ตอนที่ 139
ตอนที่ 139 ขายทิ้ง
October 31, 2026
โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “ไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น ท่านพ่อไปรับราชการอยู่ข้างนอกเกือบจะสิบปี เห็นทีว่าคงจะปรับตัวได้ตั้งนานแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายไปให้ท่านพ่อ ให้เขายกเจ้าให้พวกข้าสองพี่น้อง ข้าคิดว่าท่านพ่อย่อมต้องไว้หน้าพวกข้าสองพี่น้องอย่างแน่นอน” ขณะที่กล่าว ก็ให้ภรรยาของหม่าฟู่ซานเตรียมเครื่องเขียนมาให้
ในที่สุดหลานทิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
แน่นอนว่าพวกนางสองพี่น้องต้องปรึกษากันมาก่อนแล้ว ไม่ว่านางจะพูดอะไร ล้วนแล้วแต่ต้องการให้นางรั้งอยู่ที่จินหลิง
นี่ต้องเป็นความคิดของโจวชูจิ่นอย่างแน่นอน
นางรีบคุกเข่าลงไปกอดขาของโจวเสาจิ่นเอาไว้ ร้องห่มร้องไห้พลางกล่าว “คุณหนูรอง ขอร้องท่านช่วยส่งข้ากลับเป่าติ้งด้วยเถิดนะเจ้าคะ ท่านไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าคนจากตระกูลหลี่เหล่านั้นน่ารังเกียจขนาดไหน ที่พวกเขาให้หลี่ซื่อแต่งเข้ามา ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะเห็นแก่คุณธรรมหรือความสามารถของนายท่าน แต่เพราะเห็นแก่ตำแหน่งอันสูงส่งของนายท่าน ว่าจะช่วยเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับคนในแวดวงขุนนาง เพื่อให้กิจการของพวกเขาเติบโตยิ่งๆ ขึ้น โดยไม่สนใจว่านายท่านจะลำบากใจหรือไม่ และก็ไม่สนใจเลยว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ชื่อเสียงของนายท่านเสื่อมเสียหรือไม่ พวกเขาหวังแต่จะมาสูบเลือดสูบเนื้อของนายท่านเท่านั้น…”
แต่การกระโดดเข้าใส่เช่นนั้นของนางกลับทำให้โจวเสาจิ่นตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี นางกระโดดลุกพรวดขึ้นมา แต่ยังไม่ทันจะได้เบี่ยงกายหลบ ก็ถูกหลานทิงกอดเอาไว้จนแน่นเสียก่อน
มองดูหลานทิงที่ร้องไห้กระซิกอยู่ตรงเท้าแล้ว โจวเสาจิ่นรู้สึกอัดอัดใจยิ่งนัก
เป็นคนมาสองชาติภพ ยังไม่เคยมีคนมาร้องไห้ต่อหน้านางเช่นนี้มาก่อนเลย
นางรีบกล่าว “เจ้ามีเรื่องอะไรก็ลุกขึ้นมาคุยดีๆ ลุกขึ้นมาเถิด”
ทว่าหลานทิงกลับยิ่งกอดนางให้แน่นมากขึ้น
ภรรยาของหม่าฟู่ซานเห็นแล้วก็โกรธจนหน้าแดง ขยับออกไปดึงนาง “เจ้ามาร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าคุณหนูรองเช่นนี้ไปทำไม”
แรงของนางค่อนข้างมาก หลานทิงถูกนางทั้งดึงทั้งลากจนซวนเซไปมาแต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือ “คุณหนูรอง ข้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ข้าทำเพื่อท่านกับคุณหนูใหญ่นะเจ้าคะ ท่านไม่รู้อะไร พอหลี่ซื่อผู้นั้นแต่งเข้ามา ก็เอาภาพเหมือนของฮูหยินไปเก็บเสีย หากไม่ใช่เพราะนายท่านติเตียน นางก็คงเอาไปทิ้งแล้ว นายท่านบอกว่าอยากจะรับท่านกับคุณหนูใหญ่ไปอยู่ด้วย ให้นางจัดเรือนให้เรียบร้อย นางก็ไม่ยอม ต่อมาฮูหยินผู้เฒ่ากวนส่งข่าวมาแจ้งว่า ต้องการให้พวกท่านสองพี่น้องรั้งอยู่กับนาง ก็เป็นหลี่ซื่อที่ยุยงให้นายท่านปล่อยให้ท่านกับคุณหนูใหญ่อยู่ที่ตระกูลเฉิงต่อไป นางปรารถนาจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพวกท่านนะเจ้าคะ…”
โจวเสาจิ่นฟังแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
หลี่ซื่อเห็นแก่ตัว แล้วตัวนางเองไม่เห็นแก่ตัวหรืออย่างไร ในเมื่อต่างคนก็ต่างเหมือนๆ กัน เช่นนั้นจะค่อนแคะผู้อื่นไปเพื่ออะไร
เมื่อเห็นว่าไม่ว่าอย่างไรหลานทิงก็ไม่ยอมปล่อยมือ นางจำต้องกล่าวข่มขู่ไปว่า “หากว่าเจ้ายังทำเช่นนี้ ข้าจะตะโกนเรียกให้คนเข้ามา”
โดยเนื้อแท้แล้วโจวเสาจิ่นเป็นคนอ่อนโยน ต่อให้กำลังโกรธ การกระทำที่ออกมาก็ยังเผยความนุ่มนวลออกมาอยู่หลายส่วน นอกจากทำให้หลานทิงกลัวไม่ได้แล้ว กลับกันยังทำให้หลานทิงสลัดภรรยาของหม่าฟู่ซานออกไปได้อย่างรวดเร็ว
โจวชูจิ่นจึงเดินออกมาจากหลังฉากกั้นด้วยใบหน้าดำคร่ำเครียด “นี่เจ้าต้องการจะทำอะไร ต้องการบีบบังคับให้คุณหนูทำตามคำพูดของเจ้าให้ได้ถึงจะพอใจอย่างนั้นหรือ หากเป็นบ่าวผู้จงรักภักดี จะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร”
หลานทิงมองโจวชูจิ่นด้วยดวงตาลุกเป็นไฟทั้งสองข้าง
หากไม่ใช่เพราะนางถูกหลี่ซื่อซื้อตัวไปแล้ว ตนจะมาอยู่ในจุดที่ตกต่ำขนาดนี้ได้อย่างไร
นางจำได้อย่างแม่นยำ หลี่ซื่อส่งเงินส่วนตัวมาให้พวกนางสองพี่น้องติดๆ กันเกือบห้าร้อยเหลี่ยงเงิน สำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปแล้ว หากมีสินสอดติดตัวจำนวนเท่านี้ ต่อให้เป็นคนพิกลพิการผู้หนึ่งก็ยังหาคู่ที่ครบสามสิบสองมาแต่งงานด้วยได้
“คุณหนูใหญ่ ความจริงแล้วท่านก็เป็นเพียงแค่ลูกเลี้ยงของฮูหยินเท่านั้น” สายตาที่หลานทิงใช้มองโจวชูจิ่นนั้นราวกับมีดอาบยาพิษก็ไม่ปาน “ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของคุณหนูรอง ในเมื่อเป็นเรื่องของคุณหนูรอง ท่านอย่าสอดมือเข้ามายุ่งจะดีกว่า”
นางรู้ดีว่าคนที่เป็นใหญ่ของตระกูลโจวที่เมืองจินหลิงนี้คือโจวชูจิ่น และนางก็รู้ด้วยว่าตนไม่อาจเอาชนะโจวชูจิ่นได้ แต่เรื่องของนางก็ถูกกวนจนขุ่นมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้นางอยากจะถอยก็ถอยไม่ได้แล้ว ไม่สู้ใช้โอกาสนี้สร้างความบาดหมางให้โจวชูจิ่นและโจวเสาจิ่น นางไม่เชื่อว่า พี่สาวน้องสาวที่ถือกำเนิดมาจากมารดาคนละคนกันนั้น จะไม่มีความแตกแยกเลยแม้แต่นิดเดียว หรือต่อให้ไม่มี โจวชูจิ่นมีนิสัยเด็ดขาดขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีบางเวลาที่โจวเสาจิ่นรู้สึกขมขื่นบ้าง ขอเพียงเวลาที่โจวเสาจิ่นรู้สึกขมขื่นแล้วนึกถึงคำพูดของนางก็พอแล้ว
โจวชูจิ่นโกรธจนหน้าซีดเผือด ออกคำสั่งภรรยาของหม่าฟู่ซานว่า “เรียกป้ารับใช้เข้ามาสองคน แล้วจับคนมัดเอาไว้”
ภรรยาของหม่าฟู่ซานรีบออกไปตะโกนเรียกคน
หลานทิงกระโดดพรวดขึ้นมาแล้วพุ่งตัวไปทางโจวเสาจิ่น
นางคิดจะเข้าไปกอดแขนของโจวเสาจิ่นเอาไว้เพื่อเป็นที่กำบัง
แต่ในสายตาของโจวชูจิ่นแล้วกลับคิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นางเข้าใจว่าหลานทิงคิดจะใช้โจวเสาจิ่นมาบีบบังคับตน
โจวชูจิ่นหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว ตะโกนเสียงดุดันว่า “เสาจิ่น หลบไป”
โจวเสาจิ่นระแวดระวังตัวเองเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ไม่รอให้หลานทิงได้เข้ามาประชิดตัว ก็หมุนกายวิ่งไปถึงเสาที่อยู่ข้างๆ เก้าอี้มีเท้าแขนแล้ว
หลานทิงคว้าน้ำเหลว
โจวชูจิ่นรีบก้าวไปยืนขวางอยู่ตรงหน้าของโจวเสาจิ่นด้วยความรวดเร็ว
โจวเสาจิ่นรีบเข้าไปดึงโจวชูจิ่น “ท่านพี่ๆ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” นางอยากจะดึงโจวชูจิ่นไปไว้ข้างหลังตัวเอง
โจวชูจิ่นยังไม่ขยับเขยื้อน แสยะยิ้มเย็นให้หลานทิงพลางกล่าวขึ้นว่า “ว่าอย่างไร เจ้ายังคิดจะทำร้ายผู้อื่นอีกอย่างนั้นหรือ”
ลำแสงพยาบาทสายหนึ่งวาบผ่านนัยน์ตาของหลานทิง เพียงแต่ว่ายังไม่ทันที่จะได้กระทำอะไร ภรรยาของหม่าฟู่ซานก็นำป้ารับใช้ร่างบึกบึนสองคนเข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว
โจวชูจิ่นเห็นลำแสงในดวงตาของหลานทิงแล้วใจเต้น ตึกๆ อยู่ครู่หนึ่ง
นางไม่น่าให้โจวเสาจิ่นมาที่นี่เลย
หลานทิงในตอนนี้เหมือนกับสัตว์ร้ายที่จนตรอก ที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ศัตรูของมันได้ทุกเมื่อ
โดยไม่คิด นางดึงโจวเสาจิ่นไปหลบอยู่หลังเสา
หลานทิงไล่ตามเข้ามา
โจวชูจิ่นพาโจวเสาจิ่นไปซ่อนอยู่หลังโต๊ะวางดอกไม้ พร้อมกับยกกระถางดอกไม้ที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา เตรียมเอาไว้ว่าหากหลานทิงยังจะไล่กวดเข้ามาอีกนางจะเขวี้ยงมันออกไป
แต่ภรรยาของหม่าฟู่ซานที่เห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ตกใจจนสติแตก นางกระโจนเข้าใส่หลานทิงอย่างไม่คิดชีวิต
หลานทิงโซซัดโซเซ ถูกกระโจนเข้าใส่จนล้มลงไปกลิ้งกับพื้น
ป้ารับใช้ร่างบึกบึนทั้งสองคนรีบวิ่งเข้าไป จับหลานทิงมัดเอาไว้ ยังอุดปากนางเอาไว้อีกด้วย
โจวชูจิ่นโกรธจนตัวสั่นระริกไม่หยุด ครู่ใหญ่กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ “เรียกคนจากสำนักนายหน้ามาให้ข้า ข้าจะขายสิ่งของที่ไม่รู้จักชั่วดีชิ้นนี้ทิ้งไปเสีย”
โจวเสาจิ่นตกใจเป็นอย่างมาก รีบกอดแขนของพี่สาวเอาไว้ ปลอบโยนพี่สาวว่า “อย่าโกรธเลยเจ้าค่ะๆ ระวังจะทำลายสุขภาพเอาได้นะเจ้าคะ”
แต่ตัวเองกลับลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
สุดท้ายเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงจุดนี้จนได้