ตอนที่ 2133
บทที่ 2217 ลมปราณ
October 22, 2026
………………..
หมิงซูสะดุ้งตกใจอย่างแรง จนเกือบเผลอโยนตำราในมือ
“ผะ ผู้ดูแลรองหมายความว่า…”
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเหยียนเก๋อสั่งเพียงว่า คนผู้นี้พิเศษมาก ต้องปฏิบัติต่อนางอย่างดี แต่ใครจะรู้ว่า…
เหยียนเก๋อเหลือบมองเขา
“เมื่อครู่เจ้า เอาแต่เรียกท่านผู้นั้นว่าแม่นางซั่งกวนใช่หรือไม่?”
“ชะ ใช่แล้ว มะ…มีปัญหาอันใดหรือ?”
น้ำเสียงของหมิงซูสั่นเครือ ราวสัมผัสได้ถึงบางอย่างลางๆ
เหยียนเก๋อแสร้งทำทีเห็นอกเห็นใจ
“ไม่มี ไม่มี เรียกแบบนี้ตอนอยู่ข้างนอกไม่เป็นไรหรอก แต่จำไว้ว่าต่อหน้าเถ้าแก่ใหญ่ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายา’ ”
หมิงซู “…”
“นอกจากนี้ หากมีใครบางคนเช่นมู่หยาเฟิงที่เข้ามาบุกรุก เจ้าสามารถส่งเขาออกไปได้โดยตรง”
เหยียนเก๋อกอดอกและหรี่ตาลง
“ส่วนว่าจะส่งเขาออกไปหรือส่งไปลงนรกก็แล้วแต่ สำหรับเจ้า อันใดที่ทำให้ตาและหูของเจ้าสกปรก?”
หมิงซู “!”
“อีกอย่าง ถ้าหลังจากนี้มีคนแบบมู่หยาเฟิงบุกเข้ามาในร้านอีก เจ้าไม่ต้องเกรงใจ จับโยนออกไปเลย”
เหยียนเก๋อกอดอกพลางหรี่ตาลง
“จะส่งไปสวรรค์วิมาน ยมบาลอันใดก็แล้วแต่ เจ้าจัดแจงเอาเองแล้วกัน อย่าให้มันอยู่รกหูรกตาพระชายาเข้าใจหรือไม่?”
หมิงซู “…”
ส่งลงยมโลกอันใดกัน จะทำเรื่องแบบนั้นได้ที่ไหน!
เหยียนเก๋อยกมือขึ้นกอดอกหลวมๆ
“จิ้นอวิ๋นไหล่รึ จะกล้าหือ?”
…
ฉู่หลิวเยว่เดินออกมาจากร้านเจินเป่าเก๋อ หากมิได้มุ่งหน้ากลับเรือน แต่เปลี่ยนทิศทางสาวเท้าไปยังเส้นทางแห่งดวงดาวอีกครั้ง
ยามนี้นางกำลังยืนอยู่กลางเส้นทางแห่งดวงดาว
เมื่อมองลงไปก็จะเจอกับประตูสวรรค์
ครั้นมองขึ้นไปข้างบนก็จะเห็นตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
เส้นทางดวงดาวเปล่งแสงแพรวพราวระยิบระยับ
ครั้นกวาดตามองด้วยความเร็ว ก็จะเห็นร่างเงามากมายกระจายตัวกันอยู่บนเส้นทางดวงดาว ราวกำลังศึกษาค่ายกลบนนั้น
ฉู่หลิวเยว่เดินเข้าไปใกล้แล้วมองลงไป
ที่นี่คืออาณาเขตของค่ายกลระดับมหาปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
นางเบนสายตาไปมองค่ายกลไม่กี่อันที่ใกล้ที่สุด พลางแอบถอนหายใจเบาๆ และอดไม่ได้ที่ย้อนกลับไปมองตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
หากมิได้มาที่นี่ นางคงคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นตำหนักสูงเด่นเป็นสง่า ที่ลอยเหนือท้องนภาในทะเลทรายจันทราสีชาดด้วยตาตัวเองเช่นนี้
และไม่รู้ว่าที่นั่นจะเหมือนกับที่เคยเห็นก่อนหน้านี้หรือไม่?
“หยุดมอง ถ้ามองอีกครั้ง เจ้าจะไม่มีโอกาสเข้าไปข้างใน”
ทันใดนั้นก็มีเสียงแปลกๆ ดังมาจากด้านหลัง
ฉู่หลิวเยว่หันกลับไปมองทันที ผู้มาใหม่นั้นมิใช่ใคร นอกจากเฉิงเพ่ย
เมื่อเทียบกับคราก่อน ยามนี้ใบหน้าเขาดูมีเลือดฝาดมากขึ้น เปี่ยมไปด้วยพลังปราณ ลมปราณรอบตัวเองก็แข็งแกร่งขึ้นมาก
ชัดเจนว่าหลังจากเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาใช้ประโยชน์จากอันใดก็ตามที่อยู่ในนั้นเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มรับและตอบว่า
“ข้าเพียงเสียดายแทนนายท่านเยว่ ครั้นอยู่ที่อาณาจักรเสิ่นซวี่ พรสวรรค์ของท่านเยว่นั้นช่างโดดเด่น ทรงพลังเกินต้าน ใครเล่าจักกล้าประมือด้วย? ทว่าเมื่ออยู่ที่นี่ ยามนี้กลับถูกละเลย ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนทุกค่ำวันเพราะกลัวจะถูกไล่ออก…ท่านเยว่ ถ้าข้าเป็นเจ้า คงไม่มีหน้าดั้นด้นอยู่ที่นี่ต่อไปหรอก”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มบาง พลางตอบไป
“ถ้าผู้อาวุโสเฉิงเพ่ยคิดอย่างนี้จริงๆ…เช่นนั้นต่อให้ข้าจากไปก็เหมือนเดิม”
เฉิงเพ่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาพบว่า ไม่ว่าตัวเองจะพูดอันใดออกไป ก็เหมือนว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อฉู่หลิวเยว่เลย
จิตใจของนางแข็งแกร่งมาก แม้วาจาเหล่านั้นจักน่าเกลียดเพียงใด แต่นางก็ยังหัวเราะได้!
เขาสบถในลำคอเบาๆ
“ก็แค่นั้นแหละ ข้ายังมีเรื่องต้องทำอยู่อีก คงไม่ว่างเหมือนท่านเยว่”
ครั้นพูดจบ เขาก็ย่อตัวแล้วทะยานขึ้นไปบนทองฟ้า
“อาเยว่!”