ตอนที่ 134
บทที่ 135 มีชีวิตรอดกลับไปหรือไม่
October 22, 2026
ลำแสงนั้นเกี่ยวพันกันแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ หมีแผงคอทองคำยังคงดิ้นรนต่อไป แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะมันไม่สามารถหลุดพ้นได้
ไม่นานนักมันก็เคลื่อนไหวช้าลงพร้อมกับเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวก็ค่อยๆ แผ่วลงไปจนกระทั่งท้ายที่สุดก็หยุดเคลื่อนไหว ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ออกมาอีก
บนพื้นดินมีเลือดสีแดงที่ยังคงหลั่งรินไม่หยุด อาบย้อมเป็นบริเวณกว้างจนแดงฉานและน่าสยดสยอง
เมื่อแสงเจือจางลงจนมลายดับไป ในที่สุดทุกคนก็เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างใน
…หมีแผงคอทองคำซึ่งเดิมมีร่างกายแข็งแรงกำยำ ขณะนี้ซูบผอมลงไปมากพร้อมกับมีบาดแผลเป็นเต็มตัว และทั้งรูปร่างลำตัวของมันยังบิดเบี้ยวแปลกๆ
เลือดที่เจิ่งนองบนพื้นก็คือเลือดที่ไหลออกมาจากตัวของมัน
มู่หงอวี๋เหลือบมองมัน ก่อนจะหันหน้าหนีอย่างอดมิได้
เฉินหู้พยายามฝืนประคองร่างกาย แต่ใบหน้าซีดเซียวของเขาก็ได้หมดสิ้นสีเลือดสุดท้าย
มีเพียงกู้หมิงเฟิงเท่านั้นที่ไม่ได้บาดเจ็บสาหัส เมื่อเห็นฉากตรงหน้า หนังตาของเขาก็กระตุกยิกๆ
หัวใจที่เต้นระรัว ในที่สุดก็สงบลง สามารถแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ ตอนนี้ก็ถือว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว
แต่ทว่า…
ปัญหาอื่นๆ กำลังตามหลังมาอย่างเงียบๆ
เขาอดมองฉู่หลิวเยว่ไม่ได้ กลับเห็นว่าสีหน้าของหญิงสาวยังคงสงบยิ่ง ยกเว้นความจริงที่ว่าใบหน้าของนางดูซีดเล็กน้อยเนื่องจากใช้พลังไปกับการสร้างค่ายกล แต่แววตากลับไร้คลื่นความรู้สึกใด ราวกับนางไม่ได้สนใจฉากอันน่าหวาดกลัวตรงหน้าเลยสักนิด
จริงอยู่ที่นางเป็นคนสร้างฉากอันน่าสะพรึงกลัวนี้ขึ้นมา
หากไม่ได้นางสร้างค่ายกลออกมาสังหารหมีแผงคอทองคำ ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรอดหรือตาย
นางเป็นใครกันแน่ คิดไม่ถึงว่าจะมีความสามารถเฉกเช่นนี้…
กู้หมิงเฟิงเม้มริมฝีปาก
เขารู้สึกว่าฉู่หลิวเยว่มีบางสิ่งไม่เหมือนคนอื่นๆ ตั้งแต่แรก เเต่เมื่อได้ผ่านเหตุการณ์ต่อสู้ในวันนี้ เขาก็พบว่านางเป็นน้ำนิ่งไหลลึกเกินกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้
เมื่อมั่นใจว่าหมีแผงคอทองคำหมดสิ้นลมหายใจแล้ว ฉู่หลิวเยว่จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันทีที่ผ่อนคลายความตึงเครียด ความอ่อนล้าพลันแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ไม่มีแม้แต่กระทั่งแรงขยับนิ้วหัวแม่มือ
นางหันไปพูดกับกู้หมิงเฟิงว่า
“ถึงจะน่าเสียดายที่ร่างกายของมันได้รับความเสียหาย แต่หยวนตันของมันยังอยู่ เจ้ารับไว้เถิด”
กู้หมิงเฟิงส่ายหน้า
“เจ้าเป็นคนฆ่ามันเอง มันก็ควรจะเป็นของเจ้า”
ถ้าฉู่หลิวเยว่ไม่เหนื่อยเกินไปในยามนี้ นางก็อยากจะหยิบมันขึ้นมาเองเช่นกัน
เพียงพอนโลหิตที่ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มันหายไปไหนก็มาปรากฏตัวอีกครั้ง มันกระโดดไปที่ซากหมีแผงคอทองคำตัวนั้น ใช้เพียงอุ้งเท้าที่มีกรงเล็บกรีดลงไป ก็สามารถหาหยวนตันแดงซีดนั้นเจออย่างง่ายดาย
มันใช้ขนหางฟูๆ ของมันเช็ดจนสะอาดแล้วกลับมาหาฉู่หลิวเยว่ มันใช้สองมือยื่นหยวนตันให้ราวกับประเคนให้นาง ดวงตากลมโตใสแจ๋วมองฉู่หลิวเยว่ไม่กะพริบ สีหน้าของมันพยายามสื่อกับนางว่า “รีบชมข้าสิ”
ฉู่หลิวเยว่หัวเราะเจื่อนๆ
ตอนเกิดเรื่องเจ้าตัวน้อยมักจะวิ่งหนีเร็วกว่าใคร พอเหตุการณ์ทุกอย่างปลอดภัยแล้วมันก็กลับมาได้เวลาประจวบเหมาะพอดี ช่างคำนวณได้ดีจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ความฉลาดปราดเปรียวนี้ไม่ได้น่ารำคาญเท่าไรนัก
ฉู่หลิวเยว่รับหยวนตันเอาไว้ เมื่อไตร่ตรองดีแล้ว นางคิดว่าค่อยเก็บไว้ให้มู่หงอวี๋ดีกว่า
เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็เดินไปหามู่หงอวี๋แล้วช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้น
“หงอวี๋ เป็นอย่างไรบ้าง”
ตอนแรกมู่หงอวี๋คิดว่านางคงต้องตายในวันนี้เสียแล้ว กลับคิดไม่ถึงว่าฉู่หลิวเยว่จะมาช่วยชีวิตได้ทันในวินาทีสุดท้าย นางจึงอดตื่นเต้นดีใจไม่ได้
นางอดทนกับความเจ็ยปวดก่อนจะเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า
“ข้าไม่เป็นไร! ก็แค่แผลเล็กๆ เดี๋ยวก็รักษาหาย! ถ้าครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเจ้า…”
“เป็นเพราะเจ้ากับเฉินหู่คอยขัดขวางมันเอาไว้ต่างหาก พวกเราถึงชนะมันได้”
ฉู้หลิวเยว่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะมองไปที่ไหล่ของมู่หงอวี๋ครู่หนึ่ง
ดูเหมืนนางจะกระดูกหัก
“เจ้านั่งพักก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะมาต่อกระดูกให้เจ้า”
คราวนี้มู่หงอวี๋จึงรู้ว่านางเห็นแล้ว จึงหัวเราะอย่างขมขื่น
“เจ้าสายตาเฉียบคมเกินไปแล้ว”
แต่ฉู่หลิวเยว่ก็ไม่ได้บอกว่าตอนที่ดึงนางลุกขึ้น นางได้ตรวจชีพจรให้แล้ว
แท้จริงนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ร้ายแรงคืออาการบาดเจ็บอวัยวะภายในของมู่หงอวี๋