ตอนที่ 1631
บทที่ 1633 เจ้านับว่าเป็นสิ่งใดกัน
October 22, 2026
……….
ความหนาวเย็นพวยพุ่งขึ้นมา ทำให้หนานอวี่สิงสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย
ความสนใจของหนานอีอีมุ่งเน้นไปที่คำบางคำเท่านั้น
ภรรยา?
เขาแต่งงานแล้วหรือ?
หัวใจของหนานอีอีเย็นยะเยือกไปครึ่งหนึ่ง ราวกับถูกน้ำเย็นสาด
“หรงซิว”
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงกระจ่างใสจากแม่นางคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง
พี่น้องหนานอวี่สิงและหนานอีอีมองไปทางชายหนุ่มที่พูดจาไม่ไว้ไมตรีกับเขาเลยแม้แต่น้อย จากนั้นก็เงยหน้ามองไปด้านหน้า
ทันใดนั้นเองน้ำแข็งในแววตาของเขาก็หลอมละลายไปในทันที
ซึ่งแทนที่ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนที่ยากจะปกปิด
ริมฝีปากบางของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ดวงตาหงส์ที่ล้ำลึกกลับทอประกายแสง ลมปราณรอบกายของเขา เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดแทบจะในทันที
“เยว่เออร์ เจ้าตื่นแล้วหรือ?”
ขณะที่เขาพูด เขาก็เดินผ่านแหวกกลางสองพี่น้องนั้นออกมา
หนานอีอีหันศีรษะมองไปทางที่เขากำลังจะเดินไปด้วยความเหม่อลอย
บริเวณไม่ไกลกัน ด้านหลังของก้อนหินสองสามก้อน มีแม่นางคนหนึ่งกำลังยืนอยู่
แม่นางคนนั้นสวมกระโปรงสีแดง อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด
ผิวขาวเนียนละเอียด ยิ่งกว่าหิมะและน้ำค้างแข็ง
คิ้วสีเข้มเหมือนกับภูเขา ดวงตาเปล่งประกายเหมือนมีดวงดาวอยู่ด้านใน
นางสวมเพียงแค่กระโปรงสีแดงที่ดูเรียบง่าย ผมสีดำยาวผูกมัดรวบอย่างลวกๆ บนร่างกายไม่มีเครื่องประดับอีกใดๆ แต่แค่นางยืนอยู่ที่แห่งนั้นก็ชนะคนทั่วทั้งใต้หล้า
ริมฝีปากบางของนางยังประดับด้วยรอยยิ้ม และทั่วทั้งร่างกายก็ยังปกคลุมด้วยรัศมีที่ดูสูงส่งเหนือธรรมดาไร้ผู้เทียบเทียม เผยให้เห็นความสูงศักดิ์ที่แฝงอยู่ในกระดูก
ท่ามกลางหมอกขาวยังมองเห็นความงามล่มเมือง
ทันทีที่สามารถมองหน้าอีกฝ่ายอย่างชัดเจน หนานอีอีก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็บังเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมาในใจ
นางเคยภูมิใจกับความงามของตนเองมาโดยตลอด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับแม่นางคนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้ว่าความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอย่างใด
ต่อให้นางไม่อยากจะยอมรับ แต่นางก็รู้ดีว่ารูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายนั้นดูดีกว่านางมาก
หนานอีอีก้มลงมองสำรวจตนเองอย่างอดไม่ได้
ในตอนนั้นเองนางถึงได้รู้สึกว่าการแต่งกายของนางนั้นเลอะเทอะเป็นอย่างมาก
แม้กระทั่งตอนก้มหน้า ก็ยังได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งจากเครื่องหัวของนาง นี่จึงทำให้นางรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมา
…แม้ว่านางจะแต่งตัวประณีต แต่ก็ยังไม่น่าดึงดูดเท่ากับอีกฝ่ายที่ไม่ได้สวมใส่อันใดเลย เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
หรงซิวเดินเข้าไปหานางแล้วทัดผมไว้ที่หลังหูให้นาง การกระทำดูเชี่ยวชาญและเป็นธรรมชาติอย่างมาก
เขามองไปยังคนตรงหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำเสนาะหู
“พักผ่อนเป็นอย่างใดบ้าง? ข้าได้รบกวนเจ้าหรือไม่?”
ฉู่หลิวเยว่ส่ายหน้าแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
“เปล่า ความจริงแล้วข้าเพิ่งตื่นตอนที่เจ้ากำลังหลอมอาวุธ”
คิ้วของหรงซิวขยับเล็กน้อย จากนั้นก็เหลือบสายตาไปมองซั่งกวนจิ้งที่อยู่ด้านหลัง
ซั่งกวนจิ้งยักไหล่อย่างจนปัญญา
“การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ต่อให้มีม่านพลังก็ขวางกั้นเอาไว้ไม่อยู่”
เดิมทีก่อนที่หรงซิวจะมาหลอมอาวุธ เขาเป็นห่วงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของนาง ดังนั้นจึงวางม่านพลังเอาไว้โดยเฉพาะ
แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีประโยชน์เลย
ในตอนแรกนางก็มีความอ่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะสังเกตไม่ได้
หรงซิวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในแววตายังมีรอยยิ้มอยู่สามส่วน เขาก็หยิบลูกบอลแสงออกมาแล้วส่งให้นาง
“ดูสิ”
ฉู่หลิวเยว่รับของสิ่งนั้นมา ในแววตามีความประหลาดใจ
นางรู้ว่าหรงซิวมีพรสวรรค์ด้านการหลอมอาวุธสูงมาก
และก่อนหน้านี้ใช่ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะไม่เคยประลองฝีมือกันในด้านนี้มาก่อนเลย
แต่โดยพื้นฐานแล้วนางจะเป็นคนแพ้
อีกทั้งนางยังไม่เคยหยั่งเชิงฝีมือที่แท้จริงของหรงซิวมาก่อนเลย
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นหรงซิวหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งราชาด้วยตนเอง
คนอื่นอาจจะมองไม่ชัดเจน แต่ตอนนี้ของสิ่งนั้นอยู่ในมือของนาง นางจึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
มันคือเสื้อเกราะตัวหนึ่ง