ตอนที่ 113
บทที่ 114 สัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง
October 22, 2026
เมื่อหรงจินได้ยินดังนั้น เขาก็โล่งใจทันที
“วันนี้เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด ไว้วันอื่นข้าค่อยมาหาเจ้าอีก!”
หลังจากที่เขาพูดจบก็หันหลังและเดินออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำตอบของฉู่เซียนหมิ่นเลยสักนิด
“องค์ชาย…” ฉู่เซียนหมิ่นตื่นตระหนก และต้องการตามไปอธิบาย
หรงจิ้นหันกลับมาจริงๆ แต่เขากลับขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า
“จริงสิ ต่อไปหากไม่มีธุระอะไร เจ้าก็ไม่ต้องออกไปให้เห็นหน้า เจ้ายังสามารถไปเรียนได้ตามปกติ แต่ใบหน้าของเจ้า…เจ้าก็อย่าลืมพกผ้าปิดหน้าไปด้วยล่ะ”
หลังจากพูดจบ เขาก็รีบไปทันทีราวกับว่ามีอุทกภัยกำลังไล่ตามหลังเขาอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่สยดสยองนั้น เขาก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด!
เมื่อครู่นี้เขาเห็นว่านางสวยไปได้อย่างไร น่าขยะแขยงที่สุด!
เงาร่างของหรงจิ้นหายไปอย่างรวดเร็วและมีเพียงฉู่เซียนหมิ่นที่ถูกทิ้งไว้ในห้องเพียงลำพัง
นางยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้นอยู่นานกว่าจะหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา
เพียงแต่ในเสียงหัวเราะนี้ เหลือแต่ความเย็นชาและเคียดแค้นเท่านั้น!
…
“ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดฝ่าบาทจึงเรียกประชุมขุนนางกะทันหัน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ”
หรงจิ้นถามซ่งหยวนขณะที่เขาเดินออกจากทิงเฟิงย่วน
“ทูลองค์ชาย กระหม่อมก็ไม่ทราบเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ หมิ่นกงกงมาด้วยตัวเองเยี่ยงนี้ สงสัยน่าจะมีเรื่องด่วนพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หรงจิ้นก็เงยหน้าขึ้นแล้วเห็นร่างของขันทีหมิ่นจริงๆ ด้วย
ในใจของเขายิ่งคิดสงสัย
ตกลงมันคือเรื่องอะไรกันแน่ ถึงได้ให้ขันทีกงมาด้วยตนเองเวลาดึกดื่นป่านนี้
ขันทีหมิ่นเดินวนไปวนมาด้วยความกังวลเป็นหนูติดจั่น เมื่อเห็นหรงจิ้นจากระยะไกลๆ เขาก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที
“ไอ้หยา องค์รัชทายาทเสด็จมาสักที ฝ่าบาททรงรอพระองค์อยู่ เรารีบไปกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หรงจิ้นขมวดคิ้ว
“เรื่องเร่งด่วนขนาดนั้นเชียวหรือ หมิ่นกงกง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ทูลองค์รัชทายาท พวกกระหม่อมก็ไม่มีผู้ใดทราบเรื่องนี้เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าช่วงบ่ายองค์ชายสามเสด็จเข้าเฝ้าในวังหลวง และสนทนากับฝ่าบาทในห้องทรงอักษรอยู่นานสองนาน จนกระทั่งองค์ชายสามเสด็จกลับไป ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้องค์รัชทายาทรีบเข้าวังโดยด่วนพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีหมิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอามือลูบแส้ในอ้อมแขนของตน
“เอ่อคือ…องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีอยากให้พระองค์เตรียมใจไว้ ตอนนี้ฝ่าบาททรงกริ้วมาก เมื่อเสด็จไปถึงแล้ว พระองค์ต้องระมัดระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ…”
ฝ่าบาททรงกริ้วอย่างนั้นหรือ
หรงจิ้นยิ่งขมวดคิ้วเข้าไปใหญ่
หรือว่าเรื่องนี้จะมส่วนเกี่ยวข้องกับหรงจิ่ว
แต่ในช่วงนี้ เขาและหรงจิ่วไม่ได้พบปะหารือกันมากนัก เขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร
“ขอบใจหมิ่นกงกงมาก”
หรงจิ้นไม่ถามให้มากความอีก จากนั้นจึงเข้าวังไปพร้อมขันทีหมิ่น
…
ค่ำคืนในยามกลางฤดูร้อนทั้งอากาศร้อนและแห้งแล้ง
ตอนที่หรงจิ้นรีบไปถึงห้องทรงอักษรจึงมีสภาพเหงื่อท่วมตัว
จากนั้นเมื่อเขาเข้าไปข้างในและเห็นสีหน้าที่ตึงเครียดของผู้เป็นบิดา เขาก็รู้สึกเย็นวาบในใจทันที
“เสด็จพ่อ…”
จักรพรรดิจยาเหวินหยิบที่ฝนหมึกบนโต๊ะขว้างใส่หรงจิ้นทันที!
หรงจิ้นไม่กล้าที่จะหลบหลีก และเขาก็ทนรับความเจ็บปวดนั้น ทันใดนั้นหน้าผากที่ถูกของแข็งกระแทกก็เกิดเป็นบาดแผลฉกรรจ์ ทั้งโลหิตยังไหลอาบย้อมอีก!
เขารู้ดีแก่ใจว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องเลวร้ายจึงรีบคุกเข่าลงทันที
“หากเสด็จพ่อต้องการสั่งสอนลูก ลูกยอมรับ แต่เสด็จพ่อบอกลูกได้หรือไม่ว่าเหตุใด…”
“เจ้าทำอะไรลงไป เจ้ารู้ดีแก่ใจมิใช่หรือ!”
จักรพรรดิจยาเหวินตัดบทเขาอย่างเกรี้ยวกราดด้วยสีหน้าดำคร่ำเครียด
นี่เป็นครั้งแรกที่หรงจิ้นได้เห็นสีหน้าเช่นนี้ของผู้เป็นบิดา และหัวใจของเขาก็จมดิ่งลงไปเรื่อยๆ
ตกลง…ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“หรงจิ้น ตอนนี้เจ้าเป็นถึงรัชทายาทแล้ว เหตุใดเจ้ายังจะลงมือทำร้ายพี่น้องของเจ้าอีก! ทำไมเจ้าถึงมีจิตใจคับแคบเช่นนี้”
จักรพรรดิจยาเหวินตวาดลั่นด้วยความโกรธ
หรงจิ้นก็กลับมารู้สึกตัวอีกครั้งและเขาก็ตกตะลึงในใจ
หรือว่า…เสด็จพ่อทรงทราบเรื่องที่เขาให้คนแอบไปตามสืบเรื่องของหรงซิวแล้ว!
“เจิ้นรู้ว่าหรงจิ่วปรีชาสามารถด้านการทหาร และสามารถมีพลังอำนาจทัดเทียมเจ้าได้ แม้เจ้าจะไม่ชอบเขา ถึงอย่างไรเขาก็เป็นน้องชายของเจ้า ตอนนี้เจ้าขึ้นเป็นรัชทายาทแล้ว ทำไมถึงยังมีจิตใจคับแคบเช่นนี้ได้!”
หรงจิ้นตกตะลึง
หรงจิ่วหรือ