ตอนที่ 46
ตอนที่ 46 เด็กสาวป่วยหนัก
October 22, 2026
ตอนที่ 46 เด็กสาวป่วยหนัก
“ฉันไม่มีเวลาที่จะอยู่ต่อนานกว่านี้แล้ว! หลายคนโทรมาตามให้ฉันรีบกลับปักกิ่ง มีงานเร่งด่วนที่รอให้ฉันกลับไปสะสาง!”
ภายในห้องเพรสซิเดนท์สูทของโรงแรมฮัวเยวี่ย หลี่ฉั่วเฉินยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งคำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดกับฉีเล่ยที่นั่งอยู่ตรงข้ามต่อว่า
“เธอตัดสินใจแน่นอนแล้วใช่มั๊ย? ไม่คิดที่จะใคร่ครวญดูเสียหน่อยเหรอ ความจริงฉันว่า ตำแหน่งแพทย์พิเศษอาวุโส น่าจะเหมาะกับเธอมากกว่า!”
“ไม่ดีกว่าครับ!” ฉีเล่ยส่ายหน้าไปมา
หลังจากที่ได้คุยกับฉีเล่ยเพียงสั้นๆทางโทรศัพท์ หลี่ฮั่วเฉินก็ได้เชิญฉีเล่ยมานั่งคุยที่โรงแรม
หลังจากใคร่ครวญข้อเสนอของหลี่ฮั่วเฉินอยู่นาน ในที่สุดฉีเล่ยก็ตัดสินใจเลือกที่จะเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแพทย์ เพราะรู้สึกว่า น่าจะเป็นเหมาะกับเขามากที่สุด
หลี่ฮั่วเฉินจึงตอบกลับไปทันที “ตกลง! ฉันจะได้ให้เลขาจัดการจองตั๋วเครื่องบินกลับปักกิ่งพรุ่งนี้เลย เพราะมีงานด่วนต้องรีบกลับไปสะสาง ฉันจะเดินทางไปล่วงหน้าก่อนก็แล้วกัน..”
หลังจากนั้น อาวุโสหลี่ก็ได้เขียนที่อยู่ไว้ให้กับฉีเล่ย และบอกกับเขาว่า เมื่อไปถึงปักกิ่งให้ไปตามที่อยู่นี้
ฉีเล่ยรับกระดาษแผ่นนั้นมา พร้อมกับบอกลาหลี่ฮั่วเฉิน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
…….
หลังจากนั้นราวสองสามวัน ฉีเล่ยก็ได้เตรียมตัวที่จะเดินทางไปปักกิ่ง..
ตามแผนเดิมนั้น เฉินอวี้หลัวและซูชางฉิน จะต้องเดินทางไปปักกิ่งพร้อมกับชายหนุ่ม แต่บังเอิญเกิดเหตุการณ์เร่งด่วนที่ไม่คาดคิดขึ้นเสียงก่อน จู่ๆผู้ป่วยสองรายในแผนกที่เฉินอวี้หลัวดูแลอยู่ กลับมีอาการหนักอย่างกะทันหัน และหญิงสาวก็ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้รับเคส
แม้ว่าเฉินอวี้หลัวอยากจะเดินทางไปพร้อมกับสามี แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีต่อคนไข้ ทำให้เธอต้องอยู่ทำการผ่าตัดคนไข้ให้เสร็จสิ้น และต้องอยู่ดูแลจนกว่าคนไข้ทั้งสองจะฟื้นตัว
และเฉินอวี้หลัวก็รู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก..
ฉีเล่ยซึ่งนอนอยู่บนเตียง หันไปโอบกอดภรรยาพร้อมกับบอกไปว่า “ผมจะรอจนกว่าคนไข้ของคุณจะฟื้นตัวแล้วค่อยเดินทาง ผมไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก”
เฉินอวี้หลัวที่กำลังใช้นิ้วมือเขียนวงกลมเล่นบนแผ่นอกของฉีเล่ย เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม พร้อมตอบกลับไปในทันที
“ไม่ได้นะ! ในเมื่อรับปากอาวุโสหลี่ไปแล้ว นายก็ควรต้องรีบเดินทางไปให้เร็วที่สุด เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจไปว่า นายอวดดี ถือว่าตัวเองเป็นหมอที่มีความสามารถ ก็เลยถือวิสาสะที่จะทำอะไรตามใจชอบก็ได้!”
หญิงสาวซุกไซ้ใบหน้าไปที่ลำคอของฉีเล่ยด้วยความรู้สึกสบาย ก่อนจะพูดต่อว่า “นายเดินทางไปก่อนจะดีกว่า จะได้ไปทำความคุ้นเคย แล้วก็ปรับตัวให้เข้ากับที่นั่นให้ได้ เพราะกว่าคนไข้ทั้งสองคนของฉันจะฟื้นตัว คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นเดือนเชียวล่ะ ”
“เฮ้อ.. แบบนี้พวกเราสองคนก็ต้องแยกจากกันน่ะสิ!” ฉีเล่ยถึงกับถอนใจ
เฉินอวี้หลัวปัดผ้าห่มที่คลุมตัวออก แล้วจึงเปลี่ยนไปนอนทับร่างของฉีเล่ยไว้ พร้อมบอกกับชายหนุ่มไปว่า
“นั่นสินะ! ถ้าอย่างนั้นก่อนจะต้องแยกกัน เราสองคนมาสร้างความทรงจำดีๆกันดีกว่า!”
ระหว่างที่กระซิบบอกฉีเล่ยนั้น หญิงสาวก็ถึงกับหน้าแดงก่ำ..
…….
เช้าวันรุ่งขึ้น ที่ท่าอากาศยานหนานหยาง..
หลังจากที่ข่าวคราวเรื่องฉีเล่ยจะย้ายไปทำงานที่ปักกิ่งแพร่สะพรัดออกไปนั้น หลายคนที่รู้จักกับชายหนุ่ม ต่างก็พากันแห่มาส่งเขาที่สนามบินกันเกือบหมด รวมถึงพ่อลูกสกุลหวู่ หวังเทียนหัง และเนี่ยจิง ทุกคนต่างพากันมาพร้อมหน้า
หลังจากร่ำลาทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็ได้เดินเข้าไปเช็คอิน ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในโดยมีกวนไห่ผิงลากกระเป๋าเดินทางตามหลังชายหนุ่มไป
ระหว่างนั้น ฉีเล่ยก็หันมาพูดกับกวนไห่ผิงว่า “เถ้าแก่กวน คุณเองก็กลับไปได้แล้ว อย่าลืมทำตามที่ผมสอนล่ะ! รับรองได้ว่าอาการของคุณจะไม่กำเริบในระยะเวลาสั้นๆ นี้แน่!”
“ครับท่านหมอเฉิน!”
กวนไห่ผิงพยักหน้า และตอบฉีเล่ยกลับด้วยท่าทางเคารพนบนอบ “รอให้ผมจัดการขายของเก่าในร้านที่เหลือให้หมดก่อน แล้วผมจะตามไปหาท่านหมอที่ปักกิ่งนะครับ!”
ฉีเล่ยยกมือขึ้นตบไหล่กวนไห่ผิงแทนคำตอบ พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเดินทางในมือของเขามา ก่อนจะเดินลากกระเป๋าไปที่จุดตรวจสัมภาระ ซึ่งอยู่ด้านหน้าทางเข้าไปด้านในของสนามบิน
“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ไฟลท์ CA666 หนานหยาง-ปักกิ่ง กำลังจะเทคออฟในหกนาที ผู้โดยสารท่านใดยังไม่ได้ขึ้นเครื่อง กรุณาไปที่ประตูหมายเลข 6 โดยเร็วด้วยค่ะ!”
หลังจากได้ยินเสียงประกาศของทางสนามบิน ฉีเล่ยจึงรีบลากกระเป๋าวิ่งไปที่ประตูหมายเลข 6 ทันที
นั่นเพราะหลังจากที่ผ่านจุดตรวจสัมภาระไปแล้ว ฉีเล่ยก็ไปนั่งอยู่ในเลาจน์ของทางสายการบิน และได้เผลอหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ได้ยินเสียงประกาศเรียกครั้งที่สามจากสายการบิน ฉีเล่ยจึงรีบวิ่งไปตามทางเดิน มุ่งหน้าไปที่ประตู 6 ทันที
ระหว่างที่ฉีเล่ยกำลังวิ่งไปตามทางเดินนั้น เสียงร้องตะโกน “หลีกไปให้พ้นทาง!” ก็ได้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของชายหนุ่ม และเมื่อหันหลังกลับไปมอง ฉีเล่ยก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว จนเกือบจะชนตนเองเข้า
“หลีกไปพ้น!”
เด็กสาวใช้มือผลักร่างของฉีเล่ยอย่างแรง และยังคงวิ่งต่อไปข้างหน้าไม่หยุด ฉีเล่ยได้แต่มองตามแผ่นหลังของเด็กสาวไป พร้อมกับส่ายหน้าไปมา ปากก็พึมพำออกมาเบาๆ
“เฮ้อ.. น่าเสียดาย! หน้าตาสะสวยทีเดียว แต่กลับป่วยหนัก!”
แต่คำพูดของฉีเล่ยดันไปเข้าหูของเด็กสาวเข้า เธอถึงกับหยุดชะงัก และหันกลับมามองฉีเล่ยตาขวาง พร้อมกับตวาดใส่เขา
“คุณว่าใครป่วยหนัก?”
“…”
ฉีเล่ยถึงกับนิ่งอึ้งพูดไม่ออก และได้แต่คิดในใจว่า ‘ผู้หญิงคนนี้หูดีชะมัด! ฉันแค่พึมพำเบาๆ ก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน!’