ตอนที่ 962
บทที่962 ดวงใจของเจ้า มอบให้ผู้ใดแล้ว
October 21, 2026
นับแต่ระยะเวลานั้นเป็นต้นมา กู้โม่หานอึดอัดกลัดกลุ้มในใจมาเนิ่นนาน กลางวัน ดวงใจล้วนติดอยู่กับความประหม่าเป็นกังวล อารมณ์หึงหวงปรากฏขึ้นชัดเจนโดยไม่คาดคิด
นาง “หลายจิตหลายใจ” มีสนมบุรุษมากมายรายล้อม ยิ่งไปกว่านั้นยังแต่งตั้งให้เย่เชียนเฟิงขึ้นเป็นว่าที่ราชบุตรเขย
นางต้องการหย่าร้างกับเขาอย่างจริงจัง เขาสัมผัสมันได้ และนางก็อยากจะใกล้ชิดสนิทสนมกับเย่เชียนเฟิงอย่างจริงจังด้วย เขาทราบดี
ความริษยาและแรงโทสะที่เดือดพล่านในใจทะยานขึ้นสูงเฉียดฟ้า เขาคล้ายสูญเสียความควบคุม ก็จู่โจมกระหวัดรัดนางไว้อย่างรุนแรง
ม่านตาของหนานหว่านเยียนเบิกกว้าง จ้องมองดวงหน้าที่ประชิดเข้ามาจนขยายใหญ่ของบุรุษ มือของนางนาบบนแผงอกแกร่งของเขา หมายจะผลักออกไปให้สุดแรง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
แขนของเขาโอบรัดเอวของนางไว้ นางถูกล้อมด้วยตัวเขาและกำแพงอย่างสมบูรณ์ แต่ได้ยอมเขารุกล้ำเข้ามาลิ้มรสริมฝีปากอย่างเหิมเกริม
หนานหว่านเยียนโกรธกรุ่นจนเหลืออดเต็มทีแล้ว ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก ภายในห้องแห่งนี้นางจัดการเขาไม่ได้เลย ยามนี้แม้แต่ส่งเสียงร่ำร้องโวยวายให้คนเข้ามาช่วยก็ไม่มีโอกาส
ทันใดนั้น นางเลิกขัดขืน ปล่อยให้เขาจูบไปตามยถากรรม กู้โม่หานครั้นสัมผัสถึงแรงโอนอ่อนของนางได้แล้ว จุมพิตที่ดูดดื่มรุนแรงนั้นก็อ่อนโยนลงมาอย่างแช่มช้า เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น กลับปะทะสายตาเยียบเย็นสุขุมคู่นั้นของนางอย่างจัง
ดวงใจของเขาวูบหล่นลง ก่อนจะยอมผละนางออกอย่างอ้อยอิ่ง
สายตาของนางเต็มด้วยอารมณ์แดกดัน “จูบพอแล้วหรือ?”
“กู้โม่หาน เรื่องที่ข้าเตือนเจ้าไปเมื่อกลางวัน เจ้าทำเป็นหูทวนลม ดูสิ เจ้าไม่กลัวตายเลยจริง ๆ”
เขาจ้องมองนัยน์ตาของนาง ความรู้สึกที่ข่มไว้ในใจมาเนิ่นนาน บัดนี้ไม่ต่างจากน้ำป่าที่ไหลทะลักพรั่งพรูออกมา ภายในจุมพิตลึกซึ้งดูดดื่มดั่งพายุรุนแรงโหมกระหน่ำอารมณ์หม่นหมองและอึดอัดภายในใจท้ายที่สุดแล้ว ก็จางหายไปไม่น้อย
“เจ้ามายั่วโทสะข้าก่อน” เขาทอดสายตามองนางที่ถูกเขาโอบรัดในอ้อมอกน้ำเสียงถูกกดจนทุ้มต่ำลง “หว่านเยียน ข้าทราบดีว่าช่วงเวลาที่เจ้าอาศัยในแคว้นต้าเซี่ยนี้ ข้างกายมีคนมากมายเพียงใด”
“เจ้าไม่ชมชอบโปรดปรานข้า อยากแยกทางกับข้า เพราะชอบบุรุษที่มีนามว่าเย่เชียนเฟิงอะไรนั่นใช่หรือไม่? ฟังว่าเขาเป็นว่าที่ราชบุตรเขยเมื่อสมัยที่เจ้าอยู่แคว้นต้าเซี่ย เจ้ากับเขาพัฒนาไปถึงขั้นใดแล้วหรือ?”
เขารู้สึกว่าเขาไม่ควรถามคำถามโง่เง่าเหล่านี้ออกไปเลย เขาทราบดีว่าตลอดสองปีที่มา เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนาง ทว่าเป็นเย่เชียนเฟิงที่อยู่ข้างกายนาง
ความสัมพันธ์ของพวกเขาคงจะดีน่าดู เขาพอเดาออก แต่เขาก็อยากถาม เขาอยากทราบ ว่าในใจของนาง แท้จริงแล้วถูกคนอื่นยึดครองไปแล้วหรือยัง
แน่นอนว่าเขาริษยา ร้ายแรงกว่านั้นยังชิงชังรังเกียจเหล่าบุปผาดอกหญิงเหล่านั้นที่รายล้อมเคียงกายหนานหว่านเยียนด้วย หากมิใช่ว่าต้องปิดบังฐานะที่แท้จริง เขาคงเปิดฉากสงครามนองเลือดในวังหลวงไปนานแล้ว
หนานหว่านเยียนฟังเช่นนี้ ก็หัวเราะพรวดออกมาทันใด ในรอยยิ้มนั้นเจือความเย็นเยียบและแดกดันอยู่ไม่รู้เท่าใด
“กู้โม่หาน ระหว่างเจ้ากับข้าตัดขาดไม่เหลือเยื่อใยต่อกันแล้ว ชีวิตส่วนตัวของข้า เจ้าถือสิทธิ์อะไรมาถามข้า?”
สายตาของกู้โม่หานลุ่มลึกและเงียบสงัด เต็มด้วยความมืดมิดเข้มข้นไร้สีสัน จ้องมองนางไม่วางตา “เจ้าคือฮองเฮาของข้า ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิต ก็มีสิทธิ์ถามไถ่ชั่วนิรันดร์”
หนานหว่านเยียนบัดนี้เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ ผลักไสเท่าใดก็ไม่พ้น ถูกเขากวนใจจนแทบคลั่งตายให้ได้ นางพลันเลื่อนมือไปโอบคอของกู้โม่หานดึงลงมาดื้อ ๆ ก่อนจะอ้าปากงับหัวไหล่ของเขาในทันที กัดไปสุดแรง
กู้โม่หานส่งเสียงโอดครวญออกมาแต่กระนั้นก็มิได้โต้ตอบ ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวอรชรของนางไว้ไม่ปล่อย
หนานหว่านเยียนกัดเขาไปอย่างไร้ความปรานี หลังได้ระบายโทสะที่มีออกไป ก็ถลึงตามองเขาพลางแผดเสียงโกรธกริ้วว่า “กู้โม่หาน ยามนี้ข้าเป็นรัชทายาทแห่งแคว้นต้าเซี่ย ข้าและราชบุตรเขยของข้าจะใช้ชีวิตด้วยกัน มันแปลกตรงไหนหรือ?!”
“อีกอย่าง ในเมื่อเจ้าเองก็ทราบดีว่าพวกเขาเป็นสนมชายของข้า ในฐานะสนมชาย ไม่ว่าจะปรนนิบัติดูแลข้าก็ดี หรือจะบรรเลงสังคีตกับข้าทุกคืนวันก็ดี เหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้วทั้งสิ้น”