้าอย่าถือสาพี่เลยนะ” นางยื่นมือไปโยกศีรษะน้องชายอย่างหยอกล้อ เขายิ้มกว้างแล้วส่ายหน้าไปมา
“พี่เหมยซิงทำเพื่อพวกเรามากมายนัก ข้าไม่ว่าอะไรพี่หรอก หากข้าเข้มแข็งกว่านี้ ตัวโตกว่านี้ คงปกป้องพี่และน้อง ๆ ได้แล้ว”
“เด็กโง่ เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น อย่างไรพี่ก็เป็นพี่ หน้าที่ของพี่คือดูแลน้อง ๆ”
เหมยซิงเดินตามถนนเส้นเล็ก ๆ จากบ้านไม่นานนัก ก็เข้าสู่ถนน
เส้นหลัก ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานางไม่เคยออกจากกระท่อมเข้าเมืองเลยสักครั้ง แม้จะใช้การเดินเท้า แต่เมื่อพันดาวที่อยู่ในร่างเหมยซิงนั้นไม่คุ้นเคยกับทิวทัศน์สองข้างทาง ก็อดมองอย่างจดจำไปด้วยไม่ได้ ปากคอยสอบถามจนติงหยี่ที่ปกติเป็นคนพูดน้อยต้องพูดมากไปอย่างไม่รู้ตัว
ราวครึ่งชั่วยามทั้งสองก็มาถึงบ้านเถ้าแก่มู่ เหมยซิงยืนมองด้านหน้าเห็นเป็นร้านเหมือนร้านขายของชำแต่เป็นร้านขนาดใหญ่ ติงหยี่ยืนอย่างขลาด ๆ นางจึงหันไปยิ้มให้กำลังใจน้องชายแล้วเดินเข้าไปขอพบเถ้าแก่ เด็กรับใช้ที่ง่วนกับการลูกค้าปลีกตัวมาคุยกับนาง และพานางไปยืนรอด้านใน ไม่นานนักชายวัยห้าสิบก็โผล่หน้าออกมา เพียงเห็นหน้านางเข้าอีกฝ่ายก็มีสีหน้าตกใจไม่น้อย แต่กระนั้นก็ทำเป็นยิ้มออกมาแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อ
“เจ้า...เจ้าสบายดีรึเหมยซิง”
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มรับ ไม่เข้าใจสีหน้าของอีกฝ่าย แต่ไม่สนใจอะไรนัก “ท่านพ่อให้ข้ามาขอยืมเมล็ดพันธุ์เพื่อนำไปเพาะปลูก”
“เพาะปลูก?”
“เจ้าค่ะ” นางไม่กล้าพูดอะไรมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อะไรบ้าง คงแล้วแต่เถ้าแก่มู่จะเมตตาให้ยืมก็แล้วกัน
“พ่อของเจ้าเคยพูดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” เถ้าแก่มู่พูดพลางจ้องมองเด็กสาวเหมือนจับผิด แต่ดูอย่างไรก็เป็น ‘เหมยซิง’ ที่เขารู้จัก แม้ได้ข่าวว่านางตายไปแล้วก็ตาม
“ข้าจะให้เด็ก ๆ จัดให้ แล้วลงบัญชีพ่อของเจ้าไว้”
“เจ้าค่ะ”
นางยิ้มรับแล้วก็เห็นเถ้าแก่พยักหน้าหงึกหงักรีบเดินออกไป นางได้แต่ยืนงงอยู่ ครู่ต่อมาเด็กในร้านก็เอาถุงใส่เมล็ดพันธุ์พืชมาให้
“มีข้าวเปลือกและข้าวโพด แม่นางเชิญลงชื่อที่นี่” เด็กรับใช้บอกนาง และเชิญให้นางไปที่โต๊ะไม่ไกลนัก
เหมยซิงขมวดคิ้ว ตัวอักษรยึกยือเหล่านี้คงเป็นตัวอักษรจีน แต่ให้เป็นอักษรจีนปัจจุบัน หรือโบราณนางก็อ่านไม่ออก ได้แต่นั่งมองอย่างอ้ำอึ้ง เงยหน้าขึ้นมองเด็กรับใช้ อีกฝ่ายเหมือนจะเข้าใจเรียกหลงจู๊ออกมา
“แม่นาง ถ้าเขียนชื่อไม่ได้ก็พิมพ์ลายนิ้วมือที่นี่”
“ได้” รู้สึกน่าอายเสียจริงที่เขียนชื่อตัวเองก็ไม่ได้ นางลอบมองติงหยี่เห็นเขาก้มหน้าก้มตา เขาเองก็คงเขียนชื่อตัวเองไม่เป็นเหมือนนาง เด็กในบ้านไม่มีใครได้เรียนหนังสือสักคน คงยากสักหน่อยที่พวกเขาหรือแม้แต่ตัวนางจะเขียนชื่อตัวเองได้ นางกดนิ้วโป้งกับแท่นหมึกแล้วประทับลงกระดาษที่หลงจู๊บอก เมล็ดพันธุ์มีหลายถุง โชคดีที่ติงหยี่รอบคอบเอาตะกร้าขึ้นหลังมาด้วย แม้เขาตัวเล็กแต่ไม่ยอมให้นางแบกแทน
“สักครึ่งทางก็ผลัดให้ข้าแบกก็แล้วกัน”
“ฮืม” ติงหยี่พยักหน้ารับ
เมื่อออกจากร้านเถ้าแก่หวัง เหมยซิงหรือพันดาวรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองนาง หญิงสาวจ้องมองกลับเพียงแค่นั้นก็ทำให้คนเหล่านั้น
สะดุ้งโหย่ง รีบหันหนีไปทางอื่นทันที
“หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือไร จ้องมองกันจริง” เหมยซิงย่นจมูก อยากเดินดูตลาดเสียหน่อยก็หมดอารมณ์แถมยังกังวลว่าน้องชายจะแบกของหนักอีกด้วย
“เพราะผู้อื่นคิดว่าพี่สาวตายไปแล้ว” ติงหยี่เอ่ยเสียงเบากลัวพี่สาวเป็นกังวล
“อ๋อ...เรื่องนั้นเองหรือ?” นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเดินออกจากตลาดไปอย่างเงียบ ๆ ไม่น่าแปลกใจถ้าคนที่รู้จักเหมยซิง และรู้เรื่องที่นางถูกโยนทิ้งในป่าช้า หากมาเห็นนางเดินใต้แสงตะวันกลางวันแสก ๆ เช่นนี้คงตกใจไม่น้อย
“ติงหยี่”
“มีอะไรรึพี่สาว”
“ป่าช้านั้นอยู่ไกลไหม?”
ติงหยี่หยุดเดินแล้วหันไปจ้องมองใบหน้าของเหมยซิง