ตอนที่ 177
ตอนที่ 177 เดินหมาก
October 31, 2026
โจวเสาจิ่นเงียบเสียงลงในทันที
เฉิงฉือกลับกล่าวขึ้นอย่างเสียไม่ได้ว่า “ท่านแม่ นี่เป็นหมากตาสุดท้ายของกระดานแล้ว ท่านอย่าคิดอีกเลย เวลาก็ไม่เช้าแล้ว สมควรจะรับมื้อเย็นได้แล้ว นอกจากนี้ก็ได้เวลาที่คุณหนูรองตระกูลโจวควรจะกลับแล้วขอรับ”
“ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่านี่คือหมากตาสุดท้ายของกระดานแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ทว่านัยน์ตากลับจ้องที่กระดานหมากตาไม่กะพริบ กล่าวขึ้นว่า “ข้ากำลังดูว่าเจ้าทำอย่างไรถึงได้ลวงข้ามาถึงจุดจบเช่นนี้ได้…ยิ่งอยู่ฝีมือการเดินหมากของเจ้าก็ยิ่งรุดหน้าไปมาก…” ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว ก็จมดิ่งเข้าไปในภวังค์ความคิดอีกครั้ง
เฉิงฉือจึงปัดกวาดกระดานหมาก
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ชอบใจ
เฉิงฉือกล่าว “ท่านอายุมากแล้ว จริงๆ ไม่ควรคิดมากหรือกังวลมาก ต่อไปอย่าเล่นหมากอีกเลยขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ “ข้าให้เจ้าย้ายเข้ามาอยู่ที่เรือนหานปี้ซาน คงไม่อาจมองเจ้าไม่ทำอะไรเลยทั้งวันกระมัง เจ้าก็มีงานอดิเรกอยู่ไม่กี่อย่างแค่นี้ ข้าไม่เล่นเป็นเพื่อนเจ้าแล้วผู้ใดจะเล่นกับเจ้ากัน”
เฉิงฉือจึงมองไปที่โจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง
โจวเสาจิ่นพลันเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาในทันที
ความจริงแล้วที่เฉิงฉือถามนางว่าเล่นหมากเป็นหรือไม่นั้นก็เพราะคิดจะให้นางเล่นหมากเป็นเพื่อนเขา เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้ว่างเว้นจากสิ่งนี้นี่เอง!
แต่นางเล่นไม่เป็นเลยสักนิดจริงๆ!
โจวเสาจิ่นทั้งเสียดายและเสียใจ
หากรู้เสียแต่เนิ่นๆ ว่าจะเป็นเช่นนี้ก็คงจะเรียนเดินหมากกับเฉินต้าเหนียงไปตั้งนานแล้ว
นางรีบกล่าวเสนอตัวว่า “ท่านน้าฉือ ท่านสอนข้าเดินหมากได้นี่เจ้าคะ! อีกอย่างช่วงนี้นอกจากคัดพระธรรมแล้ว ข้าก็ไม่อะไรอย่างอื่นให้ทำแล้วเจ้าค่ะ”
ความจริงแล้ว นางเพิ่งจะร่างภาพองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เตรียมจะมอบให้พี่สาวเสร็จไป กะว่าจะเริ่มต้นปักแล้ว
แต่ภาพองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมนั้นนางหาเวลาว่างทำเมื่อไรก็ได้ ส่วนโอกาสที่จะได้เข้าใกล้เฉิงฉือกลับเป็นสิ่งที่อาจลอยหายไปได้อย่างรวดเร็วในพริบตา
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวอดไม่ได้ปรบมืออย่างยินดี กล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นดียิ่ง ทุกบ่ายเสาจิ่นมาคัดพระธรรมสักครึ่งชั่วยามแล้วก็เล่นหมากอีกสักสองกระดาน ไม่เสียงานแล้วก็ยังได้พักผ่อนด้วย!”
โจวเสาจิ่นพยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม
เฉิงฉือกลับเข้าใจผิดไปว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ชอบถ่อมตัว เมื่อถูกผู้อื่นถามขึ้นมา ผู้มีฝีมือการเดินหมากจำนวนไม่น้อยมักจะกล่าวว่าตัวเอง รู้เพียงผิวเผิน หรือแม้กระทั่งว่า ไม่ค่อยเข้าใจนัก
บางทีโจวเสาจิ่นก็อาจจะเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นกระมัง
เขากล่าวยิ้มๆ ว่า “ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านวางใจเถิด! หากข้ารู้สึกเบื่อๆ เมื่อไร ข้าจะสอนหลานตระกูลโจวเดินหมากก็แล้วกัน ท่านอย่าใส่ใจข้าเลย ควรจะทำอะไรก็ไปทำสิ่งนั้นเถิดขอรับ!”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวพยักหน้าพลางยิ้มตาหยี พึงพอใจยิ่งนัก
เฉิงฉือจึงกล่าวกับโจวเสาจิ่นว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้ามาให้เร็วสักหน่อย พวกเราเดินหมากเสร็จแล้วเจ้าค่อยไปคัดพระธรรม”
ในมุมมองของเขาแล้ว ได้ใช้สมองขบคิดยามเดินหมาก แล้วค่อยไปเพลิดเพลินกับการคัดพระธรรม นี่ต่างหากถึงจะเป็นการได้ทั้งงานและการพักผ่อนที่แท้จริง
โจวเสาจิ่นขานรับอย่างยินดี
เมื่อกลับมาถึงตอนกลางคืนจึงไปหาเฉินต้าเหนียง
เมื่อเฉินต้าเหนียงได้ยินว่านางอยากเรียนหมากล้อม ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้กล่าวปฏิเสธ กล่าวยิ้มๆ ว่า “ในเมื่อเจ้ามีความสนใจ เช่นนั้นพรุ่งนี้ตอนกลางคืนค่อยมาเรียนก็แล้วกัน!”
บ่ายของวันพรุ่งนี้นางก็ต้องไปเล่นแล้ว จะให้พรุ่งนี้ตอนกลางคืนค่อยมาเรียนได้อย่างไร!
โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าได้ยินมาว่าก่อนหน้ารัชกาลก่อนเป็นกระดานหมากแบบสิบเจ็ดเส้น แต่ปัจจุบันเป็นแบบสิบเก้าเส้น ท่านอธิบายให้ข้าฟังสักหน่อยได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดปัจจุบันถึงเป็นกระดานหมากแบบสิบเก้าเส้นเจ้าคะ”
เฉินต้าเหนียงเงียบไปกว่าครู่ใหญ่
นี่หากว่าเป็นที่อื่น ยังไม่ได้มอบตัวเป็นศิษย์ก็คิดจะเรียนเดินหมากกับนางแล้ว นางคงจะไล่คนออกไปตั้งนานแล้วอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ นางเป็นอาจารย์หญิงที่ตระกูลเฉิงเชิญมาสอน ลูกศิษย์บอกว่าต้องการเรียนเดินหมากกับนาง นางก็ต้องสอน…นอกจากนี้ ที่ผ่านมาตระกูลเฉิงก็ปฏิบัติต่อนางอย่างดี ตารางเรียนก็จัดให้มีเวลาว่าง หากนางปฏิเสธ คงทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่านางไม่สำนึกในบุญคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นแน่
“ก็ได้ วันนี้ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังว่าหมากล้อมคืออะไร” ขณะที่เฉินต้าเหนียงกล่าว ก็หมุนกายไปหยิบกระดานหมากและตัวหมากมา “จากพงศาวดาร ‘กำเนิดโลก’ บันทึกโบราณตั้งแต่ก่อนยุคฉิน กล่าวว่า องค์จักรพรรดิเหยาประดิษฐ์หมากล้อมขึ้นมา เพื่อเอาไว้สั่งสอนพระโอรสตันจู นี่คือจุดกำเนิดของหมากล้อม…ใน ‘พงศาวดารจั่วจ้วน เซียงกงปีที่ยี่สิบห้า’ บันทึกเอาไว้ว่า เว่ยเซี่ยนกงส่งคนจากอี๋อี๋มาเจรจากับหนิงสี่เรื่องขอกลับมา หนิงสี่ตอบรับคำขอแล้ว ท่านอาใหญ่เหวินจื่อได้ยินแล้ว ก็กล่าวว่า…ตอนนี้หนิงจื่อเห็นบ้านเมืองสำคัญไม่เท่าการเล่นหมาก แล้วจะหลีกลี้จากเหตุร้ายได้เยี่ยงไร หากผู้ถือหมากจิตใจโลเล ย่อมไม่อาจมีชัยเหนืออีกฝ่าย นับประสาอะไรกับการปกครองบ้านเมืองที่ไม่เด็ดขาด ย่อมไม่อาจหลีกลี้จากเหตุร้ายได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีบันทึกเกี่ยวกับหมากล้อมอยู่ในพงศาวดารสมัยเว่ยจิ้น…เหมือนดังจำนวนจุดโคจรของจักรวาล หมากล้อมประกอบด้วยจุดสามร้อยหกสิบเอ็ดจุดบนกระดานที่มีเส้นพาดตัดกันสิบเก้าเส้น…ยอดฝีมือทั่วแผ่นดินได้บันทึกตำราคู่มือการเล่นหมากล้อมเอาไว้มากมาย ตำราที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาตำราคู่มือทั้งปวง ก็อย่างเช่น ‘เซียนแห่งห้องศิลา’ ‘เซียนยอดฝีมือ’ ‘ปกิณกะเริงรมย์’ ‘สมุดภาพไตรภูมิแห่งหมากล้อม’ เป็นต้น…ซ่งจิ่งหร่านผู้เป็นจี้เซียงในรัชสมัยนี้ หยวนเหวยชางผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเหล่าขุนนางในราชสำนัก หงซิ่วผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรมกลาโหม ชวีหยวนผู้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมโยธาธิการและคนอื่นๆ ต่างก็เป็นยอดฝีมือด้านการเล่นหมากล้อมทั้งสิ้น…เจ้าดู บนกระดานนี้มีจุดเล็กๆ อยู่เก้าจุดด้วยกัน แต่ละจุด เรียกว่า ‘จุดดาว’ ส่วนจุดที่อยู่กึ่งกลางกระดานที่สุดจุดนี้เรียกว่า ‘จุดกำเนิดสวรรค์’ เส้นขอบแต่ละเส้นบนกระดานเรียกว่า ‘เส้นที่หนึ่ง’ ส่วนเส้นถัดจากเส้นที่หนึ่งเรียกว่าเส้นที่สอง…”
นางอธิบายต้นกำเนิดและกฎเกณฑ์การเล่นหมากล้อมให้โจวเสาจิ่นฟังอย่างใส่ใจและอดทน อะไรที่เรียกว่า ‘การเรียกกิน’ อะไรที่เรียกว่า ‘การต่อรอง’ และอะไรที่เรียกว่า ‘การสร้างหมากเป็น’ ด้วยกลัวว่าโจวเสาจิ่นจะไม่เข้าใจ จึงอธิบายไปด้วย แสดงตัวอย่างให้ดูบนกระดานหมากไปด้วย
โจวเสาจิ่นฟังแล้วก็รู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
สิ่งที่เฉินต้าเหนียงอธิบายมานั้น ชาติก่อนนางพอจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย ตอนนี้ได้ฟังนางอธิบายให้ตนฟังคนเดียวอย่างละเอียดอีกครั้งแล้ว ไม่เพียงฟังเข้าใจเท่านั้น โจวเสาจิ่นยังแยกแยะความแตกต่างของการวางหมากในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย ทำให้นางรู้สึกสนุกและกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ จึงรู้สึกว่าความจริงแล้วการเล่นหมากล้อมก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง
เฉินต้าเหนียงอธิบายให้นางฟังมาเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อเห็นว่าจวนเจียนจะได้เวลาที่แต่ละจวนจะปิดประตูกันแล้ว จึงจบหัวข้อสนทนาแต่เพียงเท่านี้
โจวเสาจิ่นกล่าวขอบคุณเฉินต้าเหนียง รับปากว่าคืนพรุ่งนี้จะมาอีก
เฉินต้าเหนียงขานรับยิ้มๆ ให้สาวใช้ข้างกายไปส่งนางที่ประตู
บ่ายของวันถัดมา โจวเสาจิ่นมุ่งหน้าไปที่เรือนหานปี้ซานเร็วกว่าในยามปกติไปครึ่งชั่วยาม
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยังคงพักผ่อนอยู่ และแน่นอนว่าเฉิงฉือยังมาไม่ถึง
ผู้คนมักจะง่วงงุนในฤดูใบไม้ผลิและเหนื่อยอ่อนในฤดูใบไม้ร่วง หนังตาบนและล่างของเจินจูผู้เป็นสาวใช้ใหญ่ที่เฝ้าเวรอยู่ต่างก็กำลังต่อสู้อย่างหนักกับความง่วงเหงาหาวนอน
โจวเสาจิ่นอดพึมพำอยู่ในใจไม่ได้
บอกให้ตนมาให้เร็วสักหน่อย แต่เขากลับยังไม่เห็นแม้แต่เงา…
นางนั่งดื่มชาอย่างขุ่นเคืองอยู่ในห้องน้ำชา
กระทั่งนางดื่มชาจนหมดไปสี่จอก เฉิงฉือถึงได้มาถึงอย่างเชื่องช้า
โจวเสาจิ่นรีบเดินออกจากห้องน้ำชาไป
เฉิงฉือประหลาดใจเล็กน้อย เขาหยิบนาฬิกาพกออกมาดูครั้งหนึ่ง กล่าวยิ้มๆ ว่า “การเล่นหมากเป็นเพียงงานอดิเรกอย่างหนึ่งเท่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องกดดันถึงเพียงนี้ บางครั้งข้าก็มีธุระ ไม่อาจมาเล่นทุกวันได้”
ฉะนั้นถึงกล่าวกันว่า คนเมื่อละกิเลสได้ก็เป็นอิสระในตัวเอง
นางที่ยังมีกิเลสอยากเข้าใกล้ท่านน้าฉือให้ได้ จะทำอะไรจึงได้แต่ต้องดูสีหน้าของเขาเช่นนี้
โจวเสาจิ่นลอบพิจารณาอยู่ในใจ พยักหน้ารับพลางยิ้มน้อยๆ
เฉิงฉือและนางมุ่งหน้าไปยังห้องโถง