ตอนที่ 214
ตอนที่ 214 ร่วมทาง
October 31, 2026
ฮูหยินซ่งยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวซ่งเซิน
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวกลับยิ้มพลางกล่าว “อย่าไปถือสาคำพูดเด็กน้อยเลย ฮูหยินซ่งไม่ต้องดุเขาหรอก”
ฮูหยินซ่งจึงได้แต่ปล่อยเขาไปอย่างอับอาย
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวส่งสื่อมามาไปดูว่าเฉิงฉือกับผู้เฒ่าซ่งกำลังทำอะไรอยู่ แล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “ไม่แน่ว่าเซินเกอเอ๋อร์อาจจะพูดถูกแล้วจริงๆ ก็เป็นได้!”
ซ่งเซินกล่าวอย่างมั่นใจ “ท่านปู่จะต้องคำนวณตัวเลขอยู่เป็นแน่ขอรับ”
โจวเสาจิ่นยิ้มพลางลูบศีรษะของเขา
ทุกคนจึงนั่งลงไปใหม่
สื่อมามากลับมาแล้วยิ้มพลางรายงานว่า “คุณชายน้อยซ่งพูดถูกแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ นายท่านสี่กับท่านผู้เฒ่าซ่งกำลังนั่งล้อมโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ ต่างคนต่างคำนวณตัวเลขกันอยู่ ฟังจากความคิดเห็นของท่านผู้เฒ่าซ่งแล้ว หากว่าปีหน้าแม่น้ำฟู่ชุนมีน้ำหลาก ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงที่แม่น้ำเฉียนถังจะไม่รุนแรงเหมือนปีนี้อย่างแน่นอน…ท่านผู้เฒ่าซ่งยังชวนนายท่านสี่ไปสังเกตการณ์น้ำขึ้นน้ำลงที่กำแพงเมืองเฉียนในวันพรุ่งนี้อีกด้วยเจ้าค่ะ”
“ดีเจ้าค่ะๆ!” ฮูหยินซ่งกล่าวอย่างลิงโลด “เช่นนั้นต่อไปพวกเราสองตระกูลก็ยังได้พบกันอีกนะเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้า
หากถึงยามโหย่วสือ[1]แล้วผู้เฒ่าซ่งและคนอื่นๆ ยังไม่กลับเข้าเมืองอีก ก็คงต้องค้างที่บ้านพักตระกูลจงอีกหนึ่งคืน เฉิงฉือกับผู้เฒ่าซ่งจึงออกมาจากห้องหนังสืออย่างไม่ค่อยยินดีนัก ผู้เฒ่าซ่งยังย้ำกำชับกับเฉิงฉือว่า “…เจ้าอย่าลืมหานาฬิกาพกเหมือนกับของเจ้าเรือนนั้นมาให้ข้าด้วย เวลาของมันเดินได้เที่ยงตรงจริงๆ”
เฉิงฉือยิ้มพลางรับปาก กล่าวกับผู้เฒ่าซ่งว่า “เรื่องที่ข้ากล่าวไป ท่านเองก็พิจารณาให้ถ้วนถี่ด้วยเถิด ทางราชสำนักไม่ได้ควบคุมการจัดการปัญหาอุทกภัยของเจียงหนานมานานนับสิบปีแล้ว แต่เมืองฉุนอันและพื้นที่อื่นๆ กลับประสบปัญหาอุทกภัยอยู่บ่อยครั้ง อย่างมากที่สุดในเวลาสองปี ทางราชสำนักจะต้องขุดลอกแม่น้ำเป็นแน่ เหตุใดท่านผู้เฒ่าถึงไม่เขียนบันทึกจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของตนเผยแพร่ออกไป ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าการป้องกันอุทกภัยนั้นต้องทำอย่างไร และการซ่อมแซมทำนบน้ำนั้นต้องทำอย่างไร”
ทว่าซ่งหมิ่นกลับมีสีหน้าหม่นหมองเล็กน้อย กล่าวว่า “เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันวันหน้าก็แล้วกัน!”
อย่างไรเสียก็เป็นการพูดคุยเชิงลึกระหว่างคนไม่สนิทสนมกัน ถึงแม้เฉิงฉือจะรู้สึกเสียดาย แต่ก็เคารพการตัดสินใจของซ่งหมิ่น เขาส่งผู้เฒ่าซ่งออกจากบ้านพักด้วยตนเอง จากนั้นก็หมุนกายกลับไปที่ห้องหนังสือ คำนวณตัวเลขอยู่ในห้องหนังสือตามลำพังจนกระทั่งเสียงกลองตีบอกเวลาสองยาม ถึงได้เข้านอน
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกำชับทุกคนไม่ให้ปลุกเฉิงฉือ
ปรากฏว่าเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ขณะที่ท้องฟ้ายังไม่สว่างดีนักเฉิงฉือก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ไปเดินบนทำนบน้ำครึ่งรอบ แล้วจึงกลับมาที่บ้านพัก
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเอ่ยถามเขาว่า “เจอเรื่องลำบากใจอะไรมาหรือ อยากให้ข้าทักไปบอกพี่ชายของเจ้าสักหน่อยหรือไม่”
“ไม่ต้องให้พี่ชายช่วยออกหน้าจัดการให้หรอกขอรับ!” เฉิงฉือหลุดยิ้ม แล้วอยู่รับประทานมื้อเช้าเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่ากัว
โจวเสาจิ่นวางถ้วยและตะเกียบให้เขา จากนั้นจึงนั่งลง
เฉิงฉือมองโจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง กล่าวยิ้มๆ ว่า “น้ำชาและของว่างเมื่อวานเป็นเจ้าที่ส่งมาให้ใช่หรือไม่”
ฮููหยินผู้เฒ่ากัวถามอย่างสงสัย “ของว่างอะไรหรือ”
โจวเสาจิ่นเอ่ยตอบอย่างขัดเขินเล็กน้อยว่า “ข้าคิดว่าท่านน้าฉือกับท่านผู้เฒ่าซ่งจะต้องรู้สึกเบื่อยิ่งนักขณะที่นั่งอยู่บนเรือ จึงให้ในครัวทำของว่างไปให้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มพลางพยักหน้า กล่าวว่า “เมื่อวานข้ามัวแต่รับแขกจากตระกูลจง โชคดีที่มีเจ้าอยู่ข้างกายข้า ข้าเบาใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว”
โจวเสาจิ่นกล่าวอย่างขัดเขินว่า “เป็นข้าที่ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ จากท่านถึงจะถูกเจ้าค่ะ”
“นั่นก็ต้องเป็นเพราะเจ้ายินยอมเรียนรู้ด้วยถึงจะได้ผล!” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ “เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก ต่อไปหากข้าตกหล่นตรงที่ใด ก็ให้เจ้าช่วยข้าจดจำด้วยก็แล้วกัน”
นอกจากเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกินแล้ว นางก็ไร้ซึ่งความสามารถที่จะช่วยฮูหยินผู้เฒ่ากัวจดจำเรื่องอื่นๆ ได้
โจวเสาจิ่นเม้มปากกลั้นยิ้ม
รับประทานมื้อเช้าเสร็จแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็รั้งเฉิงฉือให้อยู่พูดคุยด้วย
โจวเสาจิ่นคาดเดาว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวคงอยากจะถามเฉิงฉือว่าเมื่อวานเขากับผู้เฒ่าซ่งไปทำอะไรกันมาบ้างเป็นแน่ แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวคงไม่ต้องการให้นางอยู่ด้วย นางเองก็ไม่กล้านั่งฟังอยู่ที่นั่น จึงได้แต่ลุกขึ้นขอตัวออกมา
ด้านนอก ชิงเฟิงกับหลั่งเย่ว์กำลังยืนกระซิบกระซาบคุยกันอยู่ในลานบ้าน
โจวเสาจิ่นย่องผ่านไปแล้วได้ยินชิงเฟิงบ่นอย่างไม่พอใจว่า “ท่านผู้เฒ่าซ่งเป็นบิดาของขุนนางใหญ่ซ่ง นับเป็นโอกาสที่ดียิ่งนัก! ผู้เฒ่าซ่งปรารถนาจะขึ้นเหนือพร้อมกับพวกเรา เพียงแต่นายท่านสี่ของพวกเราเกรงว่าคุณหนูรองจะต้องลำบาก จึงไม่ตอบตกลง…”
นางตกใจสะดุ้งโหยง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ชิงเฟิง นี่มันเรื่องอะไรกันหรือ”
ชิงเฟิงกับหลั่งเย่ว์หันหน้ามาอย่างตกใจกลัว รีบกล่าวว่า “ไม่มีอะไรขอรับๆ”
โจวเสาจิ่นกล่าว “หากเจ้าไม่บอกข้า ข้าจะไปถามท่านน้าฉือเอง”
“ท่านอย่าไปเลยขอรับ” ชิงเฟิงรีบกล่าว “ข้าจะบอกท่านก็ได้ ท่านผู้เฒ่าซ่งเป็นผู้รอบรู้ด้านภูมิศาสตร์ นายท่านสี่กับท่านผู้เฒ่าซ่งพูดคุยกันถูกคอ นายท่านสี่จึงชวนท่านผู้เฒ่าซ่งขึ้นเหนือไปด้วยกัน ท่านผู้เฒ่าซ่งตอบตกลงด้วยความยินดี แต่พอนายท่านสี่กลับมาแล้วได้ยินว่าคุณชายน้อยตระกูลซ่งผู้นั้นกระจองอแงกับฮูหยินผู้เฒ่ากัว ก็เลยเปลี่ยนใจ ให้พ่อบ้านฉินหาข้ออ้างไปบอกท่านผู้เฒ่าซ่ง พ่อบ้านฉินรู้สึกว่าน่าเสียดาย บอกว่านายท่านสี่ปฏิเสธการคัดเลือกเป็นขุนนางในตอนแรกไปแล้ว หากคิดจะเป็นขุนนางอีก แต่ถ้าไม่ได้รับการผลักดันจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่อาจเป็นขุนนางได้ แต่ต่อให้ได้รับการผลักดันจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นั่นก็ยังต้องแบ่งระดับขั้นต่างๆ อีก…” เขากล่าวถึงตรงนี้ ก็ชำเลืองมองโจวเสาจิ่นทีหนึ่งอย่างระมัดระวัง กดเสียงต่ำลงกล่าวว่า “กล่าวกันว่าองค์ฮ่องเต้ยกย่องขุนนางใหญ่ซ่งมากขอรับ…”
โจวเสาจิ่นทราบดี
นอกจากองค์ฮ่องเต้รัชกาลนี้จะยกย่องขุนนางใหญ่ซ่งมากแล้ว องค์ฮ่องเต้รัชกาลต่อมาก็ยกย่องขุนนางใหญ่ซ่งด้วยเช่นกัน
พวกเขาคงปรารถนาจะให้เฉิงฉือเดินอยู่ในเส้นสายของซ่งจิ่งหรานกระมัง!